วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ร่องรอยแห่งกาฐมาณฑุ

“สูงสุดคืนสู่สามัญ” เป็นคำเปรียบเปรยที่ได้ยินบ่อยๆ บ้างใช้สื่อถึงความตาย บ้างใช้สื่อถึงความล้มเหลวทางธุรกิจ

หลังจากโกยรายได้มหาศาลไปแล้ว แม้คำนี้อาจจะใช้ไม่ได้เสียทั้งหมดกับประเทศเนปาล เพราะแม้จะเคยเป็นดินแดนในฝันของนักท่องเที่ยว แต่ในความเป็นจริงสภาพเศรษฐกิจของเนปาลก็ไม่เคยจะขึ้นไปใกล้เคียงกับคำว่าจุดสูงสุด


แต่หากเปรียบกับเหล่าชาวเชอร์ปา ชนเผ่าหนึ่งในเนปาล ที่รับหน้าที่ผู้นำทางนักไต่เขาจากทั่วโลก ที่ต้องการพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ พวกเขาคงเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ เมื่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา คร่าชีวิตพวกพ้องชาวเชอร์ปาไปหลายราย และยังฝากบาดแผลใหญ่ไว้ เมื่อนับจากนั้นเป็นต้นมา จำนวนผู้ที่ต้องการไต่เทือกเขาหิมาลัยกลายเป็นศูนย์ จากงานที่ต้องเดินทางสู่จุดที่สูงที่สุดของโลก และจุดหมายสูงที่สุดในชีวิตของนักปีนเขา ก็ร่วงกลับลงมาสู่พื้นดิน ในวันนี้ชาวเชอร์ปาหลายต่อหลายคน ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเรียนรู้งานหัตถกรรม หรือรับจ้าง เฝ้ารอเวลาที่จะได้มีโอกาสนำผู้คนไปตามความฝันอีกครั้ง ซึ่งไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่


กรุงกาฐมาณฑุ อีกเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ที่ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์-โบราณคดี ให้มาเยือนโบราณสถานที่เรียงรายหลายแห่ง ภาพที่แน่นขนัดของนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเหลือเพียงความทรงจำ เมื่อเหล่าพระราชวังโบราณต่างเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณจัตุรัสดูบาร์ ใจกลางเมืองหลวง ที่มีโบราณสถานเสียหายถึง 19 แห่ง ซึ่งประวัติศาสตร์เหล่านั้นไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ แม้ซากปรักหักพังจะถูกเก็บกวาดออกไปแล้ว แต่ก็ดูเหมือนนักท่องเที่ยวจะถูกกวาดออกไปด้วยเช่นกัน


ในความเป็นจริงก็ไม่ถึงกับไม่มีนักท่องเที่ยวเลยเสียทีเดียว ภาพชินตาของเหล่าฤาษีที่แต่งองค์ทรงเครื่องกันครบครัน แห่งวัดปศุปตินาถ ศาสนสถานของฮินดู ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็ยังคงออกมานั่งให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป แลกกับเงินจำนวนตามศรัทธาเช่นที่เคยเป็น แต่หากให้เทียบกับช่วงเวลาที่จะเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ก็เป็นเรื่องที่เทียบกันไม่ได้แม้แต่น้อย


ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น นักพิพิธภัณฑ์วิทยาจากกองโบราณคดีของเนปาล อย่าง สรัสวตี สิงห์ บอกว่าต้องใช้เวลาอย่าง 5 ปี ในการฟื้นฟู เธอย้ำว่านั่นคือ ”อย่างน้อย” เพราะเหล่าสถาปัตยกรรมที่เสียหาย เป็นประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของเนปาล การจะซ่อมแซมเป็นเรื่องที่ทำได้โดยง่าย แต่ที่ยากคือจะบูรณะอย่างไร เพื่อให้หน้าตาและโครงสร้างของโบราณสถานเหล่านี้ กลับมามีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ผิดแผกไปจากเดิม


ในช่วงแรกของการฟื้นฟูนั้น จึงเป็นการระดมกำลังนักโบราณคดี บันทึก และเก็บข้อมูลเสียมากกว่าจะเร่งซ่อมแซมให้เสร็จ แน่นอนว่าความมั่นคงแข็งแรงที่มากขึ้น เพื่อรองรับภัยพิบัติที่อาจเกิดซ้ำ คือสิ่งที่พวกเขาต้องคำนึงถึง ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้ ไปร่วมมือกับวิศวะกร และสถาปนิก ลงมือบูรณะโบราณสถานอีกที


เมื่อเส้นเลือดใหญ่มีรอยแผล เลือดก็ย่อมไม่สามารถไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงร่ายกายได้ทั่ว ไม่ใช่แค่ดูด้วยตา จึงจะรู้ว่าชาวเนปาลกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก บรรดาร้านรวงขายของฝาก ต่างพากันร้องเรียกลูกค้ากันเสียงแทบไม่ขาด ราวกับพวกเขาได้อัดเสียงเอาไว้ แล้วเปิดวนซ้ำไปซ้ำมา ไม่น้อยเลือกที่จะเดินประกบตามเสนอสินค้าให้ เมื่อปฏิเสธ การต่อรองของราคาก็เริ่มต้นขึ้น กลับกันที่ผู้ถูกเสนอ แทบจะไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก เพราะผู้ขายเสนอราคาที่ต่ำลงมาให้เรื่อยๆ บ้างก็ถูกกว่าราคาที่เปิดมาถึงครึ่งหนึ่ง หากถามว่าขายแบบนี้แล้วจะได้กำไรหรือ คำตอบคือทำอย่างไรได้ เขาต้องการใช้เงิน


เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับชาวเนปาล จึงได้รู้ว่าแม้รัฐบาลรวมถึงนานาประเทศจะให้ความช่วยเหลือ เพื่อฟื้นฟู และเยียวยาผู้ได้รับกระทบ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความช่วยเหลือที่ส่งไป ทั้งในรูปแบบของเงินและสิ่งของ ล้วนเกิดการตกหล่นกลางทาง และมีบางส่วนที่ไม่เคยไปถึงมือผู้ขาดแคลน เช่นเดียวกับ อนิตา บุดาโธกิ หญิงชาวเนปาลวัย 30 ปี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ยอมรับว่า เธอและครอบครัวยังคงต้องการความช่วยเหลืออีกหลายด้าน โดยเฉพาะที่พักอาศัย เมื่อบ้านของเธอนั้นพังลงมาทั้งหลัง รวมถึงเครื่องห่มนอนกันหนาวยามค่ำคืน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในฤดูหนาว ที่ถึงขนาดทำให้กรุงเทพมหานครยังต้องสั่นสะท้านเช่นนี้ โดยความช่วยเหลือที่เธอได้รับจากทางการ คือข้าวสารจำนวน 8 กิโลกรัมเท่านั้น


ผมมีโอกาสได้ไปเยือนแคมป์ โฮป ค่ายของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ที่ก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือขอชาวเนปาลใจบุญ และเหล่าอาสาสมัครจากต่างชาติ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมืองหลวง ที่นี่มีผู้ประสบภัยอาศัยร่วมกัน 335 คน โดยมีเต๊นท์รองรับ 14 เต๊นท์ ซึ่งแต่ละเต๊นท์ จะประกอบด้วยครอบครัวประมาณ 4 ถึง 5 ครอบครัว แม้จะไม่สะดวกสบายอย่างบ้านที่คุ้นเคย แต่อย่างน้อยที่สุด ปัจจัยต่างๆ ในการดำรงชีวิตยังมีครบครัน


ระหว่างเดินผ่านเต๊นท์หลังหนึ่งก็ได้ยินเสียงทารกร้องออกมา นั่นคือเสียงของเจ้าหนู ลาห์ ชริงค์ เชอร์ปา เด็กน้อยเพศชายวัย 10 วัน ทายาทของชาวเชอร์ปา ยอดนักปีนเขาที่เป็นหนึ่งในเหยื่อผู้เสียหายจากแผ่นดินไหว เขาไม่ได้มีข้อแตกต่างใดๆ จากทารกคนอื่น เว้นเสียแต่ว่า เขาถือกำเนิดขึ้นในค่ายผู้ประสบภัย


แม้ในยามนอนหลับจะเงียบสนิท แต่ตอนที่ตื่นนั้น เสียงร้องของเขาก็แผดก้องดังไปทั่วแคมป์โฮปแห่งนี้ เป็นหลักประกันถึงสุขภาพที่แข็งแรง เมื่อได้สัมผัสเสียงของเจ้าหนูเชอร์ปาผู้นี้ ก็หวังในใจว่าเขาจะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง และนำครอบครัว รวมถึงประเทศของเขาให้ฟื้นตัวจากภัยธรรมชาตินี้ได้ในอนาคต สมกับที่เป็นทายาทของผู้พิชิตจุดสูงสุดของโลกที่เกิดในค่ายแห่งความหวัง