นอกจากสีสันของแสงไฟจากคาสิโนชวนคนให้เข้าหาตลอดทั้งคืน จะยังมีอะไรให้เที่ยวในมาเก๊าได้อีก!?
“ยุโรปย่อมๆ ผสมจีนนิดๆ” คือสิ่งที่ฉันสรุปเอาว่า หมุดหมายในการเดินทางครั้งนี้จะเป็นอย่างนั้น
ต้องไปกินทาร์ตไข่ ต้องไปถ่ายรูปกับโบสต์คริสต์ ต้องไปคาสิโน ... ฉันลิสต์สิ่งที่ห้ามพลาดในมาเก๊า (เพราะใครๆ เขาก็ทำกัน) จากนั้นก็เก็บกระเป๋าเลือกเสื้อผ้าใส่สบายๆ ไม่หนามาก เพราะช่วงเวลานื้ (ตุลาคม-ธันวาคม) มาเก๊าอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ว่ากันว่า อุณหภูมิจะไม่ต่ำไปกว่า 18 องศาหรอก
จากกรุงเทพฯ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เครื่องก็ลงสู่ดินแดนเล็กๆ ของจีนที่มีทั้งตำนาน ประวัติศาสตร์ ผสมกับความทันสมัยรวมอยู่ด้วยกัน
ระหว่างที่เครื่องลง ฉันไม่พลาดมองออกไปนอกหน้าต่าง ชมความงามของสิ่งที่มนุษย์สรรสร้าง ก็กว่าจะมาเป็นสนามบินนานาชาติมาเก๊าให้คนจากหลากหลายที่เดินทางมาง่ายๆ นั้น รัฐบาลต้องถมทะเลสร้างกันยิ่งใหญ่ เนรมิต Taxiway ตัดผ่านทะเลเป็นระยะทางร่วม 3 กิโลเมตร
อย่างที่รู้กันว่า ใครๆ ก็พูดถึงมาเก๊าว่าเป็นดินแดนของคาสิโน มีสแตนลีย์ โฮ หรือ เหอ หงเซิน ราชาธุรกิจคาสิโนเป็นเจ้าของเกือบทั้งเมือง
“ถึงแล้ว ยังไงคืนนี้จะไปถ่ายรูปแสงสีและลองไปเสี่ยงโชคสักหน่อย” ฉันคิดในใจ แม้จะเห็นโปรแกรมเที่ยวแล้วว่า นี่คือทริปชมเมืองมรดกโลกและไหว้พระเสริมสิริมงคล
ก็ฉันไม่ใช่นักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์เต็มตัว หรือสายเข้าวัดเลยไม่ “อิน” เท่าไร ถ้าต้องชมวัดนานๆ ยังไงซะทริปนี้จะขอไปเยี่ยมเยียนคาสิโนถูกกฎหมายสักหน่อย
แต่แล้วทริปนี้ก็ทำให้ฉัน “อิน” กับอะไรมากกว่านั้น
-1-
มาเก๊าประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นแผ่นดินและเกาะ ได้แก่ เซนาโดสแควร์ อาม่า เนป บาร์เรียเกต เกาะไทปา และเกาะโคโลอาน คนที่นี่พูดภาษาจีนกวางตุ้งและจีนกลาง พอพูดอังกฤษและโปรตุเกสได้บ้างเพราะเคยเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส ส่วนป้ายต่างๆ มักจะมีภาษาโปรตุเกสกำกับไว้ด้วย ถ้าใครไม่รู้ภาษาจีน (หรือโปรตุเกส) แต่รู้ภาษาในตระกูลละตินอย่างภาษาฝรั่งเศส อิตาลี สเปน ก็พอจะเดาความหมายทั้งหลายได้ ไม่มีหลงทางแน่นอน
จากสนามบิน ฉันเดินทางสู่ วัดโพวไท่ซีเมียว (Pou Tai Sim Un) วัดทางพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในเกาะไทปา มองจากทางเข้าด้านหน้า หน้าตาไม่เหมือนวัดเท่าไร ว่ากันว่า วัดแห่งนี้สร้างคล้ายๆ กับบ้านพักคนชรา แต่ที่ฉันเห็น ดูเป็นอาคารที่เหมาะจะเป็นสมาคมอะไรบางอย่างมากกว่า แต่พอได้เดินขึ้นไป ก็ถึงสัมผัสได้ว่า มีความสงบซ่อนอยู่ และเป็นวัดจริงๆ
ก้าวขึ้นบันไดสูงขึ้น ร่มไม้ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ตามทางขึ้นและระเบียงยังมีต้นบอนไซจำนวนมากถูกวางเรียงไว้ ทั้งใหญ่มากเล็กมากสลับกันไป มีตุ๊กตาเซรามิคตัวเล็กตั้งประดับไว้ในกระถาง ระหว่างเดินเข้าไปก็ชมต้นไม้ไปเพลินๆ พาให้เห็นถึงความตั้งใจของคนทำ แต่ก็แอบคิดไม่ได้ว่า ถ้าเป็นประเทศไทย คงปล่อยวางไว้เฉยๆ เช่นนี้ไม่ได้ เพราะอาจจะต้องมีหายกันบ้าง (ฮา)
วัดโพวไท่ซีเมียวสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1964 โดยมีการนำองค์พระศักยมุนีแกะสลักจากไม้องค์ใหญ่สูงกว่า 5 เมตรจากนานกิง มาประดิษฐานไว้ภายในพระวิหาร และด้านตรงข้ามกันนั้นก็เป็นที่ตั้งของขันธกุมารคอยปกป้องวัด
เมื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ฉันก็ลงไปชิมอาหารมังสวิรัติที่อยู่ใต้อาคารเดียวกันได้ชื่อว่า เป็นอาหารมัง หลายคนอาจจะไม่สนใจ และฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่พอได้ลองแล้ว เห็นทีว่า ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะไม่มีแค่ผักอย่างที่เข้าใจ อาหารที่นี่ใส่ความพิถีพิถันของทุกอย่างลงไป ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การออกแบบเมนูอาหาร การประดับตกแต่งจาน กินแล้วลืมไปเลยว่า กำลังอยู่ในร้านมังสวิรัติ ยิ่งเมื่อสอบถามได้ความว่า วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารนั้นมาจากฝีมือการปลูกและดูแลของพระลูกวัดที่นี่ ก็ยิ่งทำให้ประทับใจสถานที่แห่งนี้เข้าไปอีก
หลังจากมื้อกลางวันแสนอร่อย เราก็เริ่มสำรวจเกาะไทปา ซึ่งมีจุดเด่นคือ อาคารบ้านเรือนที่หลงเหลืออยู่จากสมัยที่ยังใช้เกาะแห่งนี้เป็นท่าเรือขนของ ที่เกาะนี้มีบ้านสไตล์โปรตุเกสที่ปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เยี่ยมชมเรื่องราวของชาวมาเก๊าและโปรตุเกส ผ่านทางภาพถ่าย เครื่องใช้เครื่องประดับของจริง ซึ่งเรียกว่า พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa House)
“อย่างนี้นี่เอง ยุโรปย่อมๆ” ทันทีที่เข้ามาภายในเขตพิพิธภัณฑ์ ทั้งรูปร่างอาคาร สีพาสเทล ลักษณะของถนน พาให้ฉันก็รู้สึกแบบนั้น
บอกได้เลยว่า ถ้าชอบถ่ายรูป จะอยู่ถ่ายบริเวณรอบๆ บ้านไทปาได้อย่างไม่มีเบื่อ มุมชิคๆ หรือฮิปๆ อย่างที่ “เขา” ชอบถ่ายกัน ก็มีเต็มไปหมด เห็นแล้วอยากจะขอเวลาอยู่ที่นี่อีกพักใหญ่ แต่เกรงว่า จะไม่ได้ไปเดินเล่นที่อื่น (ที่อาจชิคกว่า) ก็เลยต้องรีบรวดรัด ซึมซับข้อมูลทางประวัติศาสตร์แต่พอดี แล้วออกไปทาง “ถนนสายโรแมนติก” ที่ก็ถ่ายรูปได้เพลินๆ ไม่แพ้กัน แล้วก็ลัดเลาะออกไปยังฟู้ดสตรีท ถนนสายที่รวบรวมร้านอาหารและขนมนานาชนิดไว้
เข้าไปแล้วก็มองเห็นคนต่อคิวกันเยอะมากเพื่อซื้อคุกกี้อัลมอนด์บ้าง ทองพับไส้หมูหยองบ้าง ขนมผัวจ๋าเมียจ๋าบ้าง (คล้ายๆ ขนมเปี๊ยะชิ้นเล็ก) ฉันเห็นแล้วก็เข้าไปด้อมๆ มองๆ แต่ก็ไม่ได้ซื้อ มัวแต่สนใจถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้ และเข้าร้านของที่ระลึก
ระหว่างถนนสายสั้นๆ นี้ ฉันเดินสำรวจตามซอยต่างๆ แล้วก็เจอมุมชิคๆ ให้ถ่ายรูปมากมาย ยิ่งมีคนเยอะๆ ก็พาให้หลงรักบรรยากาศแบบสตรีทที่แพนกล้องไปทางไหนก็น่าถ่ายไปหมด
ฉันออกมาทะลุด้านหน้าสุดที่ ซุนฮาบาซาร์ (Cunha Bazaar) มีโปสการ์ดสวยๆ เปเปอร์คัทลายฉลุ ทำเป็นการ์ดหรือสมุดเก๋ๆ น่ารักมากมาย แถมร้านเดียวกันยังพ่วงขายขนมพวกคุกกี้และถั่วตัดต่างๆ เอาไว้ด้วย เป็นร้านกลิ่นอายแบบมากานีส จีนครึ่งหนึ่งโปรตุเกสครึ่งหนึ่งแบบลงตัว
มาถึงตรงนี้ที่สุดถนน จากที่เดินมาทั้งวันจะพบว่า ร้านซ้ำกันมีถี่ยิบยิ่งกว่าเซเว่นฯ ในเมืองไทย นั่นคือ ร้านขายคุกกี้และหมูแผ่น ที่มีพนักงานถือกระบะเล็กๆ ให้คนที่เดินผ่านไปมาหยิบชิมเหมือนกันทุกร้าน ฉันเองก็ยังหยิบชิมดูหลายร้าน และรสชาติก็ไม่ได้ต่างกันเลย
-2-
จากไทปาสตรีท ยังพอมีเวลาเหลือให้ไปเดินเล่นชิลล์ๆ ที่เซนาโดสแควร์อยู่ แต่ก่อนจะเข้าไปยังจัตุรัสมรดกโลกยังเลื่องชื่อ ฉันก็ได้เข้าไปสักการะองค์กวนอูในวัดควันไถ่ (Kuan Tai Temple) หรือวัดซัมไกวุยคุน (Sam Kai Vui Kun Temple) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วัดเทพเจ้ากวนอู ซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังตลาดในย่านเดียวกัน
วัดแห่งนี้เป็นวัดเล็กๆ อาคารเป็นสถาปัตยกรรมผสมระหว่างจีนและตะวันตก แต่หนักไปทางจีนมากกว่า คนที่นิยมมาสักการะมักจะเป็นคนที่ทำธุรกิจ ส่วนใหญ่จะขอพรเรื่องดวง โชคลาภ และอำนาจบารมี โดยต้องบูชาเทียนซ้าย ขวา และปักธูปให้ครบทั้งธูปใหญ่ธูปเล็ก และยังมีคนนิยมจุดธูปที่ห้อยไว้ภายในวัด เพราะที่มาเก๊าเชื่อกันว่า ธูปที่อยู่นานจะยิ่งดี จึงเห็นธูปลักษณะเป็นวงกลมขดไปมาห้อยยาวอยู่ทั่วไป
วัดแห่งนี้เป็น “มรดกโลก” อีกแห่งที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เคยใช้เป็นที่พบปะพูดคุยทางธุรกิจของพ่อค้าในยุคก่อน ฉันเห็นแล้วก็แปลกใจที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงวัดแห่งนี้มากนัก ทั้งๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อย เช่นเดียวกันกับศาลเจ้านาจา หรือ Na Thca Temple (ศาลเจ้าของมาเก๊า มีลักษณะเหมือนวัด) ที่อยู่ด้านหลังของซากประตูโบสถ์เซนต์ปอลส์ ฉันแวะไปสักการะศาลแห่งนี้เช่นเดียวกัน เป็นศาลเล็กๆ ที่สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1888 ที่ก็น่าสักการะ แต่ในไกด์บุ๊คต่างๆ กลับพูดถึงน้อย ว่ากันว่า ศาลแห่งนี้เหมาะกับการขอลูกตลอดจนเรื่องบริวารต่างๆ
ใกล้ๆ กันกับศาลยังมีกำแพงเมืองโบราณที่โปรตุเกสสร้างไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ซึ่งมีเทคนิคการสร้างโดยใช้ปูน ฟาง ดิน เปลือกหอย อัดรวมกัน ซึ่งยังคงเหลืออยู่ถึงทุกวันนี้ไว้ให้เราได้ชมกัน ...ฉันเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปสไตล์ฮิปๆ อีกตามเคย
ขอบอกไว้ว่า ถ้าถ่ายแล้ว อยากจะโพสต์อวดคนอื่นๆ แต่ไม่ได้เปิดโรมมิงมา ก็ทำได้ทันที เพราะที่นี่มีสัญญาณไวไฟฟรีของรัฐบาลที่ชื่อว่า wifigo อยู่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ตามสถานที่สำคัญ เช่น สนามบิน ย่านใหญ่ๆ หรือพิพิธภัณฑ์
เหนื่อยมาทั้งวัน ฉันก็เลยหยุดแวะนั่งพักที่หน้าซากประตูโบราณ (ถ่ายรูปอีกเช่นเดิม) พอตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ย่านการค้าก็เริ่มมีสีสัน นักท่องเที่ยวสวมตัวเป็นนักช้อปเดินกันขวักไขว่ ฉันเองพอเดินไหวก็เลยเที่ยวเล่น และซื้อทาร์ตไข่ที่ใฝ่ฝันไว้สักหน่อย
“อร่อยใช้ได้” ฉันคิดเมื่อได้ลิ้มรสทาร์ตไข่จากนั้นแถวนั้น แต่มีคนกระซิบว่า จะอร่อยกว่านี้ถ้าได้ไปกินที่ร้านต้นตำรับของที่นี่ ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะโคโลอาน
ค่ำคืนนั้น ฉันได้ลิ้มรสอาหารพื้นเมืองมากานีส ชิมขนมหวานอย่าง “เซร์ราดูรา” (Serradura) สุดละมุนลิ้น ขนมขึ้นชื่อที่เอาบิสกิตมาบด แล้วแทรกชั้นด้วยมูสสีขาวที่ทำจากวิปครีมกับนมข้น อิ่มแล้วก็ง่วงเต็มที ที่ว่าจะออกไปทักทายแสงสีและคาสิโนสักหน่อย ก็ผิดแผน เพราะเห็นโปรแกรมเที่ยวในวันต่อไปแล้ว คงจะต้องเก็บแรงเอาไว้สักหน่อย
-3-
“กูด มอร์นิ่ง” เสียงปลายสายบริการมอร์นิงคอลล์บอกฉันในเวลาเช้าตรู่ แม้จะตื่นอย่างเพลียๆ เพราะเวลาที่นี่เร็วกว่าที่ไทยอยู่ 1 ชั่วโมง แต่ฉันก็ไม่หวั่น เพราะจะได้ไปหลายๆ ที่ที่สำคัญมาก
เริ่มจากชมความยิ่งใหญ่ของเจ้าแม่กวนอิมริมทะเล (Kun Iam Statue) ที่โปรตุเกสมอบให้พร้อมกับการส่งเกาะมาเก๊าคืนให้จีนในปี ค.ศ.1999 ซึ่งสร้างได้ต่างจากเจ้าแม่กวนอิมของตามแบบจีน แต่เหมือนหญิงสาวตะวันตกมากกว่าจนมีคนบอกว่าเหมือนพระแม่มารี ...ฉันเห็นแล้วก็ว่าจริงตามนั้น
นอกจากนี้ ตามหลักฮวงจุ้ย เจ้าแม่กวนอิมองค์นี้ได้สร้างขึ้นติดริมน้ำ โดยน้ำนั้นคือสัญลักษณ์ของโชค มีความเชื่อว่า ถ้ามาแล้ว ต้องหาเลข 8 หรือสัญลักษณ์ของอินฟินิตี้ให้ครบ 3 อัน อันแสดงถึงโชคที่ไม่มีที่สิ้นสุดให้ได้
จะจริงดังนั้นหรือเปล่าไม่รู้ แต่เมื่อรู้แล้ว ฉันก็อยากจะหาให้ครบ ปรากฏว่าต้องเดินวนอยู่หลายรอบบวกกับให้คนตาดีช่วยบอกใบ้จึงจะหาครบทั้งสาม เมื่อกติกาไม่ได้ระบุว่า มีตัวช่วยในการหาได้หรือไม่ แต่เมื่อหาได้ครบ ฉันก็สบายใจแล้ว (ฮา)
จากนั้นฉันก็มุ่งไปที่ย่านบาร์เรียเกต เพื่อชมสถาปัตยกรรมและกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหลินฟูง (Lin Fung Temple) หรือวัดบัว หนึ่งในวัดเก่าแก่ของมาเก๊า ที่ประดิษฐานของเทพทางการแพทย์ชื่อ “อี้เล่งไตไต” และ “หลั่นหลงไตไต” ซึ่งชาวเมืองให้ความเคารพ และนิยมมาขอพรให้มีสุขภาพดี และยังมีเทพ “กิมฮัว” ที่คนนิยมมาขอพรให้คลอดบุตรง่ายอีกด้วย
ฉันเห็นความเก่าแก่ของวัดแล้วก็อดขอพรตามคนอื่นๆ ไม่ได้ เลยจุดธูปชุดใหญ่แล้วไหว้ให้ครบ แล้วมุ่งหน้าไปวัดเจ้าแม่กวนอิม (Kun Iam Temple) ต่อ ที่นั่นมีทั้งองค์พระศรีศากยมุนี พระศรีอาริยเมตไตรย พระสังกัจจายน์ และองค์เจ้าแม่กวนอิมในชุดเจ้าสาวชาวจีนที่ทำจากผ้าไหม
ว่ากันว่า หากใครนับถือเจ้าแม่กวนอิมจะต้องมาที่นี่เพื่อขอพรที่นี่ โดยต้องขอด้านความรัก ความเมตตา และโชคลาภ
มาถึงมาเก๊าแล้ว วัดอาม่า (A-Ma Temple) หรือศาลเจ้าแม่ทับทิม ก็เป็นอีกวัดที่พลาดไม่ได้ ที่นี่คนมาขอพรกันมากเพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลทั่วไปให้กับตัวเองและครอบครัว และยังขอพรเรื่องคู่ครองได้โดยบูชาด้วยเทียนดอกบัวคู่
หลังจากที่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มามาก ฉันเลยแบนความสนใจไปที่หินก้อนใหญ่กลางวัดซึ่งมีรูปเรือสำเภาโบราณวาดไว้ เชื่อกันว่า จุดที่หินตั้งอยู่เป็นจุดที่ “อาม่า” เทพธิดาแห่งท้องทะเลได้ขึ้นมาบนแผ่นดินก่อนจะหายตัวไป ตามตำนานของมาเก๊า (อาม่าขอความช่วยเหลือจากชาวประมงคนหนึ่ง ระหว่างนั้นเกิดพายุรุนแรง และเรือที่ช่วยอาม่าไว้กลับไม่เป็นอะไร และวัดแห่งนี้ก็สร้างขึ้นจุดที่อาม่าขึ้นฝั่ง ตั้งชื่อว่า A-Ma-Gao หรืออ่าวของอาม่า จนเพี้ยนเป็นมาเก๊าในปัจจุบัน)
ทั้งนี้มีความเชื่อด้วยว่า ให้พับธนบัตรแล้วไปลูบกับภาพเรือโบราณแล้วจะมีโชคลาภ
ฉันเห็นคนเขาทำกันก็เลยลองไปลูบดูบ้าง ลูบเสร็จแล้วถึงรู้ว่า ต้องเก็บธนบัตรนั้นไว้เป็นขวัญถุงในกระเป๋าสตางค์ด้วย เลยอดเสียดายไม่ได้ที่หยิบแบงค์ใหญ่เกินไปออกมา (ฮา)
เดินสายไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จนเหนื่อยแล้วก็ขึ้นไปชมวิวสวยๆ บน หอคอยมาเก๊า หรือ Macau Tower ที่ใครๆ เรียกกัน นอกจากวิวเมืองแบบพาโนรามาแล้ว บนสุดของตึกนั้นยังมีให้โดดบันจี้จัมป์แบบเสียวเวอร์ และกิจกรรมชมวิวรอบตึกด้านนอกอาคาร (Tower Climb) บนความสูงกว่า 300 เมตร
ฉันเห็นแล้วก็ยอมใจหนุ่มๆ สาวๆ ที่ออกไปเดินท้าลมอยู่ข้างนอกนั่นแล้วยังโบกมือทักทายคนข้างในตึกอย่างไม่มีทีท่ากลัวใดๆ ฉันแค่เดินบนพื้นกระจกใสด้านในให้ตลอดรอดฝั่ง ใจยังตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่กล้าขยับมากจนต้องขอออกมาถ่ายรูปที่พื้นปกติจะดีกว่า
เต็มอิ่มกับวิวแล้ว ก็ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่ควรไปไหว้ นั่นคือ วัดเปากง (Pau Kung Temple) ซึ่งเป็นวัดของเทพเปากงหรือเปาบุ้นจิ้น เทพแห่งความยุติธรรม คนนิยมมาไหว้เพื่อปัดเป่าผู้ที่ปองร้าย และแก้ชงกับเทพไท้ส่วยเอี๊ย 60 องค์ประจำแต่ละปีเกิด
ฉันสักการะเทพปีเกิดของฉันพร้อมกระดาษเงินกระดาษทองที่ต้องเอาไปตั้งไว้ที่ใต้ฐานเทพประจำวันเกิด มองดูแล้วจะเห็นเลยว่า ปีไหนมาสักการะกันมากน้อยจากความสูงของเทพไท้ส่วยเอี๊ย
เข้าวัดไปหลายแห่ง ก็ได้ความรู้เรื่องความเชื่อของคนมาเก๊ามาเต็ม ซึ่งล้วนเกี่ยวโยงกับความเชื่อของไทยอยู่ไม่น้อย แถมได้ความสบายใจมาด้วย
ตอนนี้เหลือก็แต่เช็คลิสต์ที่ยังขาดอยู่ว่าจะต้องทำให้ได้
ใช่แล้ว! ไม่ว่าจะเป็นค่ำคืนไหน สีสันแห่งแสงไฟในมาเก๊าก็สวยเท่ากัน แล้วคืนนั้นฉันก็ได้ไปทัวร์แสงสีและคาสิโนสมใจ (จะอินหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่ดวง)
แต่ถ้าถามว่า ไปทัวร์สถานที่เก่าแก่ของมาเก๊ามาแล้วเป็นยังไง ต้องบอกว่า ได้ความรู้และ “อิน” กว่าที่คิดไว้เยอะ
การเดินทาง
มีสายการบินตรงจากกรุงเทพฯ สู่มาเก๊าทุกวัน ทั้งสายการบินของไทยและมาเก๊า เดินทางได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และไม่ต้องกรอกใบผ่าน ต.ม. (Entry Card และ Departure Card) เมื่อไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติมาเก๊าแล้ว จะมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ที่สนามบิน สามารถสอบถามข้อมูลและขอโบชัวร์นำเที่ยวได้โดยตรง หรือสอบถามข้อมูลไปก่อนจากการท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย โทร. 0 2650 9336 อีเมล [email protected]
และจากสนามบินมีรถบัสประจำทางวิ่งหลายสาย เช่น ไปยังท่าเรือมาเก๊า ไปเกาะไทปาและเกาะโคโลอาน เข้าตัวเมืองมาเก๊า หรือสามารถขึ้นรถชัตเติลบัสของคาสิโนได้ฟรีเพื่อไปลงตามจุดสำคัญของเมือง ซึ่งมีรอบบริการค่อนข้างถี่และสะดวก หากจะขึ้นแท็กซี่ไปยังที่ต่างๆ จะมีทั้งแบบโทร.เรียกและแท็กซี่ทั่วไป หากเรียกจากสนามบินออกไปต้องเสียเพิ่ม 5 MOP





