นอกจากข้อโต้แย้งระหว่าง “ดี” หรือ “ร้าย” เรายังมีประเด็นอื่นอีกไหมที่ต้องคิดเกี่ยวกับ “พ.ร.บ.จีเอ็มโอ” ที่จ่อคิวรออนุมัติอยู่หน้าห้องประชุม
น้ำเต้าหู้ 1 แก้วสำหรับมื้อเช้า กลางวันมีผัดถั่วงอกเป็นกับข้าวจานเด็ดก่อนกลับบ้านแวะซื้อเต้าเจี้ยวให้แม่ทำมื้อเย็น เห็นขนมกรุบกรอบน่ากินก็หยิบติดมาเผื่อไว้ตอนดึก เพื่อนชวนไปดูหนัง ก่อนเข้าโรงซื้อป๊อบคอร์นเอาไว้เคี้ยวเพลินๆ
ไม่ได้จะชวนนับแคลเลอรี แต่จะชวนนึกว่า ในหนึ่งวัน อาหารที่เข้าปากเรามีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับ “ถั่วเหลือง” และ “ข้าวโพด”
เคยรู้ไหมว่า อาหารสำเร็จรูปจากถั่วเหลืองและข้าวโพดเหล่านี้นี่แหละที่อาจจะ “เข้าข่าย” สินค้าจากพืช GMOs
คนกินต้องรู้
ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองสุก ถั่วเหลืองคั่ว ถั่วเหลืองบรรจุขวดหรือบรรจุกระป๋อง ถั่วหมัก เต้าเจี้ยว เต้าหู้ เต้าหู้ทอดน้ำมัน เต้าหู้แช่แข็ง กากเต้าหู้ นมถั่วเหลือง แป้งถั่วเหลือง อาหารที่มีโปรตีนจากถั่วเหลือง อาหารที่มีถั่วเหลืองฝักอ่อนและยอดอ่อน อาหารที่มีถั่วงอกที่ได้จากถั่วเหลือง ข้าวโพด ป๊อบคอร์น ข้าวโพดแช่เยือกแข็ง ข้าวโพดบรรจุขวดหรือบรรจุกระป๋อง แป้งข้าวโพด ขนมขบเคี้ยวที่ผลิตโดยใช้แป้งข้าวโพดเป็นส่วนประกอบหลัก อาหารที่มีข้าวโพดบดหยาบ รวมไปถึงอาหารที่มีรายการที่บอกมาเป็นส่วนประกอบหลัก
“เหล่านี้ ถ้ามีจีเอ็มโอเกินร้อยละ 5 ต้องแสดงฉลาก” สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค แจกแจงถึงบัญชีอาหาร 22 รายการที่ต้องแสดงว่ามีส่วนประกอบของถั่วเหลืองหรือข้าวโพดที่ดัดแปลงพันธุกรรม
“ต้องเขียนไว้ข้างท้าย สมมติว่า ถั่วเหลือง ก็ต้องเขียนว่า มาจากถั่วเหลืองดัดแปรพันธุกรรม” สารีอธิบาย
ใครที่ตาดี หรือ ใส่ใจก็คงจะมองเห็น แต่ถ้าไม่ได้ตั้งใจจะมองจริงๆ ก็คงไม่รู้ว่า สิ่งที่เข้าปากเราไปนั้นมีที่มาอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้พยายามผลักดันมาโดยตลอด
นอกจากฉลากจะต้องเขียนให้ชัดเจนแล้ว เกณฑ์ในการระบุถึงสินค้านั้นๆ ว่า มีส่วนประกอบของจีเอ็มโอหรือไม่ ก็ยังควรต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ด้วย เพราะ ฉลากที่ระบุส่วนประกอบของพืชดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) ที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งขณะนั้นห้องทดลองสามารถตรวจหาส่วนประกอบจากจีเอ็มโอได้ที่ร้อยละ 3 จึงตกลงกันว่า หากสินค้าใดมีเกินร้อยละ 5 จะต้องระบุไว้ แต่ถึงขณะนี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถตรวจได้ที่ร้อยละ 1 แล้ว จึงถึงเวลาแล้วที่ต้อง “เปลี่ยน” เพราะในหลายประเทศก็ใช้เกณฑ์ที่ร้อยละ 1 เช่นกัน
“ตอนนั้นเราไม่กล้ายอมรับให้ได้ที่ร้อยละ 1 เพราะเทคโนโลยียังไม่ถึง ก็ตัดสินใจว่า โอเค เพราะฉะนั้นเราก็ยอมรับว่า ถ้าใช้วัตถุดิบที่ปนเปื้อนเกินร้อยละ 5 ขึ้นไป คุณต้องเขียนในฉลาก ตอนนี้เราก็คิดว่า ประเทศเราตรวจได้ถึงร้อยละ 1 แล้ว เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นโอกาสที่จะสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น ผู้บริโภคที่ไม่อยากกินอาหารที่มีจีเอ็มโอก็ควรจะมีทางเลือกของตัวเอง” สารีอธิบาย
นอกจากนี้ ยังมีจุดอ่อนอีกอย่างที่สารีมองเห็น คือ เราจะระบุว่า ถั่วเหลือง และข้าวโพด หรือโปรตีน ที่เป็นผลมาจากการดัดแปลงพันธุกรรมตั้งแต่ร้อยละ 5 ของส่วนประกอบที่เป็นส่วนประกอบหลัก 3 อันดับแรก และแต่ละส่วนประกอบจะมีปริมาณตั้งแต่ร้อยละ 5 ของน้ำหนักผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่หากหลังจากอันดับที่ 3 ไปแล้ว ก็ไม่อาจรู้ได้เลย แม้ว่าอาจจะมีถึงร้อยละ 5 ก็ตาม
และไม่เฉพาะสินค้าอาหารสำเร็จรูปเท่านั้นที่ต้องแสดงฉลาก เพราะผัก ผลไม้ ตลอดจนของสดอื่นๆ ก็จำเป็นไม่แพ้กัน
ทราบหรือไม่ว่า มะละกอที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ อาจมีส่วนหนึ่งที่จัดเป็น “มะละกอจีเอ็ม” ด้วย เนื่องจากการปนเปื้อนจากแปลงทดลองของกรมวิชาการเกษตร เมื่อ พ.ศ.2547 ไม่สามารถควบคุมได้ และพบว่า มีการปลูกทั่วไปบริเวณจังหวัดรอบๆ กรุงเทพฯ อย่าง ปทุมธานี, กาญจนบุรี และราชบุรี
"ตอนนี้เราก็เห็นว่ามันมีการปนเปื้อนของจีเอ็มโอในผักที่มากกว่าข้าวโพด และถั่วเหลือง ไม่ว่าจะเป็นมะละกอ มันฝรั่ง หรือแม้กระทั่งแซลมอน มะเขือเทศด้วยหรือเปล่าไม่รู้ หรืออะไรก็ตามที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรม มันก็ต้องเขียนให้ชัดเจนถึงว่ามันมาจากการผลิตจากการดัดแปลงพันธุกรรม” สารี เอ่ย
มหากาพย์ GMOs
สำหรับการรวมตัวกันเพื่อเคลื่อนไหวคัดค้าน “ร่าง พ.ร.บ.จีเอ็มโอ” (ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ พ.ศ....) หลังจากผ่านการผลักดันและตีตกกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบในรัฐบาลหลายสมัย (ร่างนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2547) ของกลุ่มคนกว่า 500 ชีวิตที่พร้อมใจกันแสดงจุดยืนให้รัฐบาลชะลอร่างเจ้าปัญหาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการแสดงพลังครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเป็นการรวมตัวของ 123 องค์กร 50 จังหวัดเพื่อต่อต้านแนวคิดที่จะอนุญาตให้มีการปลูกพืชจีเอ็มในประเทศไทย
วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ในฐานะหนึ่งในโต้โผยอมรับว่า ครั้งนี้เป็นการตื่นตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะเมื่อมีแรงส่งจากกระแสออร์แกนิกที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ซึ่งแม้ความตึงเครียดจะเบาลงหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาเอ่ยในทำนอง ไม่เคยคิดที่จะให้มีการปลูกพืชจีเอ็มในประเทศไทย แต่ก็ไม่ได้ความว่า เราจะไม่จำเป็นต้องรับรู้ถึงประเด็นสำคัญของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) ในเมื่อสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ วันนี้เราอาจจะบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของจีเอ็มโออยู่โดยไม่รู้ตัวก็ได้!
ในความเห็นของ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เกี่ยวกับร่างพรบ.เจ้าปัญหาดังกล่าว พบว่า ยังมีช่องโหว่อยู่หลายจุดที่อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้มีการนำมาเพาะปลูกในพื้นที่ทั่วไปได้ในอนาคต นอกจากนี้ก็ยังไม่ครอบคลุมการคุ้มครองเกษตรกรซึ่งเลือกที่จะไม่ปลูกพืชจีเอ็ม เพราะมีความเป็นไปได้ที่เกษตรกรที่ไม่เอาจีเอ็มโอจะต้องเป็นคนแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นเพื่อป้องกันการปนเปื้อน ขณะที่ผู้ใช้ประโยชน์จากจีเอ็มโอไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
“ในคอนเซปต์ ผูกโยงด้วยเงื่อนไขหลายๆ ประการ ตั้งแต่ การบังคับใช้กฎหมาย ความเข้าใจของผู้ปลูก ความเอาจริงเอาจัง วินัยของผู้ปลูกเพื่อรักษากติกาที่ตั้งขึ้น ที่พูดมาทั้งหมด เป็นจุดอ่อนของบ้านเราทั้งนั้น ยังไม่นับรวมสภาพการถือครองที่ดินในเมืองไทย มันไม่สามารถทำแบบนั้นได้ง่ายเพราะเป็นแปลงเล็ก 10 - 15 ไร่ ไม่พอต่อการทำเขตกันชน (บัฟเฟอร์โซน) ควรจะเป็นภาระของใคร เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์คือผู้ที่ใช้จีเอ็มโอ แต่ผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนในการกันไม่ให้มันปลิวเข้ามา กลายเป็นคนทำเกษตรอินทรีย์ คนปลูกพืชทั่วไป อันนี้ คือ ช่องโหว่ ที่ไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมายนี้”
ขณะเดียวกัน ยังพบความเป็นไปได้ของร่างกฎหมายตัวนี้ว่า ไม่ได้ร่างขึ้นบนหลักของ “ความปลอดภัยไว้ก่อน” ซึ่งถือเป็นหลักสากลขององค์การสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมที่ระบุว่า ถึงแม้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่ถ้ามีความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบ สามารถใช้หลักปลอดภัยไว้ก่อนได้
ดีพอ หรือ พอดี
ขณะที่ข้อโต้แย้งระหว่างสองขั้วความคิดที่ “เชียร์” และ “ค้าน” การปลูกพืชจีเอ็มโอ ไม่มีทีท่าว่าจะหาข้อสรุปได้ง่าย แต่ถ้ามองข้ามประเด็นว่า “ดี” หรือ “ร้าย” ไป และลองเปลี่ยนโจทย์มามองหาว่า แบบไหน “เหมาะ” หรือ “ไม่เหมาะ” ก็อาจพบแง่มุมใหม่ที่น่าคิดไม่น้อย
“เขาบอกว่า ใช้จีเอ็มโอเพื่อเพิ่มผลผลิต แต่เกษตรอินทรีย์ก็ทำได้เหมือนกันในเรื่องเพิ่มผลผลิต หรือถ้าจะบอกว่า ใช้จีเอ็มโอเพื่อลดการใช้ยาปราบศัตรูพืชเพราะจีเอ็มโอทนต่อแมลง ออร์แกนิกก็ทำได้ ฉะนั้น โจทย์คือว่า เรามีทางเลือกเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเกษตรไทยโดยไม่ต้องใช้จีเอ็มโอหรือไม่ และมีข้อโต้แย้งน้อยกว่า เสี่ยงน้อยกว่าหรือไม่ ผลกระทบน้อยกว่า ต้นทุนน้อยกว่าหรือไม่ แล้วถามว่า เราแข่งขันได้จริงหรือไม่ เพราะวันนี้เราเป็นผู้ใช้มากกว่าผู้ผลิต กับสอง คือ ตลาดหลักของเรารับจีเอ็มโอหรือไม่ ถ้าเขาไม่รับ แล้วผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมาจะขายใคร และเมื่อตลาดแบ่งเป็นสองประเภท เราต้องแยกไลน์การผลิต แยกไลน์โปรดัคชั่นให้ได้ เราต้องจัดการตัวเราให้ได้ ว่า เรากันได้จริง ไม่งั้นตลาดที่ไม่รับ เราจะเสียไปเลย” ดร.บัณฑูรเอ่ย
แม้จะมีข้อเสนอจากฝั่งนักวิทยาศาสตร์เพื่อหาทางออกระหว่างสองขั้วความคิด “เอา-ไม่เอา” จีเอ็มโอ ว่า สามารถไปด้วยกันได้บนระบบการจัดการอย่างมีมาตรฐาน อาทิ กำหนดเขตแนวกันชน รวมถึงกรอบกติกาอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเล็ดลอด หรือปนเปื้อนนั้น ในมุมมองของ วิฑูรย์ เขาระบุว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้” เพราะแนวคิดดังกล่าว ไม่ได้ตั้งขึ้นอย่างสอดคล้องกับวิถีเกษตรกรรมของบ้านเรา
“พื้นที่เฉลี่ยของเกษตรกรไทยวันนี้อยู่ที่ราวๆ 15 ไร่ และเมื่อเขาจะปลูกข้าวโพดจีเอ็ม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บอกว่า ให้มีแนวกันชน 200 เมตรรอบพื้นที่ มันจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะ 15 ไร่ ถ้าเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส มันก็เท่ากับ 155 เมตร คูณ 155 เมตร แค่จะทำพื้นที่กันชนยังไม่พอเลย”
นอกจากโอกาสที่ละอองเกสรจะปลิวไปสู่พื้นที่แปลงอื่นๆ ซึ่งโดยหลักการแก้ได้ด้วยแนวกันชนแล้ว ยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนได้เช่นกัน อาทิ ไปทางเครื่องมือเก็บเกี่ยว ไถพรวน ซึ่งโดยทั่วไปเกษตรกรจะไม่ได้มีเป็นของตัวเอง และยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการปนเปื้อนระหว่างขั้นตอนการขนส่งและสต๊อคสินค้าอีกด้วย ซึ่งสองตัวแปรหลังนั้น ทางแก้ทำได้วิธีเดียว คือ การจัดการที่ต้องแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด
“ไม่ต้องถามใครหรอกครับ ถามเรากันเองนี่แหละว่า มั่นใจไหม ที่ผ่านมาเราพยายามควบคุมยางพาราไม่ให้บุกขึ้นไปบนภูเขา เราโซนนิ่งข้าวโพดไม่ให้ลามไปในป่าเมืองน่าน ปาล์มน้ำมันไม่ให้มันลุยลงไปในที่ที่ควรจะปลูกข้าวได้มั้ย มันพิสูจน์อยู่แล้วว่า เรายังห่างไกล” ดร.บัณฑูร ร่วมเสริม
และย้ำว่า ประเด็นสำคัญของปัญหา ก็คือ ความเชื่อมั่นในระบบการจัดการ การกำกับดูแลของไทยนั่นเอง





