ไม่ต้องเป็นแบ็คแพ็คเกอร์สุดเก๋าก็เที่ยวได้ตามใจไม่ง้อทัวร์ได้ เมื่อกระแสโปรตั๋วเครื่องบินแสนถูก จองโรงแรมแสนง่าย แล้วจะรออะไร จองเลย!
เมื่อปรากฏการณ์ดัมพ์ราคาตั๋วเครื่องบินชนิดที่เรียกกว่า ออกโปรฯ แรง แข่งกันทั้งปี บวกกับกระแสการรีวิวทริปในทำนอง 'หมื่นเดียวก็เที่ยว... ได้' แถมยังมีรูปสวยๆ สไตล์ฮิปสเตอร์มาอวดกันมากมายบนหน้าฟีดเฟซบุ๊ค เชื่อเถอะว่า คนจำนวนไม่น้อยเห็นแล้วเป็นต้องอยากกลับไปแพ็คกระเป๋าไปเที่ยวกับเขาบ้าง
ครั้นจะซื้อทัวร์ ก็กลัวว่าราคาจะหนักจนเบียดเบียนงบชอปปิง หลายคนจึงเริ่มมองหาตัวเลือกการเดินทางแบบใหม่ที่ไม่ต้องง้อทัวร์ เพราะถึงไม่ได้เป็นแบ็คแพ็คเกอร์มืออาชีพก็อยากจะประหยัดเงินกับเขาบ้าง
รูปแบบการเที่ยวด้วยตัวเองจึงเริ่มหลากหลาย สุดแต่เงื่อนไขใครจะเหมาะกับรูปแบบใด
เที่ยวไม่ง้อทัวร์มีแบบไหนบ้าง.. ตามมาดูกัน!
คู่หูช่วยแพลนทริป
"บางคนที่มาจ้างเรานี่คือไม่ได้คิดอะไรมาก่อนเลย ประมาณว่า เจอตั๋วถูกก็จองไว้ก่อนแต่ยังไม่ได้คิดว่า จะเที่ยวไหนบ้าง อันนี้คือเยอะมาก" เกด-ธุวรักษ์ ปัญญางาม ที่เพิ่งจะกระโดดลงมาทำอาชีพ "ทริปแพลนเนอร์" ได้ราวหนึ่งปีเล่าให้ฟัง
ความที่เป็นคนชอบการเที่ยวแบบแบ็คแพคอยู่แล้ว ทำให้เกดต้องตอบคำถามคนอื่นๆ เสมอว่า ไปยังไง ซื้อตั๋วที่ไหน ต่อรถสถานีอะไร ฯลฯ แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีน้องที่รู้จักโทรมาบอกว่า อยากจะพาแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ให้ช่วยแพลนทริปให้หน่อย ว่าต้องทำอะไรอย่างไรบ้าง จากนั้นก็เริ่มบอกปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้าเข้ามาอยู่เรื่อยๆ
แม้จะเข้ามาทำแค่ปีเดียว แต่ก็มีทริปที่ผ่านมือเธอแล้วราวๆ 40-50 ทริป โดยเธอเปิดเว็บไซต์ www.backpackbuddy.net อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้บริการวางแผนการเดินทางตามความต้องการของตัวนักท่องเที่ยว โดยทำเป็นเหมือนคู่มือให้ แต่ไม่ใช่คู่มือธรรมดาๆ อย่างที่บริษัททัวร์แจกกัน ประมาณว่า วันไหนจะไปไหน เพราะลูกค้าจ่ายเงินมาทั้งที ก็ต้องการซื้อความสะดวกในการหาข้อมูล แพลนที่ทำจึงต้องละเอียดยิบถึงยิบมาก แทบไม่ต่างกับหัวหน้าทัวร์มานำเอง
บางคนก็มีเด็กมาด้วย บางกรุ๊ปมีคนแก่ หรือบางคนก็บอกว่า อยากซื้อกางเกงยีนส์ต้องไปที่ไหน หรือประเภทโอตาคุจ๋ามาเลยก็มี
เกดบอกว่า ส่วนใหญ่จะเป็นความต้องการพิเศษซึ่งทัวร์ไม่สามารถตอบสนองได้ เพราะต้องกำหนดทริปเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าอยากจ้างทัวร์จริงก็ต้องยอมจ่ายเงินที่แพงขึ้นสำหรับซื้อทัวร์กลุ่มเล็ก
ขณะที่นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ร้องยี้หากจะต้องเดินทางด้วยตัวเอง แต่ปัญหาคือ ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร ขึ้นรถ-ต่อรถที่ไหน ออกทางออกที่เท่าไหร่ โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องโครงข่ายใยแมงมุม แถมสถานีรถไฟสถานีใหญ่ๆ ก็มีทางออกมากมาย ไม่ต้องรอให้ไปหลงข้างบน เอาแค่หาทางออกจากสถานีให้ถูกได้ ก็บุญแล้ว
ฉะนั้นนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย อยากเดินทางด้วยตัวเอง แต่ยังมั่นใจไม่มากพอ หากมีเพื่อนก็ถามเพื่อน แต่จะถามมากไป ก็คงต้องมีเกรงใจกันบ้าง ถ้าจะให้บอกละเอียดยิบจนเกินงาม
หรือจะมองหาตัวเลือกอื่นอย่างการจ้างรถพร้อมคนขับ(คนไทย) ให้ขับพาเที่ยว สนนราคาก็แพงหูฉี่ ว่ากันว่า อยู่ที่วันละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท!
หลายๆ คนเลยเริ่มลองเข้ามาใช้บริการทริปแพลนเนอร์อย่างเธอ ซึ่งเกดบอกว่า ลูกค้ามี 2 กลุ่มหลักๆ หนึ่ง คือ มีเงินแต่ไม่อยากไปเที่ยวกับทัวร์ และมีประสบการณ์การเดินทางด้วยตัวเองพอสมควร มีโจทย์ที่ชัด แต่ไม่มีเวลาหาข้อมูล กับอีกประเภทคือ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จองมาแต่ตั๋ว ซึ่งประเภทหลังนี้ เธอต้องทำการบ้านตั้งแต่ ถามเรื่องความชอบว่า ชอบกินอะไร ชอบเที่ยวแบบไหน สนใจอะไร แล้วค่อยทำแพลนอย่างคร่าวๆ ไปให้ดูก่อน และปรับเปลี่ยนกันไปตามที่ชอบ
ส่วนเรื่องราคา เกด บอกว่า คิดไม่เท่ากันแล้วแต่รายละเอียดทริป เช่น ไปกี่วัน กี่คน แต่สำหรับทริปทั่วๆ ไป 4-5 วัน ผู้ร่วมทริป 2-4 คน ก็จะคิดที่ราวๆ 5-7 พันบาท
"เราต้องจัดทริปให้เขาคุ้มค่าเงินที่สุด เช่น ถ้าซื้อ pass อันนี้ ก็ควรต้องวางเส้นทางให้เหมาะสม คุ้มค่าตั๋วที่จ่ายไป หรือทำข้อมูลให้ว่า ต้องเอากระเป๋าไปฝากที่ไหน เพราะบางโรงแรมก็ไม่รับฝากกระเป๋าเป็นต้น"
สรุปแล้ว หน้าที่หลักๆ ของทริปแพลนเนอร์อย่างเธอ คือ ช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลา ไม่ต้องหาข้อมูลเอง ได้ความสะดวก แล้วก็ประหยัดเงินด้วย เพราะการมีข้อมูลที่แน่นปึ้กก็จะช่วยให้สามารถวางแผนเส้นทางที่เหมาะสม รวมถึงการซื้อและใช้ตั๋วประเภทเหมาจ่ายได้อย่างคุ้มค่าที่สุดด้วย
กึ่งแชร์ กึ่งจ้าง
ถ้าย้อนกลับไปราวๆ เกือบสิบปีที่แล้ว "ทริปหารเฉลี่ย" ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่เคยได้รับความนิยมในหมู่นักเดินทางสายแข็งอยู่พอสมควร
แต่หลังจากเริ่มพบปัญหาความโหด-หิน และหลายครั้งก็จำต้องเป๊ะเว่อร์ เพราะเอาคนสิบคนที่ไม่รู้จักกันมาใช้ชีวิตกินนอนด้วยกัน ปัญหาย่อมตามมาหาก "กติกา" ไม่ชัดเจน
ทริปหารเฉลี่ยแบบสายหย่อนจึงเริ่มเกิดขึ้น ประมาณว่า เจอกันครึ่งทาง ไปเที่ยวด้วยกัน แชร์ค่าเดินทาง ค่าไกด์กัน แต่ยังมี "พี่ใหญ่" มาคอยดูแล
"กลุ่มคนที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบกเป้เดินป่า ทั้งเฮฮาริมทะเล หรือจะนอนเล่นแบบโฮมสเตย์เราก็ไปได้ เพราะหัวใจของเราเดินทางเพื่อค้นหารอยยิ้ม และมิตรภาพใหม่ๆ ที่จะได้รับจากเพื่อนร่วมทริป"
เป็นคำอธิบายของกลุ่ม "นกป่าทัวร์" ที่บอกไว้ในเว็บไซต์
พิชญนันท์ อภิธนาจินดารัตน์ ผู้ก่อตั้งนกป่าทัวร์ กลุ่มการท่องเที่ยวในแบบ "พาเพื่อนเที่ยว" เล่าว่า กลุ่มนี้เกิดขึ้นจากความต้องการเที่ยวในรูปแบบที่รีแลกซ์มากขึ้น แต่ก็ไม่ต้องเป๊ะถึงขนาดไปกับบริษัททัวร์ หรือไปกับ “ทริปหารเฉลี่ย” ที่เกิดขึ้นสักพักในหมู่นักท่องเที่ยวไทย
"เราจะดำเนินการให้ทุกอย่าง ส่วนใหญ่จะดูโปรแกรมเองว่า ตรงไหนอยากไป ก็จัดขึ้นมา หรือว่าบางทีเพื่อนหรือน้องๆ ในกลุ่มอยากไป ก็ทำเป็นโปรแกรมขึ้นมา ก็จะชวนๆ กันไป ก็จะมีน้องๆ ที่เป็นกลุ่มประจำ เช่น เพื่อนของเพื่อนก็มา แต่ว่าไม่ใช่กลุ่มใหญ่โต" พิชญนันท์เล่า
และแม้ตัวเธอเองจะมี "บัตรไกด์" ไว้ประจำตัว แต่พอถึงเวลาไปทริป เธอก็ไม่ได้ทำหน้าที่ไกด์เต็มตัวที่จะต้องคอยถือธงอธิบายทางอยู่ตลอดว่า ที่นี่คืออะไร มีประวัติอย่างไร เพราะเพื่อนร่วมทริปส่วนใหญ่ชอบไปแบบสบายๆ และสนใจจะถ่ายรูปกันมากกว่า
การท่องเที่ยวโดยกลุ่มนกป่าทัวร์นั้นจะมีลูกอายุตั้งแต่ 30-50 ปี ซึ่งพิชญนันท์จะเป็นคนประสานงานให้ทุกอย่าง เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ของกรุ๊ปที่จะจัดการให้ว่า จะต้องไปเที่ยวจุดไหน กินอาหารแนวไหน มีอุปกรณ์อะไรที่จำเป็นที่เพื่อนร่วมทริปต้องเอาไปบ้าง
"ตรงไหนที่เราเป๊ะได้ เราก็จะลงไปเลย บางอันก็เดี๋ยวไปหาเอาข้างหน้านะ ก็โอเค เดี๋ยวไปหาเอา" พิชญนันท์เอ่ย
ที่ผ่านมา เธอมีเพื่อนร่วมทางทั้งที่รู้จักและเพิ่งรู้จักกันในลักษณะเพื่อนของเพื่อน โดยจัดทริปกันไม่ถี่ เดือนละครั้งบ้าง สองเดือนครั้งบ้าง ซึ่งเธอเองไม่ได้คิดถึงกำไรที่เป็นตัวเงิน แต่จะกำไรที่เธอเห็นคือ การได้ไปเที่ยวในที่ต่างๆ พร้อมเพื่อนร่วมทางที่น่ารัก
"เราจะตีว่า ค่าใช้จ่ายประมาณนี้นะ คนโอเคก็ไป ถ้ามีเงินเหลือเยอะ ก็คืน อย่างทริปล่าสุดที่ไปอ่างขางมา ก็คืนให้คนละห้าร้อยบาท บางทริปก็จะไม่เก็บมัดจำ ถ้าเป็นทัวร์เขาก็จะต้องเก็บ เพื่อป้องกันคนเบี้ยว ส่วนของเรา ถ้าเป็นคนที่เคยเที่ยวกันอยู่แล้ว เราจะไว้ใจกัน"
พิชญนันท์บอก และว่า ช่วงแรกที่เริ่มต้นทำ เธอได้กำไรจากเพื่อนร่วมทริปเพียงหัวละ 200-300 บาทเท่านั้น
"ถ้าไปเดินป่า เราก็จะเตรียมอุปกรณ์การกินไปให้หมด แต่เขาก็มีของส่วนตัวมา เราก็บอกให้เขาเอาจานชามของเขามานะ แต่ว่าเสบียงเราจะเตรียมไปให้ ถึงเวลาเขาก็มาช่วยกันแหละ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเราทำ ถ้าเป็นทัวร์เขาก็อาจจะไม่ต้องทำ แต่ความสนิทมันต่างกัน เขาก็บอกว่า มากับเราสบายใจกว่า"
ข้อดีของการเที่ยวแบบนี้ สำหรับพิชญนันท์ คือ ได้เที่ยว โดยที่ไม่ต้องเสียตังค์ ส่วนลูกทีมก็จ่ายในราคาที่ถูกกว่าไปกับบริษัททัวร์มาก
"ส่วนใหญ่ที่ไปก็จะเป็นคนชอบแนวเดียวกัน เดินป่า ดำน้ำ ก็มีเที่ยววัดบ้าง แต่ก็จะเป็นเหมือนควบกัน อาจจะไปเที่ยวมาแล้วมาไหว้พระ หรือไปล่องแก่ง โรยตัว ก็แล้วแต่ สมมติไปหมู่เกาะสุรินทร์ เราก็ต้องหาข้อมูลว่า เราจะไปเช่าล็อกเกอร์ตรงไหนได้ แล้วเรือที่จะเหมาไปดำน้ำเนี่ยจะเอาแบบไหนดี ราคาประมาณเท่าไร เพื่อที่จะไปทำงบ บอกเพื่อนๆ ได้ว่า ประมาณนี้นะ" พิชญนันท์บอก
ทำทัวร์ยังไง ให้รอด
ด้วยพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนวันนี้ที่มีทางเลือกมากขึ้น บวกกับความสะดวกทั้งเรื่องการจองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ที่ง่ายแค่ปลายนิ้ว ถ้าจะบอกว่า ธุรกิจทัวร์ไม่กระทบอะไรก็คงหาว่า "โกหก"
โดยเฉพาะกับทัวร์ญี่ปุ่นที่ต้องถือว่า โดนเต็มๆ ในมุมมองของ "โต" เจ้าของบริษัททัวร์ไซส์มินิ ก็ยอมรับว่า มองเห็นแนวโน้มมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน และเพิ่งจะมากระทบหนักจริงๆ ก็ปีที่ผ่านมา
ตัวแปรที่ทำให้กระทบหนัก นอกจากเรื่องโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบิน และที่พักที่จับจองเองได้ผ่านเว็บไซต์พอร์ทัลชื่อดังจากเมืองนอกแล้ว ในส่วนของบริษัททัวร์กันเองก็หั่นราคาสู้ตายกันจนชนิดที่ไม่รู้ว่า เหลือกำไรกันบ้างหรือไม่
เรื่องนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่เขาสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำกันได้อย่างไร แต่ในส่วนตัวของเขา ซึ่งเป็นบริษัททัวร์ที่จับตลาดกลุ่มนิช (Niche) มีจุดขายคือ หัวหน้าทัวร์นอกจากบริการดี ข้อมูลเป๊ะแล้ว ยังต้อง "ถ่ายรูปสวย" เพื่อเป็นอีกหนึ่งจุดขายที่สร้างความแตกต่าง และทำให้บริษัททัวร์ของเขามีที่ยืนมาโดยตลอด
เขาบอกว่า ยังยืนยันในจุดขายเดิมและไม่คิดจะลงไปแข่งตัดราคากับเจ้าอื่นๆ
"วันนี้ ทัวร์ญี่ปุ่นสามหมื่น สี่หมื่น หรือบางเจ้าทำราคาที่สองหมื่นกว่าก็ยังมี ส่วนฮ่องกง เชื่อไหมว่า ทำราคากันลงไปไม่ถึงเจ็ดพันบาทก็มีสำหรับ 2 คืน แต่สำหรับเรา ทัวร์ญี่ปุ่นราคากลางๆ อยู่ที่เจ็ดหมื่น ซึ่งเราก็ยังมั่นใจว่า มีกลุ่มลูกค้าที่อยู่กับเรา"
เมื่อไม่ยอมลดตัวเองลงมาแข่งตลาดล่าง ทางรอดที่ทำให้บริษัททัวร์ของโตยังพอหายใจอยู่ได้ก็คือ การลดต้นทุน ตั้งแต่การลดคนเมื่อปีก่อน (2557) จากนั้นก็หันมาใช้ฟรีมีเดียมากขึ้น ช่องทางโซเชียลทั้งหลาย ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
"ดีใจอย่างน่าใจหายเลยล่ะครับ" โตเอ่ย เมื่อถูกถามถึงยอดขายในปี 2558 ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ลดลงจากราวๆ 50 กรุ๊ปเหลือไม่ถึง 30 กรุ๊ป ซึ่งถึงแม้จำนวนกรุ๊ปทัวร์จะน้อยลง แต่กำไรต่อกรุ๊ปกลับดีขึ้น
แม้ยอดขายโดยรวมจะตกลง แต่สำหรับบริษัททัวร์อย่างเขามองว่า "รอดตายได้ก็บุญแล้ว"
ขณะที่ ศิริพร แนวดง มัคคุเทศก์ประจำบริษัท Discovery Korea ที่มีตลาดท่องเที่ยวที่เกาหลี ญี่ปุ่น และยุโรป เห็นว่า ช่วงหลังๆ มานี้ บริษัททัวร์ได้ลดราคาแพ็คเกจทัวร์ลงมาต่ำมาก อย่างทัวร์เกาหลีที่เธอรับหน้าที่เป็นไกด์ประจำ ก็มีราคาอยู่ที่หมื่นต้นๆ ทั้งๆ ที่เมื่อ 3-5 ปีก่อนอยู่ที่ราคาเกือบสี่หมื่นบาท
"คุณภาพก็ลดลงมา" เธอยอมรับ พร้อมยกตัวอย่างเช่น สายการบินก็เปลี่ยนมาใช้พวกโลว์คอสต์ หรือจากพักโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ก็เหลือโรงแรมระดับ 3 ดาวสูงสุด แต่ก็เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าซึ่งซื้อทัวร์โดยไม่ได้สนใจเรื่อง “คุณภาพ” แต่พุ่งเป้าไปที่ “ราคา” เป็นหลัก
"คนไปเที่ยวเองอาจจะไม่กระทบมาก เพราะเราก็บอกว่า ไปเองอาจจะแพงกว่า อาจจะถึงสองหมื่น ไปจนถึงสามหมื่นห้า ซึ่งบริษัทก็จะชูเรื่องราคาขึ้นมาก่อนอันดับแรก" ศิริพรเอ่ย
และบอกว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เตรียมใจมาแล้วว่า จะต้องเจอคุณภาพที่ไม่สูง จึงรับได้ว่า ทัวร์จะอยู่ในระดับไหน ซึ่งแพ็กเกจราคาถูกนี้ก็ยังขายได้อยู่เรื่อยๆ แต่เป็นทัวร์ราคาแพงต่างหากที่ขายไม่ออก จนต้องปรับให้เป็นราคาถูกให้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลจาการดัมพ์ราคาของบริษัททัวร์ก็ส่งผลกระทบต่อไกด์ประจำทริปเพราะจะถูกบีบให้มีค่าเบี้ยเลี้ยงรายวันลดลงจากที่เคยได้ 2,000-3,000 บาท ตอนนี้ก็จะเหลืออยู่ที่ 1,000-1,500 บาท
"บางบริษัทก็ไม่ให้เลย" ศิริพรบอก
เพราะของราคาถูกก็ได้คุณภาพสมกับเงินที่จ่ายไป อย่างการจ้างไกด์(เถื่อน) เช่น นักศึกษา หรือแม่บ้านที่อยู่ญีปุ่นนั้น แม้จะถูก คุยง่าย แต่ก็ผิดกฎหมาย ถ้าเจอตำรวจก็ "ตัวใครตัวมัน" ส่วนเรื่องประกันยิ่งแล้วใหญ่ ทำใจได้เลยว่า "รับผิดชอบตัวเอง"
หรือถ้าจะจ้างทริปแพลนเนอร์ให้ช่วยทำการบ้านให้ ก็ต้องทำใจล่วงหน้าไว้ก่อนเลยว่า ที่ถือไปคือ แฮนด์บุ๊ค ไม่ได้พกไกด์ไปด้วย หากเกิดปัญหาหน้างาน ก็คงต้องแก้ปัญหากันด้วยตัวเอง ส่วนทริปหารเฉลี่ยก็อย่างที่รู้ๆ กันดีว่า แม้จะถูกแต่ก็ต้องถึก
ฉะนั้นจะเที่ยวแบบไหน ก็ทบทวนให้ดี อย่าคิดแต่จะประหยัดเงิน!





