บันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการจักรยานไปเรียบร้อยแล้ว
กับงานปั่นที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยานพาหนะชนิดนี้ได้เข้ามาในประเทศไทย ไม่แน่ว่ากระแสจากงาน Bike for Mom อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมจักรยานที่ชาวสองล้อถีบใฝ่ฝันมาตั้งนานนมก็เป็นได้
อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่พูดกันมานานหลายปีจนเลื่อนแล้วเลื่อนอีกเพราะความไม่พร้อมหลายอย่าง แต่น่าจะลงตัวกันสักทีในปีนี้ที่ประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในด้านเศรษฐกิจ เมื่อรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community - AEC) ว่ากันว่าประชาคมจะมีอำนาจต่อรองและขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงเพิ่มความแข็งแกร่ง ภูมิต้านทาน เพื่อรับมือกับปัญหาใหม่ๆ ระดับโลก และเป้าหมายสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจ
ตั้งแต่เริ่มมีคนพูดถึง AEC ทุกฝ่ายก็ตื่นตัว เข็นหลากหลายกิจกรรมขานรับ และเป็นการประกาศความพร้อมกลายๆ โดยเฉพาะสถาบันการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะธนาคารน้อยใหญ่ที่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แน่นอน แต่ก็ยังไม่มีใครจับสองเรื่องระหว่างจักรยานและ AEC มารวมเป็นเรื่องเดียวกัน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น ‘วันอาเซียน’ ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จัดแข่งขันจักรยาน One Ride for ASEAN presented by CIMB THAI เพื่อฉลองวันอาเซียน
ทำให้วันอาเซียนซึ่งตรงกับวันที่ 8 เดือน 8 ของทุกปี ปีนี้ดูจะมีสีสันและแตกต่างจากปีก่อนๆ มาก เดิมทีมีแต่กิจกรรมเกี่ยวกับชาติอาเซียน เกี่ยวกับเศรษฐกิจ อาจน่าสนใจสำหรับบางคนแต่ไร้สีสันสำหรับหลายคน ทว่าเมื่อกิจกรรมเกี่ยวกับ AEC ถูกนำมารวมกับกิจกรรมกีฬาจักรยาน กระแสรักสุขภาพที่กำลังมาแรงอยู่ในตอนนี้ จึงได้รับความสนใจจากนักปั่นทุกเพศทุกวัย หน้าใหม่หน้าเก่า จากทั่วสารทิศ ทำให้ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ดูคึกคักผิดหูผิดตา
เช้าวันนั้นอากาศดีมาก ทำให้นักปั่นเกือบ 800 คน มีสีหน้าแจ่มใสไม่แพ้สภาพอากาศ แต่ไม่รู้ว่าเช้าเกินไปหรือเปล่าทำให้ชาวบ้านหนองใหญ่ยังปิดประตูบ้านกันอย่างสงบเงียบ
งานปั่นรายการนี้เป็นงานแข่งที่ค่อนข้างมีมาตรฐานเลยทีเดียว โดยแบ่งเป็นรุ่นระยะทาง 88 กิโลเมตร 44 กิโลเมตร และ 20 กิโลเมตร หมายความว่ามีทั้งขาแรงที่หวังชัยชนะและขาชิลที่จะมาชิมบรรยากาศ
ทันทีที่เสียงสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้น นักปั่นนับร้อยชีวิตในแต่ละรุ่นทยอยปั่นไปตามเส้นทางรอบอำเภอ กลุ่ม 88 กิโลเมตรออกตัวไปก่อน ตามด้วย 44 กิโลเมตร และปิดท้ายด้วยขาชิล 20 กิโลเมตร
จักรยานทุกคันแล่นไปตามเส้นทางใน อ.หนองใหญ่ ทั้งที่ช่วงชีวิตหนึ่งของผมเคยอยู่ที่ชลบุรีร่วมครึ่งทศวรรษแต่หนองใหญ่กลับห่างไกลทั้งระยะทางและจากการรับรู้ของผมยิ่งนัก ผมรู้ว่าชลบุรีมีครบองค์ประกอบทั้งความเจริญ ป่าเขา ทะเล น้ำตก แหล่งอุตสาหกรรม แหล่งวัฒนธรรม แต่ก็เพิ่งเข้าใจว่าธรรมชาติที่ยังเขียวขจีนั้นมากระจุกตัวอยู่ที่หนองใหญ่มิใช่น้อย
พ้นที่ว่าการอำเภอ ผ่านถนนใหญ่ หลังจากนั้นคือสองข้างทางที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่ความอุดมสมบูรณ์ของแมกไม้ตามธรรมชาติ แต่พื้นที่เกือบครึ่งเขียวไปด้วยพืชเศรษฐกิจที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องชาวบ้านที่นี่ด้วย เช่น สวนยาง ไร่อ้อย
ปั่นผ่านสวนยางสลับไร่อ้อย ชวนให้คิดถึงพืชเศรษฐกิจทั้งสองชนิดที่เคยรุ่งเรือง จนตอนนี้บางอย่างทำได้เพียงช่วยประทังชีวิตเกษตรกรที่ปลูก...
ในอดีตยางพารามีราคาแพงถึงกิโลกรัมละ 120 บาท ทำให้เกษตรกรที่ปลูกช่วงนั้นมีฐานะดีเป็นเศรษฐีกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะภาคใต้ หลังจากกระแสยางฟีเวอร์ทั่วประเทศ เกษตรกรจึงหันมาปลูกยางพารากันอย่างจริงจังทั่วประเทศ เหตุผลที่ราคายางสูงลิ่วในอดีตเพราะมีเพียงไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียเท่านั้นที่ผลิตส่งออกไปยังประเทศใหญ่ๆ เช่นจีนได้ แต่ปัจจุบันจีนได้ผลิตยางพาราเองได้เอง มิหนำซ้ำประเทศเพื่อนบ้านเรา เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม ก็ผลิตได้เช่นกัน ความต้องการยางพาราจึงลดลงจนราคายางตกต่ำทั่วประเทศ
ด้วยเส้นทางมีทั้งทางเนินและทางราบ แต่การปั่นไปคิดไปช่วยให้ลืมเหนื่อยได้มาก ยิ่งเรื่องที่คิดนั้นหนักหนาและเกี่ยวพันกับความลำบากของเกษตรกรก็ช่วยเป็นแรงผลักดันให้การปั่นจักรยานดันเนินเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเลย
พอถึงกิโลเมตรที่ 20 กว่าๆ เพื่อนสนิทของนักปั่นก็มาทักทาย เพื่อนคนนั้นมีชื่อว่าตะคริว ตะคริวเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งร่างกายขาดน้ำ ขาดเกลือแร่ หรือแม้แต่ขาดแร่ธาตุ เช่น แมกนีเซียม โพแทสเซียม สำหรับผมน่าจะขาดน้ำเพราะวันนั้นฟ้าเปิด อากาศสดใส นั่นหมายความว่าแดดก็แผดจ้าด้วย พอเจออากาศแจ่มในบวกกับทิวทัศน์ดีๆ ทำให้ปั่นเพลินจนลืมจิบน้ำ ความร้อนระเหยน้ำในร่างกายตลอดเวลา มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่กล้ามเนื้อน่องและต้นขากระตุกจนขมวดกันเป็นปมแน่น
ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงโอดโอยลงจากจักรยานแล้วเรียกหน่วยพยาบาลให้มาดูแล แต่จากประสบการณ์ทั้งที่ประสบเองและจากเพื่อนๆ พี่ๆ นักปั่น ทำให้รู้ว่า “เป็นนักปั่นอย่าสำออย!”
ตลอดระยะทางอีก 20 กว่ากิโลเมตรที่เหลือ (ปั่นประเภท 44 กิโลเมตร) จึงปั่นปั่นไปทุบไป เรียกได้ว่าผมมีตะคริวเป็นเพื่อนไปจนถึงเส้นชัย...ไม่เหงาเลย
สำหรับประเภท 20 กิโลเมตร เพื่อนนักปั่นเล่าว่าเป็นอีกประเภทที่แม้จะปั่นน้อยแต่ก็มีสีสันมาก เพราะมีนักปั่นท้องถิ่นมาร่วมสนุก และที่เป็นไฮไลต์คือ คุณยายวัย 82 ปี ที่ลงปั่นด้วยจักรยานแม่บ้านธรรมดา ไม่มีเกียร์ แต่ปั่นแซงจักรยานคนหนุ่มสาวที่แม้จะปั่นจักรยานมีเกียร์แต่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแบบฉลุย
แม้ผมเข้าเส้นชัยไปแล้วพร้อมกับอันดับที่ไม่ดีนัก แต่เมื่อย้อนกลับไปก่อนจะเข้าเส้น บรรยากาศเงียบๆ เมื่อเช้าแปรเปลี่ยนเป็นชาวบ้านออกมายืนหน้าบ้านตัวเองส่งเสียงเชียร์กันอย่างคึกคัก นี่อาจเป็นการแข่งขันที่บางคนหวังผลที่เส้นชัย แต่ผมหวังผลที่ระหว่างทาง
ธรรมชาติสองข้างทาง ถนนเรียบๆ ได้ครุ่นคิดอะไรต่อมิอะไร ได้สู้กับร่างกายที่อ่อนแอกว่าหัวใจ และเสียงเชียร์จากชาวบ้าน แค่นี้ก็พอแล้ว
...ไม่สิ...ยังมีอีกสองอย่าง คือหวังว่ากระแส Bike for Mom จะไม่มอดไปเปล่าๆ ปลี้ๆ และ AEC จะพัฒนาประเทศสมาชิกได้อย่างคุ้มค่ากับที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกหลายรอบ





