วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เรื่องเล่าจากพันธกิจ

‘จุดประกาย-ทอล์ค’ ฉบับส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขอนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษจากพื้นที่นี้

โดยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีบุคลากรและผู้สันทัดกรณีจากวงการต่างๆ ได้สละเวลาอันมีค่าแสดงความคิดเห็นที่น่าสนใจ ทั้งหมดกลั่นกรองมาจากพื้นฐานชีวิตและประสบการณ์การทำงานของแต่ละท่าน ซึ่งได้ให้แง่คิดและมุมมองที่น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง

นี่คือ 10 ท่านที่เราขอคัดสรรมานำเสนออีกครั้ง

 

รู้จริง รู้ลึก สไตล์หมอบ้าน

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ 

ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ กรรมการอำนวยการบริษัทอินเตอร์ แพค จำกัด ผู้จัดรายการวิทยุ คุยกับหมอบ้าน ทางคลื่นวิทยุเอฟเอ็ม 96.5 เมกกะเฮิร์ต เป็นคนหนึ่งที่ไม่ใช่แค่ตอบคำถามเรื่องบ้านตามประสาสถาปนิก แต่ให้ความรู้และมุมมองการใช้ชีวิตของคนมากมาย เพื่อแรงบันดาลใจให้สังคม

หนังสือของเขาหลายสิบเล่ม เขียนไว้ว่า “ไม่มีลิขสิทธิ์ หากต้องการนำไปใช้ เพื่อสังคมที่ดีขึ้น” ได้เลย และส่วนใหญ่แจกให้อ่านฟรี นอกจากนี้เขายังใช้ความรู้ด้านสถาปัตย์ทำเอกสารการเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงอายุ ผู้พิการและเด็ก แจกฟรีอีก เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้ปรับปรุงบ้านและสถานพยาบาลตามมาตรฐานทางกายภาพ และอีกส่วน เขาเป็นอาจารย์สอนมหาวิทยาลัย ที่สอนโดยโดยไม่รับค่าจ้าง รวมถึงชอบที่จะเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้าน นิทานเซน และชอบเล่าเรื่องเปรียบเปรยให้ผู้คนเห็นคุณค่าบางอย่างที่คนมองข้าม

"ถามว่าเราเป็นหนี้ใคร เป็นหนี้ในหลวงก็ได้ คุณเคยอ่านเรื่องลุงขาวไหม เป็นเรื่องที่ผมเขียน เอาไว้สอนนักศึกษา ลุงขาวเป็นชาวนา จังหวัดร้อยเอ็ด เรียนจบประถม 4 ครอบครัวเขาเป็นชาวนามาสี่ชั่วอายุคน ลุงขาวไม่เคยผลาญทรัพยากรแผ่นดิน แต่ลุงขาวก็ยังปลูกข้าว และด้วยความชำนาญก็ปลูกข้าวหอมมะลิ ส่งออกไปขายต่างประเทศ เอาเงินเข้าประเทศปีละสี่แสนกว่าบาท ถ้าเทียบกับอาชีพสถาปนิก คุณคิดยังไง

ถ้าเมื่อใดประเทศเกิดวิกฤติ ผมให้ปืนคุณกระบอกหนึ่ง ถ้าต้องยิ่ง คุณจะยิ่งลุงขาวหรือสถาปนิก ถามว่าสถาปนิกกับลุงขาว ใครมีประโยชน์มากกว่ากัน ถ้าคุณตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ และกระล่อนไปวันๆ คุณก็ไม่สามารถช่วยอะไรแผ่นดินนี้ได้ ชีวิตที่ผ่านมา ผมได้ทำสิ่งที่อยากทำและทำไปเรื่อยๆ ผมมีความสุข ง่ายๆ เลยว่า วันเฉลิมพระชนมพรรษา ผมคิดกิจกรรมไม่ออก ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ผมก็หยิบไม้กวาด มากวาดถนนหน้าบ้าน และข้างบ้านอีก 3 หลัง และคิดว่า ทำให้ในหลวง ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก ทำไปเถอะ อย่าโง่ก็แล้วกัน"

“ตอนที่ผมอยากสอนหนังสือ ผมก็ดูตัวเองว่า เราสอนได้ไหม เราก็เป็นคนที่พูด พอฟังรู้เรื่อง ก็น่าจะสอนได้ เมื่อพอมีความรู้บ้าง อยากสอนหนังสือก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ผมก็เดินเข้าไปในมหาวิทยาลัย แล้วบอกอาจารย์ว่า ผมอยากสอนหนังสือ จะสอนวิชาไหนได้บ้าง แล้วบอกว่า ผมไม่เอาเงิน ก็ได้สอนหนังสือมาจนถึงปัจจุบันนี้ ถามว่ามีความสุขไหม ก็มีความสุข”

“เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผมไปสอนหนังสือที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษายากจน ผมบินไปสอน 10 ครั้ง ผมเคยให้นักศึกษาแนะนำก่อนว่า อยากให้อาจารย์อย่างผมทำอะไรบ้าง นักศึกษาคนหนึ่งบอกว่า อาจารย์ครับ อย่าแจกประวัติอาจารย์ได้ไหม พอเขาอ่านประวัติผม แล้วบอกว่า ”มันดีหมดแล้ว แต่มันทำให้ผมหมดหวังที่จะก้าวหน้าหรือทำดี“ เขาบอกว่า ”ชีวิตผมตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่ได้แบบอาจารย์“ ผมขอบคุณเขา เพราะผมไม่สามารถเปิดน้ำลงขวดได้ ถ้าไม่เปิดจุก เพราะประวัติชีวิตผมก็เหมือนจุกที่ปิดอยู่ น้ำที่เทเข้าไป ก็เข้าไม่ได้”

 

 หมอล็อต-ภัทรพล

เป็นมากกว่าพระเอก

หมอล็อต-ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์สัตว์ป่า ประจำกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นทั้งเซเลบและบุคคลสาธารณะ

สัตวแพทย์สัตว์ป่าคนนี้ เป็นทั้งนักกีฬา อาจารย์พิเศษในมหาวิทยาลัย วิทยากรให้ความรู้ ทุกเรื่องที่เขาทำ สามารถเชื่อมร้อยเข้าด้วยกัน ไม่เช่นนั้นในปัจจุบันสัตวแพทย์สัตว์ป่า คงไม่เพิ่มขึ้นเป็นหลักสิบ

ภัทรพลเริ่มจากเป็นหมอรักษาช้างบ้าน จากนั้นหันมาทำงานในออฟฟิค เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา จนทนเสียงร้องของช้างไม่ไหว จึงสลัดสูทไปลุยในป่า เป็นหมอรักษาสัตว์ป่า ว่างจากการรักษาสัตว์ป่า ก็ไปบรรยายให้ความรู้เรื่องสัตว์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงทำงานวิจัย

“ทำงานด้านนโยบายมาพักหนึ่ง ก็เลยคิดว่า เราไม่ควรมานั่งใส่สูทผูกไท เรายังวัยรุ่น เราลุยได้ จึงขอลาออก เมื่อ 5-6 ปีที่แล้วผู้ใหญ่ก็ไม่อยากให้ออก และบอกว่า ให้เราไปคิดดูว่า เรื่องใดที่วิชาชีพสัตวแพทย์ไปเติมเต็มได้ จึงนึกถึงสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ แล้วไม่มีหมอรักษา มุมด้านการอนุรักษ์มองว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องรักษา แต่ ณ วันนี้ เกิด แก่ เจ็บ ตายไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ในวิชาชีพของเรา ก็ต้องพรีเซ็นต์ให้เห็นว่า เรื่องใดสัตวแพทย์อย่างเราทำได้บ้าง”

"แรกๆ ก็มีคนถามว่า ตอนไม่มีหมอล็อต ทำไมไม่มีสัตว์ป่าบาดเจ็บ พอมีหมอล็อต สัตว์ป่าบาดเจ็บเยอะ เพราะเมื่อก่อนสัตว์ป่าถูกยิงบาดเจ็บ ไม่มีการแจ้ง เพราะการแจ้งคือ การเปิดบาดแผลตัวเอง กระทั่งวันดีคืนดี มีหมอคนหนึ่งรักษาได้ ก็มีคนแจ้งมาเรื่อยๆ ซึ่ง ณ วันนี้มีสัตวแพทย์สัตว์ป่ากว่า 30 คน

ผมไม่อยากพูดว่าเป็นเพราะผม ผมพยายามพูดว่าเป็นเพราะวิชาชีพ แต่แน่นอนการกำหนดกรอบวิชาชีพและการรับคน ผมเป็นคนกำหนด เพราะคนที่ทำงานด้วยรู้ดีว่า ผมพยายามผลักดันทุกอย่าง ตั้งแต่ทำงานในรัฐสภา จนมาทำโครงการนำร่องระหว่างวุฒิสภากับกรมอุทยานแห่งชาติ โดยเริ่มที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะมีสัตว์ป่านานาชนิดและมีปัญหาเกิดขึ้นมากจากการท่องเที่ยว"

“ป่าเป็นห้องพยาบาล เราจะไม่นำสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ เพราะการจับ บังคับ เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ทำให้เกิดความเครียด บางทีเราอาจต้องทำให้มันพ้นจากทุกขเวทนา ซึ่งการตามเข้าไปรักษาช้าง กระทิงหรือหมี ในป่า เวลามันบาดเจ็บ ความโกรธแค้นที่จะต่อสู้หรือทำร้ายก็มีอยู่ และสัตว์ป่าเหล่านั้นไม่รู้หรอกว่า ใครมาดีหรือมาร้าย อย่างหมีตัวหนึ่งที่บาดเจ็บ เนื่องจากถูกยิง เราพยายามเข้าไปช่วย แต่มันก็คิดว่า คนจะมาซ้ำเติม ซึ่งหมีว่ายน้ำได้ ปีนต้นไม้ก็ได้ และจมูกดีกว่าสุนัข 5 เท่า แค่เราขยับตัวนิดเดียว มันก็รู้แล้ว”

 

หมอช่างคิด

สุรเดช หงส์อิง

ศาสตราจารย์นายแพทย์ สุรเดช หงส์อิง หมอแถวหน้าของเมืองไทย หัวหน้าหน่วยโรคเลือด โรคมะเร็งในเด็ก และปลูกถ่ายไขกระดูกในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และเป็นเลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็ก ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งในเด็ก และการปลูกถ่ายไขกระดูกในเด็ก คนนี้เป็นทั้งนักคิด นักทำ นักบริหาร และผู้หาทางเลือกใหม่ๆ ในการรักษาคนไข้

“ผมได้เรียนกับครูแพทย์ในโรงพยาบาลรามาธิบดี ผมอยากเป็นผู้นำที่มีความรู้ใหม่ๆ ตอนไปเรียนที่อเมริกา ผมรู้สึกว่า ทำไมเราต้องลอกและทำตามตำรา ผมอยู่อเมริกาแปดปี ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน ผมเป็นแพทย์อยู่เมืองไทยตอนนี้ 18 ปี ผมมักจะสอนลูกศิษย์ว่า สิ่งที่ตำราบอก มันอาจเสื่อมหรือไม่ทันสมัย เพราะความรู้เปลี่ยนแปลงได้ตลอด แม้บางอย่างจะเหมือนเดิม แต่รายละเอียดบางอย่างเปลี่ยนได้”

“ผมมักจะสอนนักศึกษาแพทย์เสมอว่า เวลาทำงานอะไร ต้องมองเป้าหมายให้ชัดเจน คนที่ประสบความสำเร็จได้เร็วและดี คือคนที่มองว่า อีกสามปี ห้าปี สิบห้าปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะทำอะไร เรื่องเหล่านี้ ผมอยากสอนเด็กไทยทุกคน ต้องมองเป้าหมาย และอนาคตว่าตัวเองอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อดำเนินตามเป้าหมาย แล้วเจออุปสรรค จะทำให้เราแกร่งขึ้น ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาของผมมีสองทางเสมอ ถ้าทางนี้ไปไม่ได้ ก็ไปทางอื่น แต่สุดท้ายถ้าเราไม่ท้อ ก็ได้ผล เราค่อยๆ ทำ เพื่อให้ผลงานเป็นที่ประจักษ์ แต่เด็กรุ่นใหม่ใจร้อน อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ จริงๆ แล้วคุณต้องแสดงผลงานก่อน เมื่อประจักษ์ต่อสายตาผู้คน ศรัทธาและบารมีก็จะมาเอง แต่ผมเห็นเด็กรุ่นใหม่จบด็อกเตอร์ จบต่างประเทศ พอกลับมาประเทศไทยร้อนวิชา เมื่อทำงานแล้วไม่ได้ดั่งใจ ก็ไม่รู้จักปรับตัว”

“สมัยก่อนผมมีลักษณะไฮเปอร์แอ็คทีฟ ไม่สามารถโฟกัสได้ คุณพ่อผมสอนว่า ถ้าจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สุดๆ และทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ต้องมานะอดทน และสิ่งที่สำคัญคือ ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วสิ่งที่คุณรักจะมีประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่น ผมมักจะสอนนักศึกษาแพทย์เสมอว่า เมื่อเรียนจบแล้ว ต้องหาตัวเองให้เจอว่า ชอบหรือรักอะไร แม้จะหนัก เหนื่อย ไม่ได้นอน แต่คุณก็จะทำมันอย่างมีความสุข”

“ผมทำงานหนัก แต่ผมคิดว่า ผมยังทำงานหนักไม่พอ ผมมีสิ่งที่อยากทำอีกเยอะ ผมกลัวว่า ถ้าผมตายในวันพรุ่งนี้ ผมจะไม่ได้ทำ ผมจึงต้องทำงานหนัก ผมเป็นครูแพทย์ และตั้งกองทุนต่างๆ 7 กองทุน รักษามะเร็งในเด็ก และทำงานให้มูลนิธิรามาธิบดีช่วยเหลือคนป่วย รวมถึงการปลูกถ่ายไขกระดูก ช่วยเหลือผู้ป่วยรายละล้าน ซึ่งมีผู้อุปการะคุณสนใจโครงการที่ผมทำ และผมสร้างงานวิจัย ปลูกถ่ายไขกระดูกและสเต็มเซลล์ เพราะฉะนั้นผมไม่มีวันเบื่อ สิ่งที่ผมทำแล้วประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะผม แต่เพราะมีอาจารย์แพทย์รุ่นน้อง ลูกศิษย์ที่ศรัทธาในความคิดของผม ดังนั้นคุณต้องสร้างให้ได้ ทำให้คนเห็นว่า เราทำได้จริง”

 

พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร 

ผลักดันกฎหมายเพื่อคนชายขอบ

รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักกฎหมายระหว่างประเทศผู้ผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาสถานะบุคคลในทะเบียนราษฎรให้แก่บุคคลบนพื้นที่สูง รวมถึงกลุ่มคนชายขอบอื่นๆในสังคม

"สังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอม เพราะฉะนั้นเรื่องบางเรื่องที่มันน่าจะจบๆ ไปแล้ว มันก็ยังไม่จบ แล้วในที่สุดเราก็จะบ่นว่า กฎหมายมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ ก็กฎหมายมันไม่มีชีวิต แต่เราต่างหากที่เป็นผู้ทรงสิทธิ เป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย อย่างบางทีเจ้าของปัญหามาบอกว่าอาจารย์ทำยังไงก็ได้ให้ผมมีบัตรประชาชนนะ แต่พอจะฟ้องคดีปั๊บ อาจารย์ผมไม่ฟ้องนะ ไม่อยากมีปัญหา ไม่อยากให้ใครรู้ว่าผมไร้สัญชาติ เพราะคนในมหาวิทยาลัยเข้าใจว่าผมเป็นคนสัญชาติไทย คือเขาอับอายในปัญหาที่เขาเป็น ทั้งๆ ที่เขาไม่ควรอับอาย เพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้ผิด ไอ้ความรู้สึกอายที่ไม่มีบัตรประชาชนมันน่าสนใจนะ มันเกิดขึ้นกับผู้ไม่ได้กระทำความผิดได้อย่างไร สังคมไทยส่วนหนึ่งทำให้คนที่ไม่ได้กระทำความผิดต้องซุกซ่อนตัว ไปไปมามาตอนนี้ก็เลยรู้สึกว่าเราเริ่มไม่ใช่นักกฎหมายแท้ละ เรากลายเป็นนักสังคมวิทยากฎหมายหรือเปล่า

งานนี้ในทางสากลเขาเรียก Recognition of legal personality เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้ไม่มีคนไร้รัฐไร้สัญชาติ มันต้องมีการรับรองคนเกิด ก็คือกฎหมายการทะเบียนราษฎร์ต้องเนี๊ยบ คนทุกคนต้องถูกบันทึก ฉะนั้นพอเราบันทึกว่าน้องอาเซียนเกิดเมียนมา พ่อสัญชาติไทย แม่สัญชาติไทย มันส่งผลโดยพลันให้น้องอาเซียนมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิต ซึ่งตรงนี้ไม่ต้องเรียนนิติศาสตร์ก็ต้องรู้ ถ้าพ่อเป็นหมา ลูกเป็นอะไร เป็นแมวมั้ย ถึงบอกท่านนายอำเภอที่บอกว่าแค่ตรวจ DNA ว่าเป็นพ่อเป็นลูกกันจริงมั้ย ไม่พอ ต้องเกิดในประเทศไทยด้วย ลองคิดดูซิว่าถ้าท่านไปมีลูกในอเมริกา ลูกท่านเป็นต่างด้าวไปเลยมั้ย เคยถามกลับหลายคนแล้วเหมือนกันนะ

ปัญหาการไร้รัฐไร้สัญชาติมันเป็นปัญหาที่เกิดจากการรับรองสถานะบุคคลผิดพลาด ปัจจุบันเรา 70 ล้านคน มีปัญหาแค่ 5 ล้านคน เพราะอะไร เพราะว่าเราถูกวางรากฐานมาตั้งแต่พ.ศ. 2450 ตอนนั้นเวลาคนจีนลงเรือสำเภามา หยิบใส่ทะเบียนราษฎร์ คนฝรั่งมาสุขุมวิทปั๊บ ท่านเจ้าพระยาที่เป็นฝรั่งใส่หมดเรียบร้อย จดทะเบียนคนเกิด ใครตั้งบ้านเรือนอยู่ในประเทศไทยก็จดทะเบียนคนอยู่ ใครตายก็จดทะเบียนคนตาย มันเดินมาตั้งแต่ตอนนั้น คนเยาวราชใช้เวลา 20 ปีก็เป็นคนไทยโดยการสืบสายโลหิต แล้วก็เป็นนักการเมือง แล้วก็เกลียดคนอื่น แล้วก็กลัวระนอง กลัวทำไม

พรบ.สัญชาติมีมาตั้งแต่พ.ศ.2456 พรบ.คนเข้าเมืองพ.ศ.2470 ปัญหาไร้รัฐไร้สัญชาติที่มันยังอยู่เพราะความเข้าใจผิดของรัฐ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ วิธีแก้ก็คือทันทีที่คนเป็น Undocumented จะต้องรีบบันทึก จะต้องรีบแสวงหารัฐเจ้าของสัญชาติ ปัญหาแบบนี้จึงไม่เกิดในยุโรปอีกแล้ว เกิดในประเทศที่การศึกษานิติศาสตร์ ไม่สามารถเชื่อมกับรัฐศาสตร์ได้

ที่สำคัญคืออคติ ถ้าคนเราไม่มีอคติ เริ่มต้นเราไม่แน่ใจก็แสวงหาความรู้ แล้วก็จะเอาความรู้นั้นไปทำงานได้ แต่ถ้าคุณเจออคติ ต่อให้มีความรู้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำให้ได้คือเราควรหาให้เจอว่าอคติอยู่ตรงไหน แล้วความไม่ถูกต้องจะต้องถูกจัดการอย่างตรงไปตรงมา บางทีการลูบหน้าปะจมูกแบบไทยๆ มันก็ทำให้อคติคงอยู่ ส่วนความไม่รู้ก็ต้องแก้ด้วยความรู้ ทีนี้มันมีอคติอีกอย่างที่น่าเป็นห่วงคือ คนไม่รู้แต่ทำตัวเป็นผู้รู้ไปก่อน มันก็ไปกันใหญ่

มาถึงวันนี้สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ แค่เก่งกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้บริบทของสังคมด้วยว่าอะไรมันเป็นอะไร"

 

นาวาอากาศเอกฐากูร เกิดแก้ว 

แรงบันดาลใจจากดวงดาว

 นาวาอากาศเอกฐากูร เกิดแก้ว เลขานุการอนุกรรมการประยุกต์เทคโนโลยีอวกาศของกองทัพอากาศนักบินผู้หลงรักดาราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก เจ้าของหอดูดาวเกิดแก้วหอดูดาวเอกชนที่มีชื่อเสียง และแม้จะปิดตัวลงไปแล้วแต่ความสนใจวัตถุบนฟากฟ้ายังคงเป็นแรงผลักดันให้เขาเดินหน้าโครงการหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ หอดูดาวแห่งใหม่ที่มีภารกิจหลักในการติดตามและเฝ้าระวังภัยจากวัตถุใกล้โลก

"สมัยเด็กๆ ผมดูหนังจักรๆ วงศ์ๆ ดูเรื่องท่านชายเรื่องอะไรผมว่ามันเช้ยเชย แต่ตอนนี้ดูสิ มันก็เหมือนเดิม เรายังชอบดูละครเรื่องเดิม แล้วเราก็ติดกรอบ ผมว่ามันก็เหมือนเดิม ไม่ต้องด้านดาราศาสตร์หรอกครับ วิทยาศาสตร์ทุกแขนง ยกเว้นแพทย์ที่ยังเวิร์ค คือเราถูกทำลายจินตนาการ เราไม่มีแพชชั่น สังเกตมั้ยฮะเด็กไทยที่ได้ทุนเมืองนอก ยาขมของพวกเขาคือจะทำThesis ยังไง ทั้งที่ Thesis มันเป็นโอกาสที่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราชอบ แต่ปัญหาของเด็กไทยคือ เขาไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร

ที่ผ่านมา ผมทำกิจกรรมกับเด็กเยอะ เวลาทำกิจกรรมกับเด็กในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เราพบว่ามันไม่มีแพชชั่น ความหลากหลายไม่มี จะเอาแต่กวดวิชา ขณะที่เด็กที่ห่างไกล ไม่ใช่สังคมเมือง เขายังมีความอินโนเซนท์ มีความอยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ได้อยากอ่านหนังสือเพื่อจะแข่ง ต้องยอมรับว่ามันเป็นเพราะที่ผ่านมาเราส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เหมือนๆ กันหมด คือถ้าแข่งกันด้วยคะแนนมันเก่ง แต่แก้ปัญหาไม่ได้ พอมันโตมันสู้ใครเขาไม่ได้

ทำไมเราคิดว่าวิธีที่จะส่งเสริมเด็กไทยให้ไปเรียนด็อกเตอร์ มีวิธีเดียวคือให้เขาสอบแข่งกัน ผมว่ามันเป็นวิธีที่งี่เง่า มันไม่หลากหลาย ข้อเสียคือมันทำให้ทุกคนมาสนใจสิ่งที่เหมือนกัน ขณะที่ฝรั่งเขาฝึกให้เด็กหาอะไรแปลกๆ ยิ่งถ้ามีคำถามมีข้อสงสัยยิ่งดี เพราะมันจะนำไปสู่การใช้ปัญญาเพื่อหาความรู้ใหม่ แต่ของเราในวงการศึกษาเราคิดว่ามันมีฟอร์แมท เราคิดว่าทุกอย่างมันมีคำตอบที่รองรับอยู่

เรายังมองดาราศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวเพราะเราไม่มีความรู้ ขนาดเราบริโภคมันแล้วเรายังไม่รู้เลยว่าเราบริโภค เรื่องของอวกาศมันอยู่ในชีวิตประจำวันของเราแล้ว อย่างโทรศัพท์ เวลาเราคุยกันมันไม่ใช่แค่เสาโทรคมนาคมนะมันสะท้อนดาวเทียม เราใช้อินเทอร์เนต เราดูทีวี มันก็มาจากอวกาศทั้งนั้น

ผมสัมภาษณ์คนที่มาหอดูดาวผมว่ามาเพราะอะไร เขามาเพราะกระแส มันโหมไง เพื่อน คนรอบข้าง สื่อต่างๆ ข่าวดาราศาสตร์เป็นข่าวที่มักจะได้ลงปก ข่าววิทยาศาสตร์อย่างอื่นไม่มีหรอก เพราะข่าวดาราศาสตร์มันไม่ได้เพียว คนไทยชอบปาฎิหาริย์ ไม่ชอบวิทยาศาสตร์ คนไทยชอบเล่นการพนัน ลงทุนน้อยหวังเยอะ ชอบติดสินบน ขนาดไปขอหลวงพ่อ ยังต้องพลวงพ่อทันใจ จะรีบอะไรกันขนาดนั้น"

 

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ 

ต่อสู้ต้านภัยพิบัติ

 ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ภาควิชาวิศวกรรมและเทคโนโลยีโยธา สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทีมนักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ผู้พยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขและป้องกันผลกระทบรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่ปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร

"แผ่นดินไหวเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เลือกไม่ได้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ และถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมเอาไว้ก็จะเป็นเหมือนที่เนปาล เพราะว่าปัญหาของเนปาลคือ ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม อย่างเรื่องของโครงสร้างอาคารไม่ได้มีการออกแบบให้รองรับแผ่นดินไหว แล้ว 90% ไม่มีวิศวกรด้วยซ้ำเป็นการก่อสร้างของชาวบ้านกันเอง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่าแผ่นดินไหวเราไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และสิ่งที่ทำร้ายชีวิตคนไม่ใช่แผ่นดินไหวแต่เป็นตึกถล่ม เพราะการก่อสร้างที่ไม่ดีทำให้เป็นอันตรายได้

ฝรั่งบอกว่าแผ่นดินไหวไม่ได้ฆ่าคน ตึกต่างหากที่ฆ่าคน เราต้องคัดกรองความเสี่ยงตึกก่อน เพราะว่าชาวบ้านหรือเอกชนเขาก็ไม่รู้หรอกว่าตึกของเขาเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง รัฐต้องไปสกรีนนิ่งซึ่งราคาไม่แพง และให้คะแนนความเสี่ยงซึ่งดูได้จากรูปร่างของตึกภายนอก เมื่อแยกได้แล้วว่าตึกไหนเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย ตึกที่ไม่ค่อยเสี่ยงก็จบไม่ต้องไปยุ่งอะไร ตึกที่เสี่ยงมากๆ ก็มาดูว่าอันตรายจุดไหน เชื่อผมเถอะตึกที่สร้างออกมาจะจำแนกได้ไม่กี่ประเภทหรอก เป็นชั้นอ่อนบ้าง เสาเล็กเกินไปบ้าง เราก็เสริมไปทีละรูปแบบและทำให้เป็นลักษณะมาตรฐาน

ทีนี้ในขั้นตอนการเสริมรัฐบาลก็คงไปจ่ายเงินให้กับทุกบ้านไม่ได้ แต่รัฐบาลต้องออกมาช่วย เช่นถ้าคุณเสริมก็นำมาหักค่าใช้จ่ายในการเสียภาษีได้ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการได้ เป็นมาตรการที่เราวางแผนไว้หมดแล้ว คือมาตรการบางอย่างเกี่ยวกับภัยพิบัติเราป้องกันไม่ให้เกิด แต่แผ่นดินไหวมันป้องกันไม่ได้ ต้องป้องกันตัวเอง โดยเน้นเรื่องของอาคาร วันนี้ทำได้ทันทีแต่เราขาดกำลังคน แค่เขาระดมคนเข้ามาคัดกรองตึกตัวแรกก่อนเลย จะได้รู้ว่าตึกไหนอันตราย เท่านี้เราก็ปลอดภัยแล้ว

ปัญหาของแผ่นดินไหวในบ้านเราคือ ทุกครั้งคนจะรู้สึกอยู่แค่ไม่เกิน 1 เดือน เพราะว่ามีข่าว แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่ภาวะปกติ ทุกคนต้องทำมาหากินไม่มีใครมาสนใจเรื่องนี้แล้ว เพราะฉะนั้นในระยะเวลา 1 เดือนจะมีคนเสริมแบบนี้แบบนั้นแต่ว่าในทางปฏิบัติไม่มีจุดตั้งต้นคนก็ไม่ทำ ซึ่งถ้าจะให้เอกชนเริ่มก็จะไปกระทบกับธุรกิจเขา ความจริงรัฐบาลต้องเป็นคนเริ่ม ต้องทำให้เป็นตัวอย่างอาจจะคัดเลือกบ้านหรืออาคารมาจำนวนหนึ่งแล้วรัฐบาลทำเป็นตัวอย่างให้ดู ถ้ารัฐบาลไม่ขยับก็ไม่มีใครทำตามหรอก

สำหรับความพร้อมของประชาชน ยังไม่ค่อยเป็นมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ ผมว่าถ้าเจอแผ่นดินไหวกันจริงๆ คงตกใจ ของญี่ปุ่นเขย่าปุ๊ปเขาหลบเลย เพราะฝึกกันตั้งแต่อนุบาล เรียกว่าการตอบสนองโดยไม่ต้องคิด ประเทศไทยถึงเวลาที่ต้องฝึกมานานแล้วและผมมองว่าไม่ได้เสียเงินอะไร เป็นความปลอดภัยของเราเอง และเป็นสิ่งที่ต้องทำ"

 

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ฝันจะสร้างสังคมแห่งนวัตกรรม

 ชื่อของ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง เคียงคู่ข่าวสารของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อเขาก้าวขึ้นรับตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่ของสถาบันการศึกษาแห่งนี้ หลังจากเกิดคดีโกงเงินอันลือลั่น โดยยังควบที่นั่งนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ อีกหนึ่งตำแหน่ง

“ภารกิจท้าทายที่สุด คือเรื่องของการสร้างคน รวมถึงคนไทยกับความพร้อมที่จะก้าวสู่การแข่งขันในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยเอง จะว่าไปแล้วเรามีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องทรัพยากร เรื่องวัฒนธรรม เรื่องอัธยาศัยใจคอของคนไทย แต่ว่าเท่านี้ไม่พอสำหรับจะก้าวข้ามจากประเทศที่กำลังพัฒนา ที่เราเป็นอยู่ คือเราเชื่อว่าเวลาเราก้าว สาวเท้าก้าวมาหลายสิบปี ไม่ทันสักที ขณะที่คนที่เคยอยู่ในพื้นที่เดียวกับเรา พื้นที่ประเทศกำลังพัฒนา ก้าวข้ามมันมาหลายคนแล้ว”

“ตรงนี้ต้องย้อนมาดูว่า ไอ้ที่เราว่าเรามีอยู่ มันเพียงพอมั้ย ปรากฏว่าไม่เพียงพอ แล้วถ้าปล่อยอย่างนี้ต่อไป มีคนก้าวไปเรื่อยๆ มาเลเซียชนะเรา อินโดนีเซียกำลังจะไป เวียดนามก็น่ากลัวเหลือเกิน แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างเราต้องซื้อ เราไม่เคยคิดจะทำได้เอง แล้วผมเองก็พบว่า จากการที่เป็นวิศวกรคนหนึ่ง เป็นนักวิชาการคนหนึ่ง ถามคำถามนี้มายาวนาน ก็ค้นพบว่าทุกประเทศที่เราได้กล่าวถึง ล้วนแล้วแต่มีจุดที่เหมือนกันอยู่จุดเดียว คือมีความก้าวล้ำทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทั้งหมด”

“ตั้งแต่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่พัฒนา แล้วก็เพราะว่า ทำรถยนต์โตโยต้า ฮอนด้านะครับ ทำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โซนี พานาโซนิค เกาหลีใต้ก็เช่นเดียวกัน ไต้หวันก็ทำ HTC นะครับ ทำส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ สิงคโปร์ก็ทำอย่างนี้ ทุกอย่างจนปัจจุบัน มาเลย์ฯเหมือนกัน มาดูเมืองไทย ยังไม่มีศักยภาพ เราบอกว่า เราผลิตรถยนต์ 2 ล้านคัน แต่ว่าเราทำเครื่องยนต์ยังไม่เป็นเลย เราเป็นมนุษย์ประกอบ เราเป็นวิศวกรประเภท วิศวกรประกอบ ไม่ได้เป็นวิศวกรสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นเราเรียกว่า ‘ติดกับดัก’ ก็จะต้องติดตรงนี้ตลอด ก็มองแล้วว่าหนทางที่จะดึงตัวเอง ดึงประเทศก้าวขึ้นไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ ก็คือผลิตคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเท่านั้นจริงๆ ไม่มีทางเลือกอื่นเลย”

“ไอน์สไตน์บอกว่า ความคิดริเริ่มมันมาก่อนเสมอ แล้วทุกอย่างจะมา ผมยกตัวอย่าง GE เกิดขึ้นจากอะไร General Electric ยิ่งใหญ่โด่งดังมาก เกิดขึ้นมาจาก โธมัส อัลวา เอดิสัน แล้ว โธมัส เอดิสัน ทำอะไร ประดิษฐ์หลอดไฟ เขามอง โธมัส เอดิสัน เป็นอภิมหาเศรษฐีนะ เขามอง โธมัส เอดิสัน ในฐานะ Innovator เพราะฉะนั้น Innovator มาก่อน”

“บิลล์ เกท มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนาน เขามอง บิลล์ เกท เป็นมหาเศรษฐี เขามองอะไรก่อน เขามองว่า คือคนที่สร้างไมโครซอฟต์ สร้างโปรแกรม โอเปอเรชันซิสเต็ม เขามองสตีฟ จ๊อบ ยังไง มีใครพูดบ้างว่าสตีฟ จ๊อบ รวย แต่บอกก็ Make a difference , Think difference เช่นเดียวกัน ผมอยากจะให้มองว่า นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ของเรามาก่อน หลังจากที่มันมาแล้ว ทุกอย่างมันจะตามมา”

 

เกรียงศักดิ์ ศิลากอง

Power of Cinema

 ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับภาพยนตร์โดยตรง แต่ชีวิตของเขา และลมหายใจของเขาอยู่กับภาพยนตร์ตั้งแต่จำความได้ ด้วยรักและสิเน่หาที่มีต่อภาพยนตร์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความต้องการที่จะแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีและมีคุณค่านี้ ให้แก่เพื่อนร่วมโลก

นั่นจึงเป็นที่มาของกิจกรรมที่ วิคเตอร์ เกรียงศักดิ์ ศิลากอง  จัดขึ้น และทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทางความเป็นไปของ ‘เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพมหานคร’ (World Film Festival of Bangkok)

“ภาพยนตร์เป็นศิลปะเพื่อการค้า เป็น commercial art ที่จำเป็นมากเลยสำหรับชีวิต เราอาจจะมีศิลปะอื่นๆ ที่เราสามารถเสพได้เลย เมื่อเราเกิดมาในโลกนี้ เช่นว่าเราอาจจะได้ยินเสียงเพลงที่บ้านเรา เราอาจจะดูทีวีที่บ้าน แต่ปรากฏว่า ภาพยนตร์เป็นความบันเทิงที่ราคาถูกและสามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย ทุกประเทศ ทุกมุมโลก มันจึงสามารถให้คุณค่า สามารถที่จะแตะต้องจิตใจ เป็นศิลปะเพื่อการค้าที่ราคาถูกมาก คุณเช่ามาดูก็ได้ หรือคุณซื้อมาดูก็ได้ ไปดูโรงก็ได้ ดังนั้น ภาพยนตร์มีพลัง มีชั้นเชิงทางศิลปะมากกว่าที่เราคิด”

“เทศกาลก็เหมือนการรวบรวมผลงานที่มาอัดกันอยู่ใน 10 วัน หรือในหนึ่งสัปดาห์หรือไม่กี่วัน เพราะฉะนั้น ยิ่งเข้มข้นกว่าอีก เพราะมีการคัดเลือกมาแล้ว เมื่อมีการคัดเลือกมาแล้ว ก็แสดงว่าเทศกาลหนึ่ง ก็อยากจะให้เมืองๆ นั้น หรือว่าสถานที่แห่งนั้นได้ลิ้มรส แล้วได้รู้จักแนวหรือว่า spirit ของเทศกาล spirit มีมหาศาล เช่นว่าเขาอยากจะทำภาพยนตร์สำหรับผู้หญิง ภาพยนตร์สำหรับสิ่งแวดล้อม จะรักษ์ป่ารักษ์น้ำอะไรก็แล้วแต่ มันก็เลยมี spirit นั้นอยู่เพราะเขาคัดมาให้เราดูแล้ว เราจึงสามารถที่จะกระโดดเข้าไปดูมันง่ายอีกเช่นกัน”

“แต่ว่าสิ่งที่ไม่ง่ายก็คือ มันจะต้องเป็นการลงทุน ลงแรงของคนจัดงาน ภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกๆ คน มาผนึกกำลังกัน และของคนดู แล้วมาผนึกกำลังกัน อันนี้แหละที่ยากกว่าการที่เราไปดูหนังเรื่องนึง หรือว่าเราไปดูหนังดังๆ เรื่องนึงหรือหนังไม่ดังเรื่องนึง ตัวเทศกาลต้องมีการใช้พลังงาน ของหลายฝ่ายเข้ามา เพื่อที่จะได้มีจุดสนใจนั้นๆ”

“จุดด้อยของเราคือ เราไม่มีภาครัฐที่มาทำให้มันเป็นเทศกาลที่เป็นของชาติ ผมตั้งใจให้อันนี้เป็นของชาตินะ เราไม่ได้ตายแล้ว ฉันอยากเป็นเจ้าของ ฉันกุมคนเดียว ไม่ อยากให้ทุกภาคส่วน มาช่วยทำให้มันเปรี้ยงปร้างอีก ถ้าคุณเป็นรัฐ คุณก็ต้องสนับสนุนทั้งไทยและต่างชาติ คุณจำเป็นที่จะต้องให้มันแข็งแรง ในการเป็นเจ้าภาพที่ดี เรามีเวิร์กช็อปที่เป็นสากล กำลังเกิดขึ้นอยู่เป็นการรวบรวมโปรเจคใหม่ของอาเซียน แล้วเข้ามาเจอกันทุกปี เราภูมิใจมาก ลูกๆๆที่เกิดมาจากเวิร์กช็อปของเรา เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จ คุณใหม่ อโนชา (สุวิชากรพงษ์) เจ้านกกระจอก คุณพิมพ์ผกา (โตวิระ) เพิ่งได้รางวัล มี product เกิดขึ้นจากเทศกาลเหล่านี้เยอะมาก แล้วมันเป็นความภูมิใจ แต่เราเสียดายที่เราไม่มีสตางค์พอที่จะแบบทำให้มันเป็น eventของประเทศ จริงๆ มันควรจะเป็นอย่างนั้นนะ ผมอยากเห็น เพราะว่าพอเราไปเมืองอื่น โอ้โห! เมืองเขาเป็นเจ้าภาพ รัฐเป็นเจ้าภาพ นายกรัฐมนตรีมาเปิดงานงานโตเกียวอย่างเนี้ย ผมไปเห็นหนังโตเกียวแล้ว ตายแล้ว ! ฉันไม่มีอะไรด้อยกว่าเธอเลย ฉันไม่มีภาพลักษณ์ที่จะทำให้มันเปรี้ยงขึ้นมา แขกรับเชิญที่มาแต่ละปีนี่ ไม่มีขี้เหร่เลย”

 

DJ Maft Sai

กว่า ‘หมอลำ’ จะโกอินเตอร์

โดยความเป็นจริงแล้ว กระทรวงวัฒนธรรม สมควรจะมอบโล่เกียรติยศให้ผู้ชายคนนี้ ผู้ปลุกกระแสความสนใจในดนตรีหมอลำให้เกิดขึ้นท่ามกลางหมู่นักฟังนักเสพดนตรีต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อเมริกา หรือญี่ปุ่น ด้วยความพยายามเพียงไม่กี่ปี กับเงินลงทุนที่นับเป็นเพียงเศษเสี้ยวของงบประมาณหลวง

ณัฐพล เสียงสุคนธ์ เป็นนามจริงของ ดีเจ มาฟท์ ไซ (DJ Maft Sai) ดีแจ โปรดิวเซอร์ และผู้ผลักดันให้เกิดวงดนตรีหมอลำร่วมสมัย ที่ชื่อ The Paradise Bangkok Molam International Band อันเป็นการรวมตัวของนักดนตรีหลากวัยขึ้นมา ก่อนหน้าที่จะเกิดอัลบั้ม The 21st Century Molam ซึ่งได้รับการยกย่องจาก บีบีซี และแวดวงดนตรีในระดับสากล เมื่อช่วงต้นปี 2015

พูดถึงการเอาเพลงไทยไปโกอินเตอร์มา 20 ปีแล้วแต่ยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม จนกระทั่งเกิดกระแสหมอลำตอนนี้ มองเรื่องนี้อย่างไร

“ผมมองว่า มันหลายๆ อย่าง ตัววงมันก็มีสิ่งสำคัญ ตั้งแต่เรื่องของเครื่องดนตรีที่แตกต่าง แนวเพลงที่แตกต่าง การประยุกต์ของใหม่เข้ามาที่กำลังพอเหมาะ ไม่ฟิวชั่นจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน มันเป็นเรื่องของโปรโมชั่น มันคือเรื่องของคอนเน็คชั่น เรื่องของซีนที่เราไม่ได้มาทำวงปุ๊บไปได้ เพราะวงอย่างเดียว คือเรามีการทำงาน 5 ปีก่อนหน้านั้น คือผมไปดีเจทัวร์ยุโรปทุกปีอยู่แล้ว ตั้งแต่ ปี 2007 แต่ว่าพอถามว่าคุ้มมั้ย บางงานมันก็ไม่คุ้ม แต่เราอยากไปสนุก เราก็ทำไป แต่ว่าพอแล้วเราก็ได้เจอคนมากขึ้น ได้เปิดเพลงแนวอื่นๆ ให้คนเค้าเสพกันมากขึ้น มีการทำ compilation อย่างที่บอก มีการร่วมโปรเจ็คท์กับคนโน้นคนนี้ที มันเหมือนกับเป็นการเก็บเกี่ยวโปรไฟล์ไปเรื่อยๆ ในรอบ 5 ปี พอเก็บเกี่ยวได้ถึงจุดหนึ่ง พอมีวงขึ้นมา แล้วด้วยคอนเซ็ปท์ที่แตกต่างของวง มาบวกกับของเดิมที่มีอยู่แล้ว มันก็รันไปได้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่ามันจะ lastlong ได้นานที่สุด คือผมเป็นคนที่ไม่ได้มองอวยตัวเองเท่าไหร่ แต่พยายามมองหาข้อผิดพลาด ว่าเราผิดพลาดอย่