เส้นทางแห่งขุนเขาและศรัทธา

เส้นทางแห่งขุนเขาและศรัทธา

ครั้งแรกบนเส้นทางท่องเที่ยวสามจังหวัดสำคัญ พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ กับเรื่องเล่าใต้เงาขุนเขาและความศักดิ์สิทธิ์ของวัดวาอารามต่างๆ

ถ้าพูดถึงวันหยุดพักผ่อน หลายคนอาจใช้เวลาไปกับการนอนอยู่บ้าน หรือหาของอร่อยๆ ทานเพื่อชาร์จแบตร่างกายให้พร้อมเริ่มทำงานอีกครั้ง แต่นั่นไม่ใช่สำหรับผม การออกท่องโลกกว้างต่างหากที่เปรียบเสมือนการพักผ่อน ยิ่งได้ไปสถานที่ใหม่ๆ มากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผมมีพลังงานสะสมมากขึ้นเท่านั้น เพราะการเดินทางเป็นการออกไปพบความสวยงามที่มีอยู่จริง

นั่งรถไฟไปเยือนพิจิตร


การเดินทางเริ่มต้นขึ้นก่อน 6 โมงเช้าที่สถานีหัวลำโพงโดยขบวนรถไฟพิเศษ “OTOP TRAIN” เป็นขบวนรถท่องเที่ยวที่ด้านนอกเป็นลาย OTOP ในส่วนของด้านในดูแปลกตาไปจากขบวนรถไฟปกติ มีการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งการปูพื้นห้องน้ำ เบาะที่นั่งสบายกว่าเก่าหลายเท่าตัว และใช้เครื่องปรับอากาศภายในขบวนอีกด้วย ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ขึ้นชื่อว่าเป็นขบวนรถไฟพิเศษแล้ว ยังมีจุดเด่นคือ “ห้องคาราโอเกะ” ผู้โดยสารสามารถเข้ามาร้องเพลงได้ในขณะเดินทาง มีลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ บรรจุคนได้ประมาณ 4 - 5 คน สร้างความเพลิดเพลินให้กับการเดินทางได้อีกระดับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสใช้บริการ


จุดหมายปลายทางขบวนรถไฟสายนี้อยู่ที่ ‘สถานีวังกรด’ ใช้เวลาเดินทางราวๆ 7 ชั่วโมง เมื่อถึงชานชาลามีชาวบ้านออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ ทั้งยังมีการแสดงเต้นเพลงพื้นบ้านให้ได้ชม ออกเสต็ปตามจังหวะดูน่ารักจนอดยิ้มตามไม่ได้ ผมสังเกตเห็นป้ายใหญ่เขียนว่า ‘ตลาดเก่าวังกรด’ ทำให้รู้ว่ากำลังยืนอยู่ที่ชุมชนโบราณที่มีประวัติเก่าแก่ร่วมร้อยปี มีวงเวียนหอนาฬิกาเป็นจุดศูนย์กลาง


ตลาดเก่าวังกรดตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ำน่านในตำบลวังกรด อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร มีคนไทย คนจีน และคนไทยเชื้อสายจีน อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนมากว่าร้อยปี พวกเขาประกอบอาชีพหลากหลาย อย่างตอนนี้ผมนั่งฝากท้องมื้อเที่ยงไว้ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวตุ้มไซ้ลุ่ย อาหารขึ้นชื่อของชุมชนนี้ เมนูเด็ดที่ใครๆ ต้องสั่ง ก๋วยเตี๋ยวต้ม สูตรพิเศษที่ไม่มีใครเหมือนในราคาเพียง 25 บาท


เมื่ออิ่มท้องเริ่มออกเดินชมตามซอยเล็กๆ ที่ถูกขนาบด้วยห้องแถวไม้สองชั้น อาคารเกือบทั้งหมดยังคงสภาพดั้งเดิมไว้ ผมได้กลิ่มอดีตหอมฟุ้งเตะจมูก เดินมาเรื่อยๆ ในซอยเทศบาล 9 สุดถนนเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าพ่อวังกลม ศาลที่ชาวบ้านให้ความเคารพ ในขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงมีการต่อเติมด้านหน้าจึงไม่ค่อยสะดวกในการเดินเข้าไปชมด้านใน แต่ยังสัมผัสได้ถึงมนต์ขลังที่ไม่เคยจางหายไป


จากรถไฟผมเปลี่ยนไปนั่งรถบัสคันใหญ่มุ่งสู่วัดท่าหลวง วัดสำคัญของชาวพิจิตร ติดแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก บนถนนบุษบา ใกล้ศาลากลางจังหวัดเก่า วัดนี้สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ. 2388 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน ‘หลวงพ่อเพชร’ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์มีพุทธลักษณะงดงามมาก หน้าตักกว้าง 1.4 เมตร สูง 1.6 เมตร ผมรับรู้ได้ถึงความศรัทธาของประชาชนที่มานมัสการหลวงพ่อเพชร เล่ากันว่าหลวงพ่อทรงอานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ช่วยปัดเป่าเรื่องทุกข์ยากลำบากให้กับชาวบ้านที่มาบนบานศาลกล่าว เมื่อผู้นั้นพ้นทุกข์ก็จะนำหัวหมู เป็ด ไก่ ไปถวายที่พระอุโบสถ จึงทำให้กลิ่นควันธูปตลบอบอวลไปทั่ว


อย่างที่บอกไว้ว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นเส้นทางแห่งศรัทธา มุ่งหน้าไปวัดกันต่อที่ วัดโพธิ์ประทับช้าง ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เป็นโบราณสถานเก่าแก่ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา ชวนสะดุดตามากทีเดียว โดยเฉพาะด้านหน้าของวัดมีต้นตะเคียนขนาดใหญ่กล่าวกันว่ามีอายุมากกว่า 250 ปี วัดโดยรอบต้องใช้คนโอบถึง 7 คน ขณะที่ยืนอยู่จะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วดังแว่วเสนาะหูจากนกแก้วที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ภายในอุโบสถมี “หลวงพ่อโต” เป็นพระประธานประจำอยู่ ถัดไปเป็นที่ตั้งอนุสรณ์ระลึกสถานที่ประสูติของสมเด็จพระเจ้าเสือ (สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8) ณ จังหวัดพิจิตร


พลบค่ำแล้ว ถึงแม้ว่าเดินทางมาทั้งวัน แต่ไม่รู้สึกอ่อนแรงตามไปด้วย กลับรู้สึกอิ่มเอิบใจเสียมากกว่า ทุกสถานที่มีประวัติความเป็นมาล้วนมีคุณค่าอยู่ในตัวของมันเอง คืนนี้คงต้องข่มตาให้หลับเพื่อวันพรุ่งนี้ที่รออยู่


อิ่มตากับภูเขาสีชมพู


อากาศยามเช้าหนาวจนตัวสั่น ยังต้องมาสู้กับน้ำในฝักบัวที่กระทบตัวถึงกับสะดุ้ง กัดฟันอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จรีบเก็บกระเป๋ามุ่งหน้าต่อไปยังจังหวัดพิษณุโลก ขอพรจากพระพุทธชินราช ณ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ที่นี่มีผู้คนเดินทางมาสักการะเนืองแน่นตั้งแต่เช้า ได้ยินตั้งแต่สมัยเด็กๆแต่ไม่เคยมาสักครั้ง วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาเห็นกับตาตนเอง องค์พระพุทธชินราชช่างวิจิตรงามตาสมคำล่ำลือ ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในโลก ทางเข้าพระวิหารด้านหน้ามีบานประตูขนาดใหญ่ประดับมุกสวยงาม สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2299 เป็นฝีมือช่างหลวงสมัยอยุธยาตอนปลาย บริเวณด้านหลังมีพระอัฏฐารส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติสูง 18 ศอก มองแล้วรู้สึกยิ่งใหญ่และไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ด้วยใจศรัทธา


ถึงเวลาแล้วซิ เสียงกระซิบจากภูเขาร้องเรียกผมอยู่ ให้ขึ้นไปยลโฉมความสวยงามของธรรมชาติที่สรรสร้างขึ้นมา เปลี่ยนรถในการเดินทางอีกครั้งโดยใช้รถนำเที่ยวของชุมชน เป็นรถปิ๊กอัพขับเคลื่อนสี่ล้อที่เหมาะกับการขึ้นเขาเพราะทางค่อนข้างคดเคี้ยวและสูงชัน รถเลี้ยวเลาะไปตามไหล่เขาที่มีป่าไม้เขียวชะอุ่ม บางจังหวะผมยื่นหน้าออกไปรับสายลมรู้สึกได้ถึงความสดชื่นเย็นสบาย ผมลองหลับตาเคลิ้มค่อยๆ ซึมซับกับบรรยากาศไปเรื่อยๆ


ใช้เวลาสักไม่ถึงชั่วโมงก็มาถึง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า มีรถต่อแถวยาวเหยียด เป็นเพราะเป็นช่วงวันเสาร์ผู้คนทยอยมาเที่ยวกันอย่างคึกคัก ต้องเสียค่าเข้าชมอุทยานคนละ 35 บาท รถค่อยๆ วิ่งขึ้นเขาไปตามทางคอนกรีตอย่างระมัดระวัง เพราะมีรถสวนทางมาตลอด ยิ่งรถวิ่งขึ้นเขามากเท่าไหร่ใจผมยิ่งเต้นเร็วมากขึ้นเท่านั้น ความอยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัส มีมากล้นหัวใจ ขับผ่านอุทยานมุ่งตรงไปยังหมู่บ้านร่องกล้าเป็นชุมชนที่มีการผสมผสานความเป็นอยู่ระหว่างชาวเขาเผ่าม้งและคนไทย มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประจำเผ่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นสังเกตได้จากชุดที่ใส่ ตลอดสองข้างทางมีการปลูกพืชเมืองหนาวจำนวนมาก เช่น ต้นพลับ ต้นท้อ และแปลงผัก กะหล่ำปลี แครอท บล็อกโคลี่ เป็นต้น


ถ้าหากจะเดินทางไปยังภูลมโล จุดชมนางพญาเสือโคร่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยต้องผ่านหมู่บ้านร่องกล้า โดยใช้เวลาเดินทาง 30 นาที เมื่อสิ้นสุดหมู่บ้านทางเริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ ถนนแปรเปลี่ยนจากคอนกรีตเป็นลูกรังฝุ่นตลบต้องใช้ผ้าปิดปากและใช้เสื้อคลุมหัวกันไว้ ผมคิดว่าเส้นทางนี้ลำบากต้องใช้ความชำนาญในการขับรถ ด้วยความชันบวกกับเส้นทางที่เป็นหลุมและก้อนหินน้อยใหญ่ทำให้ต้องค่อยๆ เคลื่อนรถอย่างช้าๆ อีกทั้งถนนค่อนข้างแคบเมื่อมีรถสวนทางมาต้องจอดหลบให้อีกคันไปก่อนถึงจะขับต่อไปได้


ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิวจุดแรกของภูลมโลมีพื้นที่กว้างขวางนับ 1,000 ไร่ นี่เองที่เขาพูดกันว่าภูเขาสีชมพูบานไปทั่ว ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนพลาดการแชะภาพตามมุมต่างๆ นอกจากนางพญาเสือโคร่งแล้วยังสามารถยืนชมทัศนียภาพของเทือกเขาสูงเรียงรายสลับซับซ้อนอย่างสวยงาม แถมยังมีจุดกลางเต็นท์นอนดูดาวบนฟ้ายามค่ำคืนได้อีกด้วย พื้นที่ของภูลมโลไม่ได้มีจุดชมความสวยงามของธรรมชาติเพียงแห่งเดียวแต่กระจายอยู่ในจุดต่างๆ ท่ามกลางหุบเขา วันที่ผมเดินทางไปอากาศไม่หนาวมาก มีลมพัดโชยอยู่ตลอดพร้อมกับแสงแดดอุ่นๆ สาดแสงลงมากระทบกับใบหน้าทำให้อบอุ่นโดยไม่ต้องพึ่งเสื้อกันหนาว


เมื่ออิ่มตากับความหวานแหววของภูลมโลแล้ว รถขับลัดเลาะไปตามถนนรอบภูทับเบิกและค่อยๆ ไล่ระดับลงเขา ที่แห่งนี้ยังคงสวยงามแต่ที่แปลกตาไปคงเป็นรีสอร์ทที่ถูกสร้างขึ้นเป็นจำนวนมากจนดูรกหูรกตา ถึงกระนั้นผมก็ยังชอบภูทับเบิกอยู่ดีเหมือนเมื่อสองปีก่อนที่ผมได้มาสัมผัสกับความสวยงามของทะเลหมอกในยามเช้า แม้ครั้งนี้จะไม่ได้มาเห็นก็ตาม


รถมาจอดที่ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ในช่วงเย็น สถานที่อันเป็นธรรมภูมิที่งดงาม มีธรรมชาติเป็นภูเขาสูงใหญ่ซ้อนกันเป็นทิวเรียงรายโอบรอบบริเวณวัด และบนยอดเขาสูงมีถ้ำที่ชาวบ้านทางแดงหลายคนได้เห็นลูกแก้วลอยเหนือฟากฟ้าและลับหายเข้าไปในถ้ำ ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเรียกตามกันว่า “ผาซ่อนแก้ว”


ผมยืนมองเจดีย์พระธาตุผาซ่อนแก้วและอุโบสถพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ เมื่อขึ้นไปสักการะรู้สึกว่ายิ่งใหญ่ตระการตามากทีเดียว เวลาเดินไปจนพลบค่ำท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีส้มอมชมพูก่อนที่ความมืดจะค่อยๆ เข้ามาแทน เป็นภาพที่สวยงามมากเท่าที่ผมเคยเห็นมาเปรียบเป็นดั่งดินแดนแห่งความอัศจรรย์แห่งหนึ่งเลยทีเดียว


ผมได้เห็นสิ่งที่รอคอยจะชื่นชมมานานแล้ว เป็นความงดงามที่ผสมกลมกลืนระหว่างธรรมชาติกับสถาปัตยกรรมทางศาสนา ที่ทำให้วันนี้้้้เป็นวันที่อิ่มใจและเข้านอนอย่างมีความสุขในที่พักแสนอบอุ่น ณ เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์


บางหน้าประวัติศาสตร์ที่เขาค้อ


เช้าวันสุดท้ายของทริปนี้ยังคงใช้บริการรถนำเที่ยวเช่นเดิม ถนนหนทางบนเขาค้อสะดวกสบายกว่าเมื่อวานมาก ไม่ไกลมากนักผมก็มาถึงพระตำหนักเขาค้อ ตั้งอยู่บนเนินเขาย่าซึ่งเป็นจุดสูงสุด ที่นี่อากาศดีมีสายลมวิ่งวนผ่านทิวสนรู้สึกได้ถึงความสดชื่น เดินเข้าไปภายในพระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นที่ทรงงานหรือแปรพระราชฐานมาประทับแรม อาคารมีลักษณะเชื่อมต่อกันเป็นรูปวงแหวนโค้ง 2 ชั้น บริเวณด้านหน้ามีสวนหย่อมและแปลงดอกไม้ ณ จุดศูนย์กลางของวงกลมเป็นที่ตั้งของเสาธงมหาราช บริเวณโดยรอบตำหนักเต็มไปด้วยดอกไม้สีสันสวยงามและแนวต้นสนป่าที่เรียงรายกันเป็นทิวแถว


ที่เขาค้อนี้มีประวัติศาสตร์การสู้รบกับคอมมิวนิสต์ ฐานอิทธิ (พิพิธภัณฑ์อาวุธ) เป็นจุดหนึ่งที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์อย่างสวยงามรอบเขาและเคยเป็นฐานสำคัญทางยุทธศาสตร์ในอดีต ปัจจุบันจัดแสดงปืนใหญ่ ซากรถถัง และอาวุธที่ใช้สู้รบกันบนเขาค้อ ค่าเข้าชมท่านละ 10 บาท เป็นที่ถูกอกถูกใจของเด็กๆ ที่ชอบอาวุธยุทโธปกรณ์


อีกหนึ่งสถานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ คือ อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ สร้างเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ผู้พลีชีพในการสู้รบ เป็นสถานที่บันทึกประวัติ อนุสรณ์ และรายชื่อวีรชนผู้เสียสละไว้ด้วย ผมชอบวิวจุดนี้มากหากมองด้วยตาจะเห็นเพียงภูเขายาวไกลออกไป แต่หากใช้ใจจะพบความงามที่ไม่สามารถบรรยายได้ด้วยคำพูดต้องลองไปสัมผัสด้วยตนเอง


รู้สึกใจหายเล็กๆ ที่รู้ว่า พระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก เป็นสถานที่สุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้ ผมรีบลงรถเข้าไปชมด้านในมีแสงเทียนส่องสว่างโดยรอบ ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปให้ประชาชนได้สักการะบูชา ผมขอพรให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัย ก่อนกลับไม่ลืมที่จะแวะไร่สตรอว์เบอรี่ที่พบเห็นได้ตลอดสองข้างทาง


.......................................


หายใจเข้าลึกๆ สูดบรรยากาศให้เต็มที่บนยอดภู การเดินทางของผมในครั้งนี้เป็นวันพักผ่อนที่แสนพิเศษจริงๆ ผมขอเรียกมันว่าเส้นทางแห่งขุนเขาและความศรัทธาอย่างที่เปรยไว้ข้างต้น การไหว้พระทำให้จิตใจสงบ การยืนหลับตาบนยอดภูก็ทำให้จิตใจผ่อนคลายเช่นกัน เป็นการท่องเที่ยวที่ผสมกันอย่างลงตัวในคราวเดียว