วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Garmeh…อัญมณีแห่งทะเลทรายของอิหร่าน

กว่า 5 ชั่วโมง บนรถบัสของอิหร่าน ที่แม้จะหวานเย็น แต่ทิวทัศน์ตลอดสองข้างทางก็ช่วยให้เวลาดูเหมือนจะหมุนไปเร็วกว่าความเป็นจริง

ผมผ่านทั้งภูเขาที่มีลายหินสีแดง ที่ราบแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยเสาไฟฟ้าทอดยาวเรียงรายที่มีฉากหลังเป็นพระอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวไปอีกฝั่งของโลกในยามเย็น


ผมเดินทางจากเมืองยาซด์ (Yazd) มาถึง การ์เมห์ (Garmeh) ช่วงหัวค่ำ ที่นี่คือหมู่บ้านเล็กที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายในภาคกลางของอิหร่านที่น้อยคนจะมาถึง แท็กซี่จากโฮมสเตย์ที่จองไว้มารอรับอยู่แล้ว และพาผมนั่งรถต่อไปอีก 20 นาที จึงจะถึงที่พัก


อเทชูนีย์ (Ateshooni) คือชื่อของโฮมสเตย์ที่ผมจองไว้ ที่นี่มีห้องให้เลือก 2 แบบ คือแบบหอพัก กับห้องเดี่ยวที่รวมอาหาร 3 มื้อให้ ตอนแรกผมจะเลือกแบบหอพักที่มีราคาถูกกว่า แต่มาร์เชีย เจ้าของอารมณ์ศิลปินผู้ใจดีบอกว่า แถวนี้ไม่มีร้านอาหารแม้แต่ร้านเดียว แน่นอนว่าผมเปลี่ยนใจไปนอนห้องเดี่ยวทันที


ระหว่างนั่งรออาหารค่ำ ก็เริ่มมีแขกทยอยเข้ามาเช็คอินเรื่อยๆ ดูท่าทางแล้ว ผมคงเป็นคนต่างชาติคนเดียวในนี้ เพราะแขกคนอื่นล้วนเป็นชาวอิหร่านจากเมืองใหญ่ ที่เคยมาพักที่นี่แล้วติดใจ จนต้องหวนกลับมากันใหม่ทุกคน สรุปรวมแล้วมีแขกมาพักทั้งหมด 9 คนด้วยกัน


หลังจากนอนเอาแรงจนถึงวันรุ่งขึ้น ก็ตื่นมาจัดการกับอาหารเช้า ผมได้พบกับดร.ซูซาน หมอรักษาดวงตาจากเตหะราน ที่เลือกใช้วันหยุดของเธอมาพักผ่อนที่การ์เมห์เช่นกัน เธอบอกผมว่าเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว เพราะติดใจในธรรมชาติท่ามกลางทะเลทราย เลยอาสาขอนำทางผม ไปดูบ่อน้ำที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก


เดินแค่ 10 นาทีจากโฮมสเตย์ เราก็มาถึงบ่อน้ำที่ดร.ซูซานบอก ความพิเศษของมันก็คือ มีปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายอยู่เต็มลำธาร และเราสามารถทำสปาเท้าแบบธรรมชาติสุดๆ ได้! และนั่นคือครั้งแรกของผมในการทำฟิชสปา


หลังกลับมาจากลำธาร แขกของโฮมสเตย์ทุกคน ก็เตรียมตัวกันขับรถไปยังทะเลทราย เขาชวนผมไปด้วย ผมที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงยินดีไปกับเขาอย่างเต็มใจ พูดตามตรงว่าผมมาถึงนี่โดยไม่มีแผนอะไรเลย รู้แค่ว่าการ์เมห์ เป็นสถานที่ที่หนังสือโลนลี่แพลเน็ตแนะนำให้มา และอยู่ท่ามกลางทะเลทรายเท่านั้น ปัญหาก็คือ ที่นี่ไม่มีร้านค้า ร้านอาหาร หรือสถานที่อำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น ผมที่มาแบบฉายเดี่ยว เลยต้องขอหนีบไปกับเขาด้วยคน
ผมได้นั่งรถของโรซี หลานสาวของดร.ซูซาน และรุสเบ สามีของเธอ ทั้งสามคนดูจะชอบพูดคุยกับผมเป็นพิเศษ เพราะโรซีและรุสเบแต่งงานกันที่เกาะพะงันในบ้านเรานั่นเอง


ระหว่างทางพวกเขาเริ่มเล่าเรื่องราวของการ์เมห์ให้ผมฟัง


แต่เดิมนั้นการ์เมห์เป็นหมู่บ้านที่แทบไร้ผู้คน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ต่างย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่กันจนหมด เช่นเดียวกับมาร์เชีย หนุ่มใหญ่ผมยาวตามแบบฉบับศิลปินที่เกิดในหมู่บ้านนี้ แต่เมื่อเขาโตขึ้น เขาจึงเกิดความคิดอยากกลับมาพลิกฟื้นการ์เมห์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว


สิ่งที่มาร์เชียทำ คือการเปลี่ยนบ้านของตัวเองให้กลายเป็นโฮมสเตย์ นั่นคือหนึ่ง แต่ผลที่ตามมาคือ เมื่อไม่มีรถโดยสารประจำทางที่สามารถนำนักท่องเที่ยวมาถึงบ้านของเขาได้แม้แต่คันเดียว เขาจึงชักชวนให้ผู้มีรถยนต์ในหมู่บ้าน ให้ทำหน้าที่แท็กซี่ รับ-ส่งคนระหว่างท่ารถบัส กับบ้านของเขา


เมื่อเริ่มมีนักท่องเที่ยว เขาก็ได้แนะนำให้บรรดาผู้หญิงและเด็กในหมู่บ้าน ทำงานฝีมือหัตถกรรม อย่างตะกร้าสาน ที่ผลิตจากไม้ท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานมาขายเป็นของฝาก แถมเหล่าคนเลี้ยงอูฐแห่งทะเลทรายก็ได้รับการติดต่อผ่านเขา ให้ทำหน้าที่ไกด์ พานักท่องเที่ยวขี่อูฐตะลุยทะเลทราย


เรียกได้ว่าสิ่งที่มาร์เชียทำ คือการพลิกฟื้นเมืองที่เกือบร้าง ให้กลายเป็นโอเอซิสที่ชุ่มชื่น


เรามาถึงทะเลทรายในอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ทะเลทรายคราวนี้แตกต่างจากคราวที่แล้วที่ผมได้ไปเยือนอยู่บ้าง เมื่อมันแลดูมีความละเอียด และมีลายหยักที่เกิดขึ้นเพราะลมพัดแรงให้เห็นอยู่ทั่วไป 

แต่สิ่งที่ทำให้ประทับใจ คือคราวนี้ผมไม่ได้มาคนเดียว หรืออยู่กันแค่สองคนกับไกด์ในทะเลทรายเหมือนครั้งก่อน แต่มีผู้ร่วมทางด้วยอีกตั้งเกือบสิบคน!
พวกเราปูเสื่อ ปิคนิค กินของว่างกัน รอจนฟ้ามืดก็เริ่มก่อไฟ แล้วเสียงดนตรีพื้นเมืองที่บรรเลงโดยมาเชียร์ก็ดังขึ้น เสริมการดูดาวรอบกองไฟให้เต็มไปด้วยสีสัน


เราขับรถกลับมาโฮมสเตย์ประมาณสามทุ่ม ซึ่งทันมื้อเย็นทันที ผมประทับใจกับอาหารที่นี่ เป็นแกงรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ที่กินพร้อมกับข้าว แป้ง และแยมวอลนัท ผมสงสัยว่าเนื้อสัตว์ในแกงที่กินอยู่คือเนื้ออะไร เมื่อถามจึงได้คำตอบว่า มันคือเนื้ออูฐ ยิ่งกว่านั้น เนื้อสัตว์ในอาหารทุกมื้อของอเทชูนีย์ ก็ล้วนเป็นอูฐทั้งสิ้น


หลังมื้อค่ำ มาเชียร์ก็หยิบเอาเครื่องดนตรีหน้าตาแปลกประหลาดออกมาเล่น มันมีหน้าตาเหมือนขลุ่ยที่อันใหญ่เท่าบ้องข้าวหลาม ยาวราวเมตรครึ่ง ขณะที่เขาเป่าเครื่องดนตรีอันนี้ ก็ใช้เท้าตีอุปกรณ์ประกอบจังหวะไปด้วย ฟังดูให้ความรู้สึกเหมือนดนตรีอิเล็คโทรนิกส์นิดๆ


ผมถามมาร์เชียว่าเครื่องดนตรีนี้เรียกว่าอะไร เขาบอกว่าไม่มีชื่อเรียก เพราะเขาทำเอง


เราปิดฉากวันนี้ด้วยการเป่าเค้กวันเกิดให้โรซี่ พร้อมเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน ก่อนผมจะขอตัวไปพักผ่อน เพื่อเตรียมไปทริปขี่อูฐในวันถัดไป พวกเขายอมให้ผมไปนอน แต่ต้องแลกด้วยการเต้นระบำกับมีดตัดเค้ก ตามสไตล์อิหร่าน และนั่นคือคืนที่เต้นรำเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี