“แจ่มน้อย” ไม่กลัวแล้ง

ไม้เด็ดการจัดการน้ำจากหมู่บ้านแจ่มน้อย จ.เชียงใหม่ ชุมชนต้นน้ำที่ไม่อยู่เฉย ขอสู้รบกับภัยแล้งด้วยภูมิปัญญาและสองมือ
“ทำไมหน้าหนาวถึงร้อน” คนเมืองหลายคนกำลังรู้สึกเช่นนี้แล้วพากันบ่นอุบถึงสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป
ไม่ต่างกันกับฤดูฝนที่ผ่านมา “ทำไมฝนถึงตกน้อยขนาดนี้” ก็เป็นเสียงบ่นที่ดังมาจากเกษตรกรหลายๆ พื้นที่ที่ต้องพึ่ง “น้ำ” จากฝนเป็นชีวิตจิตใจ
เมื่อความผิดแปลกของฤดูกาลเริ่มชัดขึ้นทุกปี การต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติที่ควบคุมได้ยากก็เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นภารกิจใหญ่สำหรับคนผู้อยู่ใต้ฟ้าอากาศ
“แม้ว่าสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปจะมีผลกระทบในทางลบ แต่ครัวเรือนส่วนใหญ่ก็ยังปรับตัวได้โดยที่ไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน และความรุนแรงที่เกิดขึ้นยังอยู่ในระดับที่ผู้คนเห็นว่า ยังรับมือได้” หนึ่งในข้อสรุปของโครงการวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอากาศ “Where the rain falls?” ระบุไว้ และเวลานี้ก็มีชุมชนที่ทำให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่ทำให้ยัง “รับมือ” ได้ก็คือการลงมือทำเพื่อแก้ปัญหา
ฝนตกที่ไหน?
สูงขึ้นไปจากระดับน้ำทะเล 800-1,700 เมตร บนชุมชนกลางภูเขาสลับซับซ้อนที่มีป่าเป็นบ้าน และมีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตมาตลอด ก็ประสบปัญหาจากฝน ฟ้า อากาศเช่นเดียวกัน
“ช่วงที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ เดือนพฤษภาฯ นี่ฝนตก แต่ตกไม่หนัก ตกแบบมีน้ำเรื่อยๆ ถึงเดือนสิงหาฯ กันยาฯ ก็เริ่มลดลง แต่เดี๋ยวนี้ตกทีเยอะ” เนริ เหน่ออ วัย 51 ผู้ใหญ่บ้านแจ่มน้อย ต.บ้านจันทร์ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สูง
บ้านแจ่มน้อยเป็นที่อยู่ของชาวปกาเกอะญอ 80 กว่าครัวเรือนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กับลุ่มแม่น้ำแม่แจ่มมาหลายชั่วอายุคน ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกข้าวแบบขั้นบันไดเพื่อบริโภคในครัวเรือน และเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับป่า และพึ่งพาน้ำเพื่อดำรงชีวิต ปัจจุบันกลับต้องประสบปัญหาด้านน้ำอย่างรุนแรง เคยเกิดทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วมในปีเดียวกัน
แน่นอนว่า สาเหตุมาจาก “ฝน” ที่ตกไม่เหมือนเดิม
“อากาศมันเปลี่ยนแปลงจากเดิม ช่วงฤดูร้อนก็เปลี่ยนแปลง ร้อนขึ้น ฝนนี่ก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน กว่าจะมีน้ำใช้ก็ปลายเดือนมิถุนาฯ แต่ปกติ พฤษภาฯ ต้องมีน้ำใช้แล้ว เมื่อก่อน ตกก็ตกเลย ตกตลอด ไม่ใช่ว่า ตกหนัก มันตกเบาๆ เมฆนี่ไม่ค่อยมี แต่ช่วงนี้เมฆมืดขนาดนี้ ฝนไม่ตกเลย หรือถ้าฝนตกที ก็จะหายไป ตกรอบนึง แล้วหายไปประมาณกึ่ง (ครึ่ง) เดือน น้ำเลยไม่ค่อยเพียงพอ ไม่เหมือนเมื่อก่อน อาทิตย์นึงตกสองสามครั้ง” เขาย้ำ โดยบอกว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนขึ้นในช่วง 10 ปีมานี้
ความไม่แน่นอนของฝนทำให้การทำนาของชาวบ้านลดลง ส่งผลถึงผลผลิตที่น้อยลงไปด้วย เป็นไปตามโครงการวิจัย Where the Rain Falls? หรือ ฝนตกที่ไหน? โดยองค์กรแคร์นานาชาติ (มูลนิธิรักษ์ไทย) และกลุ่มแอกซ่า (AXA) ได้ศึกษาความเสี่ยงที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 ใน 8 ประเทศตัวอย่าง คือ บังคลาเทศ กานา กัวเตมาลา อินเดีย เปรู แทนซาเนีย เวียดนาม และไทย ที่ศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงของอากาศในไทยได้สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะการเกษตรในพื้นที่สูงที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นอย่างมาก
"โครงการฝนตกที่ไหน? ได้ทำงานร่วมกับชาวบ้าน พบว่า การตกของฝนได้เปลี่ยนรูปแบบออกไป และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรโดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกข้าว อย่างฝนตกช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าว พอข้าวโดนฝนก็จะทำให้ข้าวงอก หรือข้าวมีความชื้นสูงขึ้น ขึ้นรา ทำให้ข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวบ้านเสียหาย ชาวบ้านก็จะไม่มีข้าวพอกินสำหรับทั้งปี เกษตรกรที่เราทำงานร่วมกันส่วนใหญ่จะเป็นชาวไทภูเขา ซึ่งต้องพึ่งพิงข้าวเพื่อบริโภคเป็นหลัก” ดิเรก เครือจินลิ ผู้ประสานงานโครงการฝนตกที่ไหน มูลนิธิรักษ์ไทย อธิบาย
ที่ผ่านมา ปัญหาน้ำของหมู่บ้านแจ่มน้อยมาจากความแห้งแล้ง สมัยก่อนชาวบ้านต้องช่วยกันขุดบ่อน้ำตื้นเพื่อให้มีน้ำใช้ในชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาและแรงงานเดินไปตักน้ำและขนน้ำไปยังครัวเรือน หรือบางครั้งก็มาจากความไม่สม่ำเสมอของน้ำ อย่างปี 2556 และ 2557 ก็เคยเกิดปัญหาน้ำไหลบ่าท่วมพื้นที่นาจนต้องชะลอการปลูกข้าวไปกว่า 1 เดือน
เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนไปจนกระทบถึงปัญหาปากท้องจึงเป็นที่มาที่ผู้วิจัยและชาวบ้านจะร่วมกันทำสิ่งที่เป็นรูปธรรมแก้ปัญหาธรรมชาติ เพื่อให้ชุมชนอยู่กับปัญหาได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น
“ต้องมีการจัดการน้ำของชุมชน ลำห้วยมันมีหลายลำห้วย ทุกวันนี้ ทรัพยากรหรือว่าพื้นที่ก็เท่าเดิม แต่จะเห็นได้ว่า คนในชุมชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำมาหากินลดลง ก็ต้องมีการจัดการ เพื่อที่จะอยู่ในหมู่บ้าน” พงษ์ศักดิ์ เลิศดำเนิน ชาวบ้านแจ่มน้อยเอ่ย
ฝายผสมผสาน
การบริหารจัดการน้ำที่ชุมชนทำได้ก็คือ “ฝาย” เพราะฝายเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีมานาน ยิ่งหากนำมาใช้ร่วมกับการจัดระบบการส่งและกักเก็บน้ำที่ดี นอกจากจะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้อยู่ได้นาน ลดความรุนแรงของกระแสน้ำแล้ว ยังช่วยดักตะกอนดินทรายที่จะเป็นปัญหาให้ลำห้วยตื้นเขินได้ แต่ฝายที่จะแก้ปัญหาความแห้งแล้งได้ทั้งชุมชนนั้นต้องอาศัยการศึกษาเชิงพื้นที่เข้ามาใช้ด้วย
“ฝายแบบเดิมในอดีต เวลาทำ บางทีอาจจะทำแค่ไม่กี่ตัวในหนึ่งลำห้วย ก็ไม่สามารถที่จะสร้างความชุ่มชื้นทำให้ป่าฟื้นได้ หรือบางที่ก็สร้างฝายในห้วยที่สมบูรณ์เพื่อกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรเลย แต่ที่เราพยายามทำ และปรับแก้ คือ มองภาพทั้งหมู่บ้านก่อนว่า มีลำห้วยที่ไหน มีพื้นที่เกษตรตรงไหน” ดิเรกอธิบาย
ก่อนจะสร้างฝาย ชาวบ้านจะต้องสำรวจที่ดินและผืนป่าเพื่อเชื่อมโยงว่า แหล่งน้ำที่พบมีประโยชน์ต่อหมู่บ้านหรือไม่ มีประโยชน์กับครัวเรือนใดบ้าง และมีสภาพอย่างไร จะมีน้ำหรือไม่ เพื่อให้คุ้มกับการลงมือสร้างฝายที่ลำห้วยนั้น โดยมีการใช้แผนที่ GIS (Geographic Information System - ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์) ประกอบการสำรวจ
"เราเลือกห้วยเอง ก็ดูสภาพห้วย มันต้องดูสภาพพื้นที่ ซึ่งแต่ละห้วย น้ำเพียงพอมั้ย มีน้ำที่จะอยู่ได้มั้ย ห้วยไม่มีดินถล่ม มีหินเยอะ ก็พอที่จะสร้างฝายได้ แต่สมมติว่า บางห้วยดินถล่ม ถ้าสร้างมันก็จะไม่ได้ผล” เนริเล่า
ปัจจุบันชาวบ้านสามารถดูแผนที่ GIS เพื่อประกอบในการสำรวจได้เอง โดยใช้เครื่องมือ GPS นำทางให้ เมื่อเดินสำรวจก็จะพบจุดที่สำคัญ เช่น อาณาเขตป่าอนุรักษ์อยู่ถึงบริเวณไหน หรือจะปรากฏห้วยน้ำตรงไหน
"แผนที่เราจะมีอยู่แล้ว แต่มันไม่เห็นแนวเขต ชาวบ้านต้องมาจับพิกัด GPS ก่อน จับพิกัดเหมือนเรารังวัดที่ดิน เดินรอบที่ดินก่อน แล้วเอาตัวเลขที่เป็นพิกัด พิกัด x y ไปใส่ในโปรแกรม มันก็จะโผล่ในแผนที่หลายๆ จุด เราอยากรู้ว่า เป็นที่ทำกินของใคร เราก็ไปจับพิกัด ไปใส่ในโปรแกรมมันก็จะบอก ซึ่งเมื่อชาวบ้านเดินเอง ใช้เอง เขาก็จะรู้แล้ว เขาจะสามารถวางแผนได้ว่า สร้างฝายที่ห้วยนี้มีเกษตรกรกี่คนที่ได้ประโยชน์” ดิเรกเสริม
ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านแจ่มน้อยได้สร้างฝายไปแล้วกว่า 100 ตัว ซึ่งก็ทำให้มีน้ำกินน้ำใช้มากขึ้น แม้จะแก้ปัญหาแล้งไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผลที่ดีขึ้นก็ทำให้ชาวบ้านเดินหน้าสำรวจพื้นที่ และสร้างฝายต่อ
ฝายที่สร้างขึ้นได้ประยุกต์ใช้เพื่อการฟื้นฟูป่า มี 3 รูปแบบ คือ ชั้นที่ 1 เป็น “ฝายดักตะกอนชั่วคราว” หรือฝายภูมิปัญญา สร้างไว้บริเวณต้นน้ำ ใช้วัสดุตามธรรมชาติ เช่น นำหินเรียงกัน หรือใช้เศษไม้ปักให้ถี่ มีไว้เพื่อชะลอการไหลของน้ำและกักตะกอนดินทราย ส่วนฝายชั้นที่ 2 จะเป็น “ฝายดักตะกอนกึ่งถาวร” เรียงด้วยหินผสานกับปูนซีเมนต์ สร้างช่วงกลางของลำน้ำที่ลาดชันไม่มาก และฝายชั้นที่ 3 เป็น “ฝายดักตะกอนแบบถาวร” หรือคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างไว้เพื่อเก็บน้ำที่ล้นมาจากพื้นที่ต้นน้ำ จึงต้องสร้างไว้ที่ตอนล่างของลำน้ำ ซึ่งลำน้ำหนึ่งจะมีฝายแต่ละชนิดกี่ตัวก็ได้
“ฝายที่กั้นน้ำ 1 ตัว ตัวล่างสุด ถ้าน้ำท่วมถึงเต็มที่ น้ำจะล้นฝาย หรือน้ำจะท่วมไปถึงตรงไหน และถึงตรงนั้นเราก็ไปสร้างฝายอีกตัวนึง ก็เป็นเหมือนขั้นบันไดต่อไปเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับความลาดชัน และขนาดความยาวของลำห้วยว่า ห้วยนึงจะสร้างกี่ตัว บางห้วย 40 ตัวก็เต็มแล้ว” ดิเรกบอก
ทั้งนี้จากการลงพื้นที่และสร้างฝายในพื้นที่ 20 ชุมชน 5 อำเภอ ในจังหวัดน่านและเชียงใหม่ คณะผู้วิจัยก็พบด้วยว่า การมีฝายเล็กๆ จำนวนมากนั้นมีประโยชน์มากกว่าการสร้างระบบเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเสียงบประมาณในการสร้างจำนวนมาก
“ถ้าในหมู่บ้านขนาดเล็ก ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบของชาวบ้านระดับนึงแล้ว มันพิสูจน์ว่า ช่วยแก้ไขปัญหาภัยแล้งได้ ลองคิดถึงลำห้วยเป็นก้างปลา ทุกก้างปลามีแบบนี้หมด ทุกห้วยก็มีน้ำลงสู่ห้วยใหญ่ เหมือนมีฝายขนาดใหญ่ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างเขื่อน” ดิเรกบอก
จัดการน้ำให้เป็น
เมื่อมีฝายเพื่อกักเก็บน้ำแล้ว จิ๊กซอว์ตัวต่อไปที่จะทำให้ชาวบ้านเก็บน้ำไว้ใช้ได้ก็คือ “ระบบท่อ” ที่จะต่อลงไปยังครัวเรือน ซึ่งแต่ละบ้านจำเป็นต้องมีถังเก็บ หรือขุดบ่อไว้สำหรับเก็บน้ำเพื่อใช้เวลาที่ฝนฟ้าเกิดไม่เป็นใจเมื่อต้องการใช้น้ำ
วิธีที่ชาวบ้านใช้กันมานานก็คือ การขุด “บ่อหัวนา” ใกล้กับพื้นที่เกษตรเพื่อความสะดวกในการใช้ โดยมีความลึกประมาณ 2 เมตร และมีท่อต่อไปเก็บที่ถังพักปลายนา เพื่อใช้ในช่วงแล้ง
"เราได้คิดค้นและบูรณาการกัน มีผืนนาหลายพื้นที่ที่ไม่มีลำห้วย ชาวบ้านก็จะหาสะดือน้ำ แล้วก็จะขุดบ่อหัวไร่ปลายนา เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาใช้น้ำในการปลูกข้าวได้ อันนี้เป็นวิธีของชาวบ้านที่ได้คิดค้นเกี่ยวกับการปลูกบ่อหัวนา เพื่อตอบโจทย์กับปัญหาของชุมชน” พงษ์ศักดิ์เล่าถึงความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาน้ำของชุมชน
ผู้ใหญ่บ้านแจ่มน้อยเล่าด้วยว่า เมื่อก่อนชาวบ้านมักจะสร้างฝายภูมิปัญญาใกล้กับบ่อหัวนาแล้วดึงน้ำมาใช้ เพียงฝายเดียวก็เพียงพอ แต่ปัจจุบันต้องทำทั้งฝายเพิ่ม และต้องมีบ่อหัวนาไว้ด้วย ซึ่งช่วยได้มากในการเพิ่มผลผลิตในหน้าแล้ง
“อย่างน้อยปีนี้ก็ชัดเจนว่า ทำนาได้ตามฤดูกาล พอทำได้ การเจริญเติบโต เรื่องผลผลิตก็จะสูง ซึ่งชาวบ้านบอกว่า ได้ผลผลิต 2 รอบแล้ว เป็นปีแรกที่มีข้าวเยอะที่สุดในช่วง 30 ปีที่เขาทำนามา เพราะว่ามีน้ำที่จัดการได้” ดิเรกเอ่ย
ไม่ใช่แค่การอุปโภคบริโภค หรือการทำมาหากิน แต่การลงแรงของชาวบ้านยังมีประโยชน์ครอบคลุมไปถึงการรักษาป่า ซึ่งก็ตรงกับแนวคิดของชาวปกาเกอะญอที่เห็นว่า ตัวเองมีหน้าที่นี้เพราะเกิดมากับป่า ทำให้ความร่วมมือรักษาต้นน้ำนี้เป็นไปอย่างดี
“ในห้วย เมื่อก่อนมีปลาด้วย แต่เดี๋ยวนี้ที่น้ำแห้ง เขาก็ไม่มีที่อยู่ เขาอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าชุ่มชื้นขึ้นก็ดีขึ้น รอบๆ ต้นไม้มันก็ขึ้น สัตว์ที่อยู่ในน้ำมันจะอยู่มาก อย่างกบ เขียด มันก็จะมีที่อยู่ด้วย” ผู้ใหญ่บ้านแจ่มน้อยบอก
จากการลงแรงของชาวบ้านและผู้วิจัยโครงการฝนตกที่ไหน เห็นผลว่า ฝายได้ช่วยให้ห้วยมีช่วงที่ไม่มีน้ำสั้นลงจาก 4-6 เดือน เหลือเพียง 2 เดือน ลดปัญหาตะกอนที่ทับถม ชุมชนมีน้ำประปาใช้หลังจากที่ไม่เคยได้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และยังสามารถปลูกพืชในฤดูแล้งได้จากการทำบ่อหัวนา แต่ทั้งนี้ “การบริหารจัดการ” ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องนึกถึง
“อีกอันหนึ่งที่สำคัญคือ ชาวบ้านที่จะต้องบริหารจัดการน้ำ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะเหมือนกับการแย่งน้ำกัน เพราะใครใกล้น้ำก็จะได้ก่อน จะต้องมีกลุ่มการบริหารจัดการของแต่ละลำห้วยเลยว่า น้ำตรงนี้จะทิ้งไปที่ไหน ใครจะใช้ไปปริมาณเท่าไร เราก็จะเข้าไปในเรื่องของการสร้างกลุ่ม ซึ่งรูปแบบการบริหารจัดการ เราก็ให้ชาวบ้านจัดการ” ดิเรกบอก
ปัจจุบันคณะทำงานจัดการน้ำบ้านแจ่มน้อยทำงานด้วยความสมัครใจผ่านการคัดเลือกของชุมชนคอยวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการแก้ไขปัญหา ติดตามผลจากการลงมือของชาวบ้าน ซึ่งมาจากการสร้างกระบวนการการจัดการน้ำร่วมกันทั้งชุมชน โดยได้ขยายออกไปยังชุมชนข้างเคียงเพื่อทำงานร่วมกันด้วย
“การทำงานของเราส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้าน ชวนกันมา แล้วก็มีหน่วยงานด้วย เราชวนตำรวจ ทหาร เข้ามาร่วมกิจกรรม เพื่อจะได้เกิดความร่วมมือ หรือเวลาเกี่ยวข้าว ถ้ามีชาวบ้านที่ว่าง เราก็ชวนมาทำฝาย เพราะเขาเองนี่แหละที่จะได้ใช้ประโยชน์ที่หัวไร่ปลายนา” ผู้ใหญ่บ้านแจ่มน้อยบอก
เพราะการไม่อยู่เฉย และคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวบ้านแจ่มน้อยต่อสู้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้จนประสบผล แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็บอกว่า จะหยุดแค่นี้ไม่ได้...
“เราได้ปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ ต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้ แต่อนาคตก็ต้องคิดต่อไป เราต้องปรับตัวกับ ธรรมชาติเราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะรับมือกับธรรมชาติได้” พงษ์ศักดิ์ย้ำ







