ป.ปลา พายั่งยืน

ป.ปลา พายั่งยืน

เมื่อกระแสอาหารปลอดภัยมาแรง ขบวนการ “คนจับปลา” จึงขอเสนอตรา Blue Brand มาตรฐานอาหารทะเลแด่ “คนกินปลา”

เพื่อการันตีสินค้าว่า ทั้งปลอดภัย และเป็นธรรม

“ขายดีแบบชัดเจนมากก็เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมานี่แหละค่ะ” คำตอบพร้อมรอยยิ้ม จาก เสาวลักษณ์ ประทุมทอง เมื่อถูกถามถึงผลการตอบรับที่ชาวเมืองมีต่อร้านคอนเซปต์ใหม่ในธุรกิจอาหารทะเลอย่างร้าน “คนจับปลา” ซึ่งตัวเธอรับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้าน และยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการผลักดันให้เกิดระบบอาหารทะเลที่ทั้งปลอดภัยต่อผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นธรรมต่อปากท้องของพี่น้องชาวประมงไปพร้อมๆ กัน

จากเริ่มต้นเคยสั่งซื้อปลาทูแค่ไม่กี่สิบกิโลกรัมต่อครั้งในช่วงเริ่มแรกคือเมื่อปีที่แล้ว แต่เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ทางร้านต้องสั่งปลาทูจากพี่น้องชาวประมงมากถึงครั้ง 200 - 300 กิโลกรัมเพื่อให้เพียงพอสำหรับยอดออร์เดอร์ที่จู่โจมเข้ามา ทั้งลูกค้ารายย่อย ไปจนถึงร้านอาหารต่างๆ ที่มองหาแหล่งซัพพลายอาหารทะเลปลอดภัย และเชื่อใจได้

เสาวลักษณ์วิเคราะห์ถึงที่มาของยอดขายโตอย่างน่าตกใจว่า น่าจะมาจากสองสาเหตุสำคัญ หนึ่งคือ จากกรณีรัฐบาลตรวจเข้มเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้สังคมตื่นตัวไปกับการทำประมงที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่วนเหตุผลที่สองคือ เป็นผลจากการขยายช่องทางการขายใหม่ที่ปิดดีลหน้าร้านสำคัญของตลาดกลุ่มผู้รักสุขภาพอย่าง เลมอน ฟาร์ม ได้สำเร็จ

ปัจจุบันร้านคนจับปลารับสินค้าจากท้องทะเลที่จับโดยเครือข่ายประมงพื้นบ้านทั้งสิ้น 7 ชุมชนใน 4 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์, ตรัง, สตูล และนครศรีธรรมราช ซึ่งส่งอาหารทะเลมาป้อนสู่ท้องชาวกรุงพร้อมการันตีในเรื่องความสดสะอาด และไร้สารฟอร์มาลีนตลอดทาง ตั้งแต่กลางทะเล การแปรรูป และการเก็บรักษาสินค้าเพื่อรอจำหน่ายสู่มือลูกค้า โดยมียอดเงินหมุนเวียนเพื่อสั่งซื้อสินค้ามาป้อนสู่ตลาดคนเมืองที่ราวเดือนละ 2 แสนบาท โดยมียอดสั่งซื้อทะลุ 1 ล้านบาทสำหรับปีแรก (มิถุนายน 2557 - พฤษภาคม 2558) ของกิจการเล็กๆ นี้

 

ปลอดภัย

กระแสของผู้คนโดยเฉพาะชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจในการดูแลรักษาสุขภาพ การบริโภคอาหารปลอดภัย ถือเป็นแรงส่งที่ค่อนข้างมีน้ำหนักมากในการแจ้งเกิดให้กับร้านคนจับปลา

เพราะเดิมที ทุกๆ ครั้งที่เห็นตัวปลาเนื้อแน่นแข็ง ลูกค้าแทบร้อยทั้งร้อย ต้องคิดว่า แสนจะสด โดยหารู้ไม่ว่า นั่นคือความสดที่คิดเองเออเอง และเนื้อปลาที่แน่นเด้งดึ๋ง ก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ได้ว่า นี่คือปลาสดเพิ่งพ้นจากทะเลมาหมาดๆ เพราะอาจจะถูกอาบด้วยสารฟอร์มาลีนเพื่อคงความสดแบบปลอมๆ มาแล้วก็เป็นได้

“กับเรือใหญ่ที่ออกทะเลนานๆ ก็มีตั้งแต่ 7 วันไปจนถึงออกไปเป็นเดือนก็มี ซึ่งการจะดูแลเก็บรักษาสัตว์น้ำในจำนวนเยอะๆ และนานๆ แบบนี้ ก็อาจะมีการใช้สารเคมีบางอย่างเพื่อดูแลความสด ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้เลยว่า เขาใส่หรือเปล่า และถ้าใส่ เขาใส่ลงไปในขั้นตอนไหนบ้าง บางทีก็ใส่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ใส่จากเรือแล้ว พอมาถึงแพก็ใส่อีกก็ได้” เสาวลักษณ์ เอ่ยถึงเบื้องหลังความสดแบบปลอมๆ ที่ผู้บริโภคอาจไม่ทราบ หรือทราบก็อาจไม่ทันการณ์ เพราะต้องเสียเงินให้ค่ายา ค่าหมอเพราะป่วยจากอาการแพ้จนต้องเข้าโรงพยาบาลก็ได้

ในขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านออกจับปลา ใช้เวลาไม่เกินหนึ่งวันในการนำของทะเลสดใหม่มาลงแพปลา สินค้าทั้งหมดก็จะถูกส่งไป ปนกับสินค้าจากประมงพาณิชย์ลำใหญ่ที่อาจจะอัดแน่นด้วยสารเคมีมาแล้วก็เป็นได้

“สัตว์น้ำทุกชนิดมาจากกี่เจ้าต่างก็มารวมอยู่ที่คนกลาง อันนี้มาจากชาวประมงพื้นบ้านใช้วิธีจับแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ใส่สารฟอร์มาลีน แต่อันนี้มาจากอวนดำที่ออกเรือไปแล้ว 30 วันก็มีวิธีเก็บรักษาอีกแบบ หรืออันนี้มาจากอวนลากก็เป็นอีกแบบ ทั้งสามแหล่งมาขายที่คนๆ เดียวกัน แล้วก็ส่งต่อไปแหล่งใหญ่อย่าง ท่าข้าม หรือ มหาชัย หรือแหล่งใหญ่ของประเทศที่รับซื้อสัตว์น้ำ ซึ่งก็จะมีพ่อค้ามา รับซื้ออีกต่อเพื่อเอาไปส่งตามห้าง หรือตลาด แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า สินค้าที่เราซื้อไปมีสารปนเปื้อนหรือไม่ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า เขาเก็บรักษาอย่างไร อาจจะแช่แข็ง หรือไม่แช่แข็งแต่ใส่สารฟอร์มาลีนมาเลยก็ได้ เราไม่มีทางรู้ เพราะมันไม่ได้มีกระบวนการตรวจสอบ” เธอตั้งข้อสังเกต

ทั้งนี้ สารที่มักพบว่า ถูกเติมเข้าไปเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีตั้งแต่ สารฟอกขาว ใส่ในปลาหมึกเพื่อให้หนังขาวใส, สารกันเชื้อรา ใส่ในอาหารทะเลแปรรูป เช่น หมึกแห้ง ปลาแห้ง, ยาฆ่าแมลง ใส่ระหว่างทำอาหารทะเลแห่งเพื่อป้องกันแมลงวันมาหยอดไข่ และยอดฮิตติดอันดับหนึ่งตลอด ก็คือ ฟอร์มาลีน ที่มักจะถูกใส่ลงไปในอาหารทะเล กุ้ง และ ปลาหมึก เพื่อให้ดูสดตลอดเวลา

ขณะที่รูปแบบที่เป็นอยู่ของร้านคนจับปลา คือ ทางร้านจะรับซื้อสินค้าจากชาวประมงพื้นบ้านที่ผ่านการทำความเข้าใจเรื่องกระบวนการจับปลาและเรื่องอาหารปลอดภัยแล้วเท่านั้น

“สมมติเขา (ชาวประมงพื้นบ้าน) ออกเรือคืนนี้ตีสอง อย่างมากสุด คือ 8 ชั่วโมงจะถึงฝั่ง อย่างเร็วสุด 2 ชั่วโมงก็กลับ แล้วก็เอามาส่งเรา เราจะมีจุดรับซื้อแปรรูป ทำความสะอาดทุกอย่างเสร็จที่ ในหมู่บ้านเลย แล้วเราก็เอาลงตู้แช่แข็งเลย นี่คือกระบวนการซึ่งสั้นที่สุด และเก็บรักษาความสดได้ดี เพราะเราทำความสะอาดเลย แพ็คระบบสุญญากาศ และแช่ฟรีซทันที ทำให้สามารถคงความสดได้อย่างน้อย 2-3 เดือน แต่ไม่เคยเก็บนานขนาดนั้นหรอกนะคะ หมดก่อน (หัวเราะ) ”

เมื่อเอ็นจีโอปรับวิธีคิด และรู้จักใช้หลักมาร์เก็ตติ้งเพื่อเข้าถึงคนมากขึ้น การรับรู้ และ เข้าใจในเรื่องอาหารทะเลปลอดภัยก็เริ่มดีขึ้นเป็นเงาตามตัว ขณะเดียวกันก็ทำการบ้านเรื่องพฤติกรรมการบริโภค

“ลูกค้าเราเป็นคนกรุงเทพฯ เป็นคนชั้นกลางระดับสูง ฉะนั้นเขามองหาสินค้าคุณภาพ ราคาไม่ต้องถูกก็ได้ แต่ต้องดี ขณะเดียวกันก็ต้องสะดวกต่อการปรุงหรือทาน เช่น ทำแพ็คขนาดพอเหมาะ ให้พอกินสำหรับครอบครัวเล็ก และทำให้ง่ายต่อการใช้ชีวิตในคอนโด เช่น คนสองคนสามารถซื้อปลาอินทรีย์หนึ่งแพ็คไปทำสเต็กได้กำลังพอดี ไม่ต้องเหลือเก็บ”

ยอดขายหลักล้านต่อปีที่แม้จะเกินคาด แต่ก็ยังไม่ใช่เป้าหมายที่ร้านคนจับปลา ตลอดจน สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้าน แห่งประเทศไทย ต้องการจะเดินไป เพราะตามแผนการที่วางไว้ ร้านนี้เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือเพื่อกรุยทางหาความเป็นไปได้ของ ‘ฝัน’ ที่ใหญ่กว่านั้นในนามของ บลูแบรนด์ (BLUE BRAND STANDARD)

 

เป็นธรรม

“บลูแบรนด์” คือ อะไร ?

ถ้าอธิบายแบบสั้นๆ บลูแบรนด์ ก็คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยมี สมาคมรักษ์ทะเลไทย และ องค์การอ๊อกแฟม ประเทศไทย ร่วมกันรับผิดชอบ ตลอดจนลงพื้นที่พูดคุยกับชาวประมงเพื่อหา จุดกึ่งกลางของ “มาตรฐาน” ที่ควรจะเป็นเกี่ยวกับวิธีการทำประมงที่รับผิดชอบและยั่งยืน

“เราค้นพบว่า การทำงานกับชาวบ้านโดยอาจจะไปสร้างอาชีพ หรือสอนวิธีการอะไรสักอย่างแก่เขา ในระยะยาวมันยั่งยืนไม่พอ แต่เราต้องการหาเครื่องมือให้ชาวบ้านยืนได้ด้วยตัวเอง และทำให้แน่ใจในคุณภาพของสินค้าที่เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน” วีระพงษ์ ประภา ผู้ประสานงานภาคเอกชน องค์การอ๊อกแฟม ประเทศไทย ร่วมอธิบายความ และเล่าว่า ปกติ ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลนั้นมีการใช้มาตรฐานที่ชื่อว่า MSC (Marine Stewardship Council) คือตรามาตรฐานของอาหารทะเลในระดับสากลซึ่งมีแนวคิดคล้ายกันกับบลูแบรนด์

“แต่การจะเอาตรานี้มาใช้ได้ ต้องมีค่าใช้จ่ายในกระบวนการอย่างต่ำก็ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมันสูงเกินกว่าที่ชาวประมงพื้นบ้านจะจ่ายไหว เมื่อมันไม่ตอบโจทย์ประมงพื้นบ้าน เราจึงต้องสร้างมันขึ้นมาเอง โดยหวังจะให้บลูแบรนด์เป็นเหมือนเครื่องมือให้ชาวประมงใช้เป็นหลักในการควบคุมคุณภาพของสินค้า แล้วก็ยังเป็นเครื่องมือในการสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วย” วีระพงษ์ อธิบาย และบอกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนากรอบกฎเกณฑ์ และสร้างเครือข่ายคณะกรรมการเพื่อความโปร่งใสและเชื่อถือได้

แต่ระหว่างการคิดหาทางเดินต่อให้กับบลูแบรนด์ว่า ควรจะเป็นในรูปแบบไหน มีกติกาอย่างไร และจะประสบความสำเร็จได้จริงไหมนั้น วิสาหกิจชุมชนของชาวประมงท้องถิ่นอย่าง “ร้านคนจับปลา” จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อการนี้ นั่นคือ การเป็นโมเดลทดสอบความเป็นไปได้ และในอีกทางหนึ่งก็ศึกษาและเตรียมความพร้อมให้กับทางฝั่งผู้บริโภคด้วย

"จริงๆ ร้านคนจับปลาเป็นโมเดลของบลูแบรนด์อยู่แล้วตั้งแต่ตอนเริ่มต้นคิด แต่มันยังไม่มีคำตอบว่าบลูแบรนด์จะไปในทิศทางไหน เราไม่มีพื้นที่รูปธรรมในการพิสูจน์ว่า บลูแบรนด์จะนำไปใช้ได้ยังไง กระทั่งเรามีร้านคนจับปลา มันก็ทำให้บลูแบรนด์ชัดขึ้น

แต่เป้าหมายของบลูแบรนด์ เราไม่ได้จะทำให้แค่ร้านคนจับปลาได้ใช้ แต่เป้าหมายมันกว้างกว่านั้น เพราะมันจะเข้ามาเพื่อรับรองการทำประมงอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวประมงอื่นๆ ที่แม้จะไม่ได้ทำงานกับร้านคนจับปลาก็ตาม เพราะถ้าเราผูกขาดเราก็ไม่ต่างอะไรกับพ่อค้าคนกลางคนนึง

  เราอยากให้มีมาตรฐาน เพื่อที่ต่อไปมันจะเป็นแบรนด์ไหนก็ได้ ยี่ห้อลุงอะไรก็ได้ ตราบใดที่มีตราบลูแบรนด์ประทับอยู่ ก็สามารถการันตีได้ว่า สินค้านี้ได้มาจากการทำประมงที่ยั่งยืน ใช้เครื่องมือที่รับผิดชอบ ไม่มีสารปนเปื้อน" เสาวลักษณ์ ร่วมอธิบาย และบอกว่า ตราบลูแบรนด์นี้ จะเริ่มนำออกใช้ในปี 2559

และเนื่องจากเกณฑ์หลักของบลูแบรนด์ คือ “ความเป็นธรรม” ของอาหารทะเลตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ซึ่งจะต้องไม่มีใครถูกกดขี่

แรงงานในเรือประมงต้องได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันเราเองก็รับซื้อสินค้าอย่างเป็นธรรม ชาวประมงได้ประโยชน์ เราอยู่ได้ ผู้บริโภคก็อยู่ได้ เสาวลักษณ์ อธิบายถึงคำว่า “เป็นธรรม”

เนื่องจากที่ผ่านมา การกำหนดราคาสินค้า ไม่เฉพาะอาหารทะเลเท่านั้น โดยมากจะอยู่ที่พ่อค้าคนกลาง และตลาดข้างนอก ไม่ใช่ชาวประมง หรือเกษตรกร

“ยกตัวอย่าง ผู้บริโภคอยู่ปลายทาง ได้กินปลาทูโลละ 120 แต่พ่อค้าคนกลางรับซื้อจากชาวประมง อาจจะแค่ 20 -30 บาท หรืออย่างกุ้ง ก็มีปัญหาเรื่องการกำหนดขนาด ที่ถูกกำหนดโดยพ่อค้าคนกลาง ไซส์ใหญ่ของชาวประมง อาจจะกลายเป็นไซส์กลาง ของคนมารับซื้อ ขณะที่พอเขาเอาไปขายต่อ เขาก็จะบอกว่า นี่คือ ไซส์ใหญ่ แต่ถ้าเป็นของเรา จะมีการตกลงกัน ว่า ขนาดกี่ตัวต่อกิโล ถึงจะเรียว่าไซส์ใหญ่ หรือไซส์กลาง”

นอกเหนือจากนั้นยังมีหลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยการใช้เครื่องมือประมงที่จะต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ถูกกฎหมาย ไม่ขัดกติกาชุมชน รวมทั้งสามารถระบุแหล่งที่มาและชนิดเครื่องมือที่ใช้จับได้ และที่สำคัญ คือ ชาวประมงทั้งหมดในเครือข่ายจะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการรักษาทรัพยากรทะเลและชายฝั่งของชุมชนประมงพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง

“เราหวังว่า บลูแบรนด์ จะเป็นเครื่องมือให้เกิดแนวคิดเรื่องธุรกิจที่มีศีลธรรมที่จับต้องได้ และอยากให้คนฉุกคิดในเรื่องนี้มากขึ้น เพราะสินค้าบางอย่างแล้วอาจมีประโยชน์สูง แต่มันสร้างหรือทำลายคุณค่าทางสังคมกันแน่ ไข่ไก่ที่เราทานมันเกิดขึ้นบนภูเขาหัวโกร๋นจริงหรือไม่ หรือน้ำมันจากปาล์มน้ำมันที่เป็นความหวังในเรื่องพลังงานทดแทนนั้น มันคือต้นตอของควันไฟในอินโดนีเซียซึ่งเกิดจากการเผาป่าและลามมาถึงภาคใต้ของบ้านเราใช่หรือเปล่า”

เพราะที่สุดแล้ว บลูแบรนด์ อาจไม่ใช่แค่ตัวชี้วัดถึง ความปลอดภัย หรือ เป็นธรรม แต่ยังควรจะสร้างการ ฉุกคิดในทุกๆ การผลิต หรือ การบริโภคว่า เป็นไปอย่างยั่งยืนหรือไม่ต่างหาก