หนาวผ่านไปแล้ว ปีนี้แล้งจริงๆ แล้วจะทำอย่างไรต่่อไป
สามวันที่ผ่านมา(25-27 มกราคม 2559) ประเทศไทยเจอกับสภาวะหนาวสุดขั้ว มาเร็ว ไปเร็ว และอีกไม่นาน จะเจอกับปัญหาแล้ง ขาดแคลนน้ำ แต่จะขาดแคลนแค่ไหน คงยากจะประเมิน
เหตุการณ์ธรรมชาติผันแปรไม่ใช่ว่าไม่มีบทเรียน น้ำท่วมใหญ่เจอมาแล้ว และแล้งนี้ ถ้ายังแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ ประชาชนเตรียมตุ่มไว้ใส่น้ำได้เลย
ถ้าอย่างนั้นเราจะเตรียมตัว และ จัดการกับภูมิอากาศผันแปรอย่างไร
รองศาสตราจารย์ ดร. ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ และเคยมีผลงานหนังสือเรื่อง "โลกร้อนสุดขั้ว วิกฤติอนาคตประเทศไทย" บอกว่า เราไม่เคยใช้บทเรียนความผิดพลาดในอดีตมาตั้งรับ หรือ จัดการพิบัติภัยอย่างเป็นระบบ "นั่นทำให้เราต้องเสียงบประมาณของชาติที่ไม่ควรเสียเยอะมาก"
เมื่อฤดูแล้งกำลังจะมาถึง และน้ำในเขื่อนที่กักเก็บไว้ ก็น้อยกว่าปีที่แล้ว ถ้าอย่างนั้น ประชาชนจะต้องทำอย่างไร
ข้อ 1 รับชะตากรรม
ข้อ 2 เสียค่าโง่ (ภาษี)
ข้อ 3 มีโอ่งเท่าไหร่ ก็กักน้ำให้เต็ม
ข้อ 4 เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
คุณจะเลือกข้อไหน....
เหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว จะเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน
ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ ผมเขียนไว้ในหนังสือ โลกร้อนสุดขั้ว วิกฤติอนาคตประเทศไทย อย่างอากาศแปรปรวน เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ปี 2558 ใครจะคิดว่าหน้าแล้ง ร้อนจัด ฝนจะตกในกรุงเทพฯ น้ำท่วม เป็นวิกฤติความแปรปรวนของภูมิอากาศที่เห็นได้ชัดมาก หนาวฉับพลันใครจะนึกถึง เป็นละลอกความหนาวที่เย็นที่สุด คงไม่มีหนาวแบบนี้อีก ต่อไปเป็นหนาวธรรมดาๆ เพราะปรากฎการณ์เอลนีโญ ( การเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก โดยอุ่นขึ้นหรือเย็นลงผิดปกติ ) แรง เหมือนเราเปิดตู้เย็นในทะเลทราย อุณหภูมิร้อนและเย็นที่ต่างกัน
เราต้องเข้าใจว่า อากาศเย็นมาจากขั้วโลก เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2559 กว่าเอลนีโญจะพาอากาศเย็นมาถึงประเทศไทยก็ 9 วัน เมื่อมาถึง ถือว่าเย็นเร็ว ลมหนาวแรงมาก ผลตามมาคือ คลื่นในทะเลภาคใต้สูงกว่าสี่เมตร เป็นคลื่นใหญ่และแรงมากตั้งแต่ 23 มกราคมที่ผ่านมาและไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งเป็นหน้ามรสุมของภาคใต้ เมื่อก่อนสูงแค่หนึ่งเมตร ครั้งนี้สี่เมตร ไม่ใช่เพิ่งเกิด เคยเกิดเมื่อปี 2540 และปี 2549 ซึ่งคลื่นสูงสี่เมตรกลายเป็นเรื่องธรรมดา
นั่นทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง เป็นปรากฎการณ์ต่อเนื่อง เป็นความแปรปรวนของภูมิอากาศสุดขั้ว หนาวสั้นๆ กลางกุมภาพันธ์คงไม่หนาวแล้ว แต่ปีนี้เอลนีโญแรงมาก จากข้อมูลคงเป็นละลอกความเย็น ละลอกสุดท้ายของปีนี้
อีกไม่นานก็เจอปัญหาแล้ง ?
ตอนนี้น้ำต้นทุนในเขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาน้อยกว่าปีที่แล้ว 30-40 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้น้ำเหลือน้อยมาก เราเหลือเวลาอีกไม่นาน ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ เราจะผ่านวิกฤติไปได้ยังไง คราวนี้ค่อนข้างหนัก เพราะลักษณะเอลนีโญที่แรงมีผลต่อการระเหยของน้ำมากกว่าปกติ และปริมาณน้ำที่หน่วยงานที่รับผิดชอบคาดการณ์ ผมคิดว่า น้อยกว่าที่หน่วยงานออกมาบอก แม้รัฐบาลบอกว่า จะไม่ปล่อยน้ำให้ชาวนา แต่การปลูกข้าวนาปรังในบางพื้นที่ปล่อยน้ำไปแล้ว โดยเฉพาะในภาคกลางหลายล้านไร่ เพราะเกษตรกรต้องการน้ำ ผลที่ตามมาคือ ภัยแล้งต้องเกิดแน่ๆ และเจอหนัก
จะเจอปัญหาภัยแล้งหนักแค่ไหน
ภัยแล้งปีนี้หนักพอๆ กับปี 2553 และหนักกว่าปีที่แล้ว ถ้าบริหารจัดการน้ำไม่ดี และไม่จัดการอย่างเข้มข้น จะเจอวิกฤติ ตั้งแต่วันนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องออกมารณรงค์การประหยัดน้ำทุกภาคส่วนแล้ว และไม่ใช่การบริหารน้ำแบบเดิมๆ ที่คิดว่า มีน้ำเท่าไหร่ ต้องปล่อยเดือนละเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่นั้น ต้องสื่อสารกับประชาชนว่า หลายภาคส่วนจะขาดแคลนน้ำ ต้องช่วยกันประหยัดน้ำเพื่อช่วยรัฐบาล ซึ่งจะเจอปัญหาหนัก ต้องหาเงินมาชดเชยภาคการเกษตรที่มีอยู่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ เพราะผลผลิตไม่ได้ตามเป้า
การใช้น้ำในครัวเรือนจะมีปัญหาไหม
เราไม่ขาดน้ำเหมือนอยู่ในทะเลทราย ถ้าประเมินอย่างแย่ที่สุด คนเมืองอาจจะเจอปัญหาประมาณว่า วันนี้น้ำไหล พรุ่งนี้น้ำไม่ไหล หรือน้ำประปามีรสกร่อย แต่ไม่ถึงขั้นเปิดน้ำจากก็อก แล้วไม่มีน้ำ คงเหมือนในอดีต น้ำไหลเอื่อยๆ ผมไม่อยากให้คนกลัว ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านน้ำคงต้องตั้งรับแล้ว โดยการผลิตน้ำสำรอง และเจาะน้ำบาดาลเตรียมไว้ยามฉุกเฉิน ถ้ามีมาตรฐานเรื่องนี้ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ ถ้าอย่างนั้นปัญหาจะคล้ายๆ ต้นฤดูฝนปีที่แล้ว น้ำประปาขาดแคลน แต่ตั้งรับไม่ทัน
นอกจากปัญหาแล้ง ปริมาณน้ำฝนปีนี้เป็นยังไง
หน้าฝนคงมาช้ากว่าปกติเล็กน้อย แต่ปกติ
ปัญหาภัยพิบัติ จะเจอเหตุการณ์ใดบ้าง
สิ่งที่ผมห่วงคือ สภาพภัยแล้งจะคล้ายปี 2553 พอฝนตกก็กักเก็บน้ำไว้เยอะ ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนต้นปี 2554 มีน้ำเยอะ จนเกิดปัญหา ผมไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ประเทศไทยต้องเรียนรู้และถอดบทเรียนจากอดีต ถ้าปลายปี 2558 จนถึงต้นปี 2559 แล้ง ถ้ากักเก็บปริมาณน้ำไว้เยอะ จะมีปัญหาในปี 2560 เมื่อเจอลานิญา ก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วม แต่เราไม่รู้ว่า ลานิญาจะแรงแค่ไหน เพราะแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ประเมินล่วงหน้าได้แค่ 3-6 เดือน เราดูจากสถิติและแนวโน้มเทรนด์ใหญ่ๆน่าจะเป็นอย่างนั้น และเคยเตือนหน่วยงานที่ดูแลด้านนี้ ควรนำข้อมูลการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศมาใช้ เพื่อเป็นปัจจัยหนึ่งในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งในอดีตไม่เคยใช้
สถานการณ์น้ำปี 2560 ก็น่าเป็นห่วง ?
หลังจากฝนตก หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ ไม่ควรเก็บน้ำอย่างเพลิดเพลิน จนเกิดปัญหา เพราะปีนี้ฝนมาปกติ และปี 2560 จะมีปรากฎการณ์ลานีญา แต่จะแรงแค่ไหนยังประเมินไม่ได้ ผมแค่เตือน ถ้าเราบริหารจัดการได้ดี พิบัติภัยก็น้อย แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าธรรมชาติไม่รุนแรง แต่บริหารจัดการไม่ดี ก็เกิดพิบัติภัยที่รุนแรงได้
เป็นการเตือนโดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ ?
ผมถอดบทเรียนย้อนไปยี่สิบปี เราได้เรียนรู้และมีข้อมูลมากพอ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยา ล้วนมาจากปัญหาการจัดการ ซึ่งผมก็อยากเตือนเท่าที่จำเป็น พูดมากก็ไม่ดี เดี๋ยวจะหาว่าผมเป็นโหร ไม่ใช่ครับ ผมศึกษาบนพื้นฐานข้อมูลทางวิชาการ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พายุเปลี่ยนแปลงเป็นรายชั่วโมง อากาศเปลี่ยนเป็นรายสัปดาห์ ที่ผมพูดไม่ใช่การพยากรณ์ แต่เป็นการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์และข้อมูลวิทยาศาสตร์ เราเรียกตรงนี้ว่า เทรนด์ ไม่ใช่การทำนาย
คนส่วนใหญ่มักจะสื่อสารผิดๆ ว่า นี่คือการพยากรณ์ ?
ไม่ว่าจะสื่อสารถูกหรือผิด เราพยายามจะชี้ให้ชัดว่า ศาสตร์นี้กับศาสตร์โหรคนละอย่างกัน ฟันธงไม่ได้ เพราะเรื่องพิบัติภัยและภูมิอากาศยังมีปัจจัยเยอะแยะที่เปลี่ยนแปลงได้ อาจไม่เป็นไปตามที่ผมบอก เพียงแต่มีแนวโน้มเป็นไปตามแนวทางนี้ อาจแรงหรือไม่แรง ถ้าบริหารจัดการไม่ดี ก็เกิดปัญหาอย่างที่ผมบอก ผมไม่ขอใช้คำว่า คาดการณ์ ผมประเมินเหตุการณ์จากปัจจัยหลายอย่าง จึงใช้คำว่า แนวโน้มในอนาคตกับปัญหาพิบัติภัย
ถ้าอย่างนั้นแนวโน้มภัยพิบัติจะเป็นอย่างไร
สิ่งที่ผมพูดอาจไม่ถูกเลยก็ได้ เพราะปัจจัยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่เทรนด์ใหญ่ๆ ใน 5-10 ปีประเทศไทยจะต้องเจอความแปรปรวนภูมิอากาศอย่างรุนแรงแน่ รวมถึงพิบัติภัยมีมากขึ้น ผมคิดว่า ต่อไปการทำธุรกิจของคนไทย จะมีความเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศมากขึ้น เราจะต้องใช้ข้อมูลทางด้านอุตุนิยมวิทยาในชีวิตประจำวันมากขึ้น และต่อไปการบริหารจัดการทรัพยากรจะลำบากมากขึ้น ถ้ายังใช้ข้อมูลเดิมๆ ปรัชญาการบริหารจัดการแบบเดิมๆ ผมคิดว่า อากาศทุกวันนี้ก็สอนเราถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นองค์ความรู้เราและพฤติกรรมเราต้องเปลี่ยน





