ปฏิญญา‘ดงพญา’ ดูแลป่า รักษาน้ำ

ปฏิญญา‘ดงพญา’ ดูแลป่า รักษาน้ำ

จะด้วยแรงโปรโมททางการท่องเที่ยว หรืออิทธิฤทธิ์ของโซเชียลมีเดีย ภาพภูเขาหัวโล้นในจังหวัดน่านได้กลายเป็นดราม่าของคนเมืองผู้โหยหาธรรมชาติไปแล้ว

...และมันกำลังจะนำไปสู่ดราม่าเรื่องต่อไป

การเกิดขึ้นของ‘หุบเขาข้าวโพด’ในจังหวัดน่าน ไม่ใช่ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ใช้เวลาไม่กี่ปี แต่เป็นผลประกอบการของคนหลายกลุ่มซึ่งโยงใยผลประโยชน์ของคนอีกหลายกลุ่ม จนส่งผลกระทบถึงผู้คนและระบบนิเวศในระดับวิกฤติ

ผลการศึกษาของแผนงานความยากจนและสิ่งแวดล้อม (Poverty-Environment Initiative: PEI) ในประเทศไทย ระบุว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าธรรมชาติในจังหวัดน่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นที่พื้นการเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการพาณิชย์อย่างรวดเร็วจนคาดไม่ถึง โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อปี พ.ศ. 2553 ตัวเลขกลมๆ ของพื้นที่เพาะปลูกอยู่ที่ 9 แสนไร่และเพิ่มขึ้นทุกปีหลังจากนั้น

ผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คือการพังทลายของดินบนพื้นที่ลาดชัน การชะล้างตะกอนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในช่วงฤดูฝน ครั้นพอถึงฤดูแล้ง ภูเขาสีน้ำตาลก็ถูกซ้ำเติมด้วยไฟป่าและหมอกควัน ซึ่งคนที่ต้องทนทุกข์มากกว่าใคร ก็คือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดที่ทำเท่าไหร่ก็ไม่รวยสักที แถมยังต้องเผชิญกับพิษของสารเคมีทั้งที่สูดดมเข้าไปและปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

เรื่องนี้คนน่านรู้ดีว่าเพราะอะไร และทำไมถึงต้องทน!

เขตปลอดข้าวโพด

“ที่ผ่านมาเราพูดคุยกันหลายมิติว่า การปลูกข้าวโพดมีผลกระทบต่อชุมชนตรงนี้อย่างไรบ้าง ต่อสิ่งแวดล้อมตรงนี้อย่างไรบ้าง แล้วเราก็เห็นร่วมกันว่าพื้นที่ของเราจะต้องไม่มีการปลูกข้าวโพด” นี่คือสัญญาประชาคมของคนดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน 

เมธวัฒน์ พุทธธาดากุล นายกอบต.ดงพญา ประธานโครงการป่าชุมชนบ้านสะปัน ย้อนถึงที่มาของการประกาศเขตปลอดข้าวโพดว่า มาจากการพูดคุยเปิดใจของคนในชุมชน

"ผลกระทบอย่างแรกที่เราตกผลึกก็คือ ความมั่นคงทางด้านอาหารในชุมชนลดลงจากการปลูกข้าวโพด สาเหตุเนื่องมาจากต้องใช้สารเคมี พอใช้สารเคมี สิ่งแวดล้อมตรงนั้นก็ถูกทำลายไปโดยปริยาย แม้แต่พืชผัก เห็ดที่ขึ้นในบริเวณนั้นก็ไม่สามารถที่จะเก็บมาบริโภคได้ 

ผลกระทบอย่างที่สอง ทรัพยากรป่าไม้ของเราถูกทำลาย เพราะต้องการขยายพื้นที่ปลูก สาม แม่น้ำลำห้วยปนเปื้อนสารเคมี สี่ วิถีของผู้คนในชุมชนเปลี่ยนไป จากพึ่งพิงธรรมชาติ จากที่เคยเก็บเห็ดเก็บผักเก็บหน่อไม้ในผืนป่าในลำห้วยมาบริโภค ก็ไม่กล้าเอามากิน ต้องหาสตางค์ซื้อ

อีกอันหนึ่งคือสุขภาพย่ำแย่ ที่เรารู้เพราะมีการตรวจเลือดพี่น้องในชุมชน วัดปริมาณสารเคมีในเลือด ปรากฎว่าที่ผ่านมาเยอะ แต่พอเราไม่มีการปลูกข้าวโพด ลดการใช้สารเคมี ปรากฎว่าคนที่อยู่ในหมู่บ้านก็จะลดลงหรือแทบไม่มี ทีนี้ก็จะเหลือแค่พี่น้องที่ไปรับจ้างต่างอำเภอ ต่างจังหวัด กลับมามาตรวจก็ยังเจออยู่"

กระบวนการปรับทุกข์นี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2545-46 ก่อนจะนำมาสู่ข้อสรุปที่ว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ไม่คุ้มค่าในการลงทุน ส่วนอีกเหตุผลที่ทำให้คนดงพญาพยักหน้าใส่กากบาทให้กับ “ข้าวโพด” อย่างจริงจัง ก็คือ

โดยสภาพภูมิศาสตร์ตำบลดงพญาถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญ มีแหล่งน้ำ 239 แห่ง ทั้งหมดไหลลงสู่ลำน้ำว้า จากลำน้ำว้าจะไหลลงสู่แม่น้ำน่าน และแม่น้ำน่านก็จะไหลรวมกับแม่น้ำสายอื่นๆ กลายเป็นน้ำต้นทุนให้แม่น้ำเจ้าพระยา

“สิ่งที่พวกเราคิดคือ บ้านเราเป็นตำบลที่เป็นแหล่งต้นน้ำ ถ้าเราสนับสนุนการปลูกข้าวโพดก็จะเป็นปัญหากับพี่น้องที่อยู่ในอีกหลายๆ อำเภอ อีกหลายๆ จังหวัด น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคก็จะปนเปื้อนสารเคมี พอเรามองเห็นภาพอย่างนั้นก็เลยมีการพูดคุยกันว่า ถ้าเราทำอยู่ผลกระทบเกิดขึ้นไม่เฉพาะคนบ้านเรา แต่คนเกือบครึ่งประเทศไทยด้วย”

การปลดแอกตัวเองจากวิถีข้าวโพดจึงเริ่มต้นด้วยการมองหาเกษตรกรรมทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงโคกระบือ การปลูกไม้ผลและกาแฟแซมผืนป่า 

“ตอนนี้เราอยู่ในช่วงทดลองปลูกทุเรียนหมอนทอง สนับสนุนไปประมาณ 260 ไร่ เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ส่วนกาแฟเราก็มีตลาดรองรับให้ชาวบ้าน รวมทั้งสนับสนุนให้ค้าขายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหาร ของชำทั่วไป แล้วก็มีการส่งเสริมผลิตภัณฑ์หวายที่บ้านสะปัน”

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของทางรอดในการสร้างรายได้เพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพดที่ชาวบ้านช่วยกันคิดช่วยกันทำ ซึ่งผลตอบรับก็ดีเกินคาด เพราะนอกจากจะประกาศตัวเป็นเขตปลอดข้าวโพดได้เต็มปากแล้ว คนที่นี่ยังมีจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์แบบเต็มร้อยด้วย

“เมื่อปีที่แล้วมีพี่น้องจากตำบลบ่อเกลือเหนือมาขอเช่าพื้นที่ แล้วเจ้าของที่ก็ไม่ได้คุยกันว่าเขาเช่าทำอะไร ปรากฎว่าเขามาปลูกข้าวโพด ข้าวโพดก็ขึ้นเต็มเลย เราก็ตกใจ จะใช้อำนาจของนายกอบต.สั่งตัด ก็ไม่ได้ ทำไงดี ก็เลยเชิญเจ้าของกับผู้ใหญ่บ้านมานั่งคุยกัน บอกว่าขอนะ ขอจริงๆ พื้นที่ตรงนี้เราไม่สนับสนุนในเรื่องการปลูกข้าวโพด  ถ้าเขาปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี เรายินดี แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ ผลสุดท้ายคือเขาก็ยอม ไม่ทำ อันนี้เราก็คุยกันดีๆ ด้วยความรักกัน ไม่ได้ใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไร คุยกันด้วยมิตรภาพจริงๆ เขาก็ให้ความร่วมมือ”

ถึงวันนี้ก็ยังมีความพยายามจากนายทุนภายนอกที่จะเข้ามาใช้พื้นที่นี้ปลูกข้าวโพด ซึ่งคำตอบที่ได้ สั้นๆ ง่ายๆ ว่า “ไม่”

“เขาบอกว่าคนดงพญานี่โง่ มีพื้นที่ดีๆ แต่ไม่ปลูกข้าวโพด ผมก็เลยบอกว่า ผมยอมเป็นคนโง่ในสายตาของพวกคุณ แต่สุขภาพของพี่น้องเราดี อันนี้เขาก็มีสิทธิว่า แต่เราก็ทำของเราไป ไม่จำเป็นที่ใครต้องมาเหมือนเรา และก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องไปเหมือนใคร” เมธวัฒน์ ว่าอย่างนั้น

แม้ว่าแนวทางนี้จะทำให้ชาวดงพญาไม่ต้องกลับไปหาข้าวโพดอีก แต่ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกก็คือ บางบ้านมีข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค

“บางพื้นที่ของอำเภอดงพญาอยู่ในเขตอุทยานฯ ไม่สามารถที่จะขยายพื้นที่ในการเพาะปลูกข้าวไร่ได้ เราก็เลยเอาข้าวจากพื้นที่ที่ปลูกได้ไปช่วยเหลือเขา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ ส่งข้าวไปขาย แต่คนไทยรอบนอกไม่มีข้าวกิน ถือเป็นเรื่องน่าเศร้า”

ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความมั่นคงด้านอาหาร ประมาณปี พ.ศ. 2552-53 ชาวบ้านจึงเริ่มทำงานร่วมกับกองทุนสนับสนุนงานวิจัยแห่งชาติ (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ 

“การหนุนเสริมตรงนี้ทำให้คนในชุมชนเกิดการเรียนรู้ เข้าใจบริบทของตนเองเพิ่มขึ้น อย่างน้อยชาวบ้านถือปากกา ถือสมุด ลุกขึ้นมาแล้วก็เขียนว่าบ้านเรามันเป็นอย่างไร แต่ละหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านก็เป็นหัวหน้าทีมวิจัย ทำให้เรารู้ข้อมูลสภาพหมู่บ้านตัวเองว่าสมควรที่จะบริหารจัดการบ้านตัวเองอย่างไร เกิดภาคีเครือข่ายความร่วมมือในเรื่องของการรักษาความสมดุลทางธรรมชาติในพื้นที่ดงพญาร่วมกัน” 

สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นความเข้มแข็งที่ก่อร่างสร้างขึ้นจากฐานคิดของชุมชน แต่ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดการทรัพยากร ซึ่งก้าวสำคัญอีกก้าวคือการร่วมกันพัฒนาโครงการ “แนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูฐานทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนบ้านสะปัน หมู่ 1 ตำบลดงพญา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน” โมเดลเริ่มต้นในการดูแลป่ารักษาต้นน้ำที่เกิดขึ้นจากตะกอนความคิดของชาวบ้านเอง

“วิถีชีวิตของพี่น้องที่อยู่ตรงนี้ 80-90% นั้นรักความสงบ รักทรัพยากรธรรมชาติ หมู่บ้านเรามีป่าต้นน้ำ ป่าชุมชน ป่าผีฮีต ป่าผีเมือง อันนี้คือวิถีที่พี่น้องรักษาไว้” นายกอบต.ดงพญา กล่าว พร้อมทั้งแสดงจุดยืนว่าที่นี่ไม่สนับสนุนการปลูกป่า

“ถามว่าทำไมไม่สนับสนุนให้มีการปลูกป่า ผมบอกว่า ป่าไม่จำเป็นต้องปลูกก็ได้ ถ้าท่านดูแลหรือรักษาหรือไม่ทำลาย ไม่มีการตัด ไม่มีการบุกรุกแผ้วถาง ไฟไม่ไหม้ป่า 5 ปีต้นไม้ก็ท่วมหัวแล้ว ขอแค่ให้เรามีหัวใจรักเขาไว้ก็พอแล้ว เขาขึ้นเองโดยไม่ต้องปลูก การปลูกนั้นหลายๆ หน่วยงานปลูกเสร็จก็ขึ้นป้าย แล้วก็พากันถ่ายรูป แต่ถามจริงๆ เถอะว่า ปลูกแล้วใครดูแล แต่ของเราตรงนี้เราบอกพี่น้องว่าไม่ต้องช่วยกันปลูก แต่ขอให้ช่วยกันรักษาสิ่งที่เรามีเอาไว้ ป่าจะขึ้นมาเองตามธรรมชาติ” 

ซีเอสอาร์ ปัญหาหรือทางออก

แม้น่านจะมีหลังอิงเป็นภาคการเกษตร แต่ฉากหน้าคือแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามทั้งธรรมชาติและวัฒนธรรม นาทีนี้ใครต่อใครจึงอยากจะยื่นมือเข้ามาโอบอุ้ม‘น่าน’ให้สวยงามเหมือนที่ฝัน 

“สิ่งที่ผมสนใจคือ การมองจากข้างบนลงมา มองแบบเหยี่ยวเนี่ย เขาจะเห็นไหมนะสิ่งที่ชุมชนทำ สิ่งที่ชาวบ้านทำ สิ่งที่องค์กรท้องถิ่นทำ สิ่งที่ผมกังวลคือทำอย่างไร ความคิดข้างนอกที่เป็นความปรารถนาดี มันจะไม่พุ่งมาตัดสินใจว่าจะต้องทำอะไร ทำอย่างไร ทำที่ไหน โดยมองข้ามฐานความรู้ความคิดของชาวบ้าน” ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักคิดนักวิชาการที่ติดตามปัญหาป่าไม้และสิทธิชุมชนมาตลอด แสดงความเป็นห่วง 

“สิ่งที่เกิดขึ้นที่น่านไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่คนน่านลุกขึ้นมาทำลายป่า ลองดูพื้นที่ป่าในขณะนี้ ป่าน่านเหลืออีกประมาณ 50-60 เปอร์เซนต์ เป็นจังหวัดลำดับที่สามในภาคเหนือที่ยังมีป่ามากที่สุด” อาจารย์ย้ำว่าคนน่านไม่ควรเป็นจำเลย เพราะการเข้ามาของพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยวมีรัฐและนายทุนเป็นตัวขับเคลื่อน

“ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง คนที่อยู่กรุงเทพไม่มีงานทำก็กลับบ้าน กลับบ้านมาพอมีที่ดินก็ต้องหาวิธีทำกิน ข้าวโพดซึ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายมีนายทุนก็ขยายมากขึ้น ทำให้พื้นที่ถูกเคลียร์เป็นอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล ทุกวันนี้ถือเป็นครึ่งหนึ่งของพื้นที่เกษตรของจังหวัดน่านทั้งหมด”

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเกิดจากภูมิคุ้มกันของคนในพื้นที่ที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ไม่สามารถต้านทานกระแสต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาได้ ซึ่งไม่เฉพาะแต่ข้าวโพด ยังหมายถึงโครงการซีเอสอาร์สารพัดที่มาพร้อมกับความหวังดี

“ย้อนหลังไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยที่เมืองไทยจีดีพี 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ บริษัทใหญ่ๆ ทุ่มเงินมาเป็นร้อยล้านทำซีเอสอาร์ทั่วเมืองน่าน แต่พอหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง โครงการเหล่านี้ก็เลิกไป บทสรุปตรงนั้นคือ มันเป็นความคิดที่เกิดจากคนกรุงเทพที่ หนึ่งมีเงิน สองมีความคิดว่าต้องทำอย่างนี้ถึงจะดี ส่วนใหญ่ก็ลงมาจ้างคนปลูกป่า สุดท้ายพอหมดเงิน ชาวบ้านก็กลับมาทำอย่างเดิม”

บทเรียนจากวันนั้นสะท้อนภาพที่น่ากังวลว่ามหกรรมซีเอสอาร์ที่กำลังจะกลับมาเยือนน่านอีกครั้ง นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหายังอาจบั่นทอนคนในท้องถิ่นให้อ่อนแอลงไปอีก เนื่องจากโครงการที่ผุดขึ้นมาแบบปูพรม ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรแสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไร หวังจะสร้างน่านโมเดลขึ้นมาเป็นของตนเอง โดยมองข้ามความเป็นจริงในพื้นที่

“กระแสการพัฒนาฟื้นฟูต้นน้ำน่านกำลังจะเกิดขึ้นอย่างมโหฬาร ซีเอสอาร์บริษัทใหญ่ๆ ทุ่มเททั้งงบประมาณ กำลังคน การบริหารจัดการลงมา นักพัฒนาหลายคนขณะนี้ไม่ได้มองถึงเรื่องของวิถีชุมชน ไม่ได้มองถึงเรื่องของท้องถิ่น ทุกคนมองถึงเรื่องการฟื้นป่า ทุกคนมองตัวเลขว่าเอาป่ากลับมาเท่านี้ๆ แต่ทุกคนไม่ได้เคยมองเลยว่ามีกี่ชุมชน ชุมชนทำมาหากินบนฐานวัฒนธรรมอะไร เขาอยู่รอดด้วยอะไร อะไรที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาไม่สามารถทำให้รูปแบบการทำมาหากินมันสมดุลยั่งยืนได้” อ.เพิ่มศักดิ์ มองมุมต่าง

เมื่อไม่รู้จักก็ไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจจะเข้าถึงและพัฒนาได้อย่างไร คือคำถามที่แม้แต่คนน่านเองก็สงสัย

“ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวมากๆ คือการตัดสินชาวบ้านโดยฐานข้อมูลจากข้างบน เช่น ฟันธงว่าชาวบ้านทำลายป่า ฟันธงว่าชาวบ้านอยู่กับยาเสพติด มีปัญหาชายแดน ฟันธงว่าชาวบ้านใช้สารเคมีมากมายมหาศาล ทั้งที่ความจริงทุกลุ่มน้ำทั่วประเทศไทย ภาคการเกษตร 99 % ใช้สารเคมีทั้งนั้น ที่ไหนก็กระทบทั้งนั้น แต่ขณะนี้คนเมืองน่านกลายเป็นจำเลยของสังคม เป็นจำเลยที่ค่อนข้างจะแรงมากๆ จนคนน่านแทบจะไม่มีโอกาสได้เอ่ยปากอธิบาย”

ในทัศนะของนักวิชาการท่านนี้ น่านเป็นพื้นที่ที่มีเครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายทางวัฒธรรมเป็นฐานเดิมอยู่แล้ว การทำโครงการต่างๆ หากต่อยอดจากทุนทางสังคมและการมีส่วนร่วมของชุมชนน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเมกะโปรเจ็คท์ที่ทุ่มงบมหาศาลลงมาโดยไม่พิจารณาบริบทของพื้นที่

“ไม่มีใครไปปฏิเสธว่า คุณห้ามนำโปรเจ็คท์เข้ามา ผมว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่การตัดสินใจเป็นเรื่องของชาวบ้าน”

ขณะเดียวกันคนน่านเองก็ต้องตั้งหลักให้ดี พร้อมที่จะนำความรู้ภูมิปัญญาและข้อมูลที่มีมาเสนอเป็นแผนพัฒนาในบริบทของตนเอง

“อย่างพื้นที่นี้ (อ.บ่อเกลือ) ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ มีการเชื่อมโยงทรัพยากรกับชุมชน มีฐานวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีการปะทะสังสรรค์กันระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ ผมอยากเห็นที่นี่เป็นโมเดลให้กับอำเภออื่นๆ ของน่าน” 

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ชุมชนเข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นมาปกป้องฐานทรัพยากรของตนเอง นั่นคือกุญแจที่หาเจอของการพลิกฟื้นผืนป่า ไม่ใช่แค่การกำจัดข้าวโพดให้หมดไป

“ความคิดที่ว่ายุติข้าวโพดแล้วยุติปัญหานี่มันไม่จริง ถ้าเราดูตั้งแต่ 50- 60 ปีก่อนตอนเกิดฝิ่น รัฐก็ใช้พืชเศรษฐกิจทดแทนฝิ่นอย่างไม้ดอก สุดท้ายไม้ดอกมาพร้อมสารเคมีเต็มต้นน้ำลำธาร จากไม้ดอกก็มากะหล่ำ มามะเขือส้ม แล้วก็มาขิง มาข้าวโพด คล้ายๆ กับว่ากระแสโลกมันผลักดันให้เกิดความต้องการที่ดิน ต้องการใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิตเนี่ยมันรุนแรงมาก ฉะนั้นบริษัทนี้ไม่มาทำ บริษัทอื่นก็มาทำ เอกชนทำไม่ได้ ก็ผ่านรัฐบาลมาทำ พูดง่ายๆ ว่ามันกดดันให้ชาวบ้านไม่สามารถปกป้องตัวเองได้” 

ข้าวโพดจึงเป็นแค่โจทย์เล็กๆ ของปัญหาที่ใหญ่กว่า อย่างระบบเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม ระบบการจัดการป่าที่ไม่ยั่งยืน

“เราต้องคิดถึงการพัฒนาระบบใหม่ที่มันเป็นธรรมและยั่งยืน มีความเสถียร แล้วทำให้ชาวบ้านสามารถเป็นเจ้าของกิจการของตนเองได้ ไม่ใช่กลายเป็นทาสในไร่นาอยู่อย่างนี้”

เพราะไม่เช่นนั้น เป็นไปได้ว่าทศวรรษหน้าก็อาจมีพืชหน้าใหม่ตกเป็นจำเลยของสังคมร่วมกับชาวบ้านหน้าเก่าๆ อีก