วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถอดสมการ ‘ปั่น’

กิจกรรม Bike for Mom ไม่เพียงสร้างความทรงจำอันทรงคุณค่าให้แก่ทุกชีวิตในสังคมไทย แต่ยังเปิดประตูไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีในหลายด้าน

‘จักรยาน’ ได้สร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้แก่ประเทศไทย จากเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ‘Bike for Mom ปั่นเพื่อแม่’ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนทั่วประเทศต่างหลอมรวมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกิจกรรมครั้งนี้

ความมหัศจรรย์จากพลังสองล้อของนักปั่นกว่าแสนชีวิต ได้ทำลายสถิติเดิมของโลกลงอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับคำถามที่ติดตามมาในใจของหลายๆ คนว่า หลังจากนี้แล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ? กระแสการปั่นจักรยานที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ย่อมหมายถึงเส้นกราฟที่กำลังลดต่ำลงกระนั้นหรือ

คำตอบมิได้เป็นเช่นนั้น ด้วยความมั่นใจจากหลายเสียงบนพื้นที่นี้ ซึ่งลงความเห็นร่วมกันว่า จักรยานกำลังจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของสังคมไทย ที่เราไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

 

ทอล์ค ออฟ เดอะ เนชั่น

  ความสำเร็จที่ล้นหลามของปรากฏการณ์ปั่นเพื่อแม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำหรับ วินิจ เลิศรัตนชัย ออร์แกไนเซอร์ผู้ผ่านงานอีเวนท์ระดับชาติมาแล้วหลายงาน เอ่ยว่า งานนี้ไม่ใช่แค่ ‘ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์’ แต่ถือเป็น ‘ทอล์ค ออฟ เดอะ เนชั่น’ เลยก็ว่าได้ โดยเชื่อว่า แม้กระทั่งผู้จัดงานเอง ก็คาดไม่ถึงว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้

“นี่คือปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นัก กับการที่จะรวมความเลื่อมใส ศรัทธาของคนไทยมาได้เช่นนี้ ที่ผ่านมา คนไทยเองก็ไม่ได้มีความร่วมไม้ร่วมมือกันแบบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว และที่เกิดขึ้นได้ในครั้งนี้ เพราะความศรัทธาในสถาบันฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของคนไทย ทำให้คนไทยได้มาทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อแสดงความจงรักภักดี”

นอกจากนี้ หากวิเคราะห์ในแง่ของการจัดอีเวนท์ วินิจ บอกว่า ด้วยองค์ประกอบของงานต้องถือว่า ‘ลงตัว’ มาก เพราะนี่คือเป็นอีเวนท์ที่คนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่เฉพาะแต่คนที่ออกมาปั่นจักรยานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทุกๆ คนที่ได้รับทราบข่าว ต่างก็ตื่นเต้นไปด้วย

“หลังจากอีเวนท์นี้ ผมอยากให้เกิดการขยายผลต่อเนื่อง เช่น รณรงค์เรื่องการออกกำลังกาย การขยายถนนหรือจัดสรรให้มีเลนจักรยาน และกระตุ้นให้สังคมมีความถ้อยทีถ้อยอาศัยกันระหว่างรถยนต์และจักรยาน ส่วนผู้มีอำนาจก็อยากให้ใช้จังหวะนี้ในการชับเคลื่อนให้อีเวนท์นี้เกิดประโยชน์และมีพลังสูงสุด”

 

‘มิติใหม่’ ของความสัมพันธ์

กรรณิการ์ สงฆ์เจริญ อดีตผู้สื่อข่าว ที่ทำงานในวงการสื่อสารมวลชนมากว่า 30 ปี ให้ความเห็นต่องานนี้ว่า เป็นกิจกรรมที่สะท้อน ‘มิติใหม่’ ของความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากัตริย์กับประชาชน และแสดงถึง ‘ความแข็งแรง’ ของสถาบันฯในสังคมไทย\

“เรามองเห็น 2 ประเด็น ประการแรก คือกิจกรรมนี้แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงเข้าพระทัยในการเปลี่ยนแปลงของสังคม ทรงแสดงให้เห็นว่า ทรงเข้าพระทัยว่า สังคมกำลังไปในทิศทางไหน ประชาชนต้องการอะไร และทรงน้อมพระองค์ลงมาเพื่อใกล้ชิดประชาชน สังเกตว่า กิจกรรมนี้ไม่เหมือนงานอื่นๆ ของสถาบันฯ ที่เคยเน้นด้านการพัฒนาความเป็นอยู่และยกคุณภาพชีวิตของประชาชนคนยากคนจน เพราะการปั่นจักรยานเป็นกระแสสังคมที่เข้าถึงและใกล้คนอีกกลุ่มหนึ่งของสังคม ที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องทางเศรษฐกิจ อันนี้ถือเป็นมิติใหม่ ในความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันฯกับประชาชน”

“ประการที่สอง มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ในแง่ที่ประชาชนมองว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงพระฟิตแอนด์เฟิร์ม ดูแข็งแรง นั่นน่ะ เชิงสัญลักษณ์ กิจกรรมนี้สะท้อนความเข้มแข็งและความแข็งแกร่งของสถาบันฯ ที่จะอยู่ในสังคมไทย ในวันงาน นอกจากคนมาปั่นจักรยานแล้ว ยังมีพสกนิกรที่มารอรับเสด็จและตะโกนถวายพระพร ‘ทรงพระเจริญ’ เพื่อมีส่วนร่วมกับในการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ด้วย

 

เมืองจักรยานตื่นตัว

ด้าน สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท จังหวัดที่มีผู้ออกมาปั่นในกิจกรรม Bike for Mom มากที่สุดในประเทศ ตามสถิติกินเนสส์บุ๊ค จำนวน 7,412 คน บอกว่า เป็นเพราะการส่งเสริมให้คนหันมาขี่จักรยานตั้งแต่ปลายปีที่แล้วตามโครงการ “ชัยนาทเมืองจักรยาน 12 เดือนแห่งการปั่น” ประกอบกับการอยากแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ จึงทำให้คนชัยนาทออกมาได้มากมายขนาดนี้

“เหมือนเป็นพื้นฐานที่ดีอย่างหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ แล้วก็คนที่ยังไม่ได้สนใจจักรยานมาสนใจมาขี่จักรยานกันอย่างแพร่หลาย จากเดิม ชัยนาทมีนักปั่นครั้งนึงประมาณสองพันคน ยกเว้นเดือนมีนา ที่มีประมาณห้าพันคน แต่ปั่นเพื่อแม่เป็นปรากฏการณ์ใหม่ ที่มีมากกว่าหมื่นห้าแน่นอนถ้ารวมคนที่ไม่ลงทะเบียนด้วย”

สุทธิพงษ์เล่าว่า ปกติแล้ว ชาวชัยนาทก็ตื่นตัวเรื่องจักรยานอยู่แล้ว แต่อยู่ตามชุมชนหรือหมู่บ้าน แต่การรวมตัวครั้งใหญ่นี้ได้ทำให้ความสำคัญของจักรยานในสายตาประชาชนมีเพิ่มขึ้นมาก

“ชมรมจักรยานมีเป็นร้อย ชื่อแปลกๆ เก๋ๆ มีตามหมู่บ้าน จำนวนคนต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน” สุทธิพงษ์บอก

เขาเห็นว่า การตื่นตัวเรื่องการปั่นเพื่อสุขภาพโตขึ้นเรื่อยๆ นักปั่นหน้าใหม่ก็เพิ่มขึ้นในทุกวัย ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ได้ตอบรับกระแสนี้โดยการจัดสรรงบฯ ให้จังหวัดชัยนาทเพื่อทำไบค์เลนแล้ว คาดว่าจะเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

“ชัยนาทเมืองจักรยาน เราไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อจักรยาน เพื่อคนชอบขี่ แต่ละเป็นเครื่องมือในการไปสู่ change for good ทำให้คนสุขภาพร่างกายแข็งแรง การท่องเที่ยวดีขึ้น สิ่งแวดล้อมดีขึ้น อย่างปั่นปลูกป่า ก็ปลูกได้เป็นพันไร่ เรามีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอันซีนได้ ก็เพราะจักรยาน” สุทธิพงษ์ยกตัวอย่างถึงการเชื่อมโยงจักรยานเข้ากับเรื่องอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้ทั่วประเทศ

“ถ้ารัฐบาลสามารถจัดระบบระเบียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ยอมลงทุนไบค์เลน ให้มีเครือข่ายที่ครอบคลุม จักรยานมันจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมเลย ด้วยคุณค่าของจักรยานมันไม่สูญหายไปหรอก แต่เงื่อนไขก็คือว่า เราต้องทำให้จักรยานมีเส้นทางที่ปลอดภัย รับรองใครๆ ก็อยากขี่ทั้งนั้น” สุทธิพงษ์บอกและยืนยันว่า นี่ไม่ใช่กระแสที่จะมาแล้วก็ไป

 

กระตุ้นต่อมอยากปั่น

  ศักดิ์ศิษฎ์ ปรจรีย์ กรรมการสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพ แม้จะไม่ใช่นักปั่นมืออาชีพ แต่ปั่นจักรยานตั้งแต่เด็ก และเมื่อ 3 ปีที่แล้วปั่นจริงจัง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เพราะเป็นกีฬาที่ทำแล้วมีความสุข

ดังนั้น กิจกรรมปั่นเพื่อแม่ เขาไม่พลาดแน่ การปั่นจักรยานที่ผ่านมา เขามองว่าสร้างแรงบันดาลใจให้มือใหม่หัดปั่น และคนที่ไม่เคยปั่นจักรยาน ให้หันมาสนใจมากขึ้น

“คนที่ไม่เคยรู้เรื่องจักรยานเลย ไม่รู้แม้กระทั่งสัญญาณการปั่นจักรยาน กฎกติกา กิจกรรมครั้งนี้ ทำให้พวกเขาได้รู้เรื่องเหล่านี้มากขึ้น ผมมองว่ากระแสการปั่นจักรยานจะไม่หยุดลงง่ายๆ คนที่มีความรู้สึกดีๆ กับการปั่นจักรยานก็จะมีความมั่นใจมากขึ้่น ผมได้คุยกับข้าราชการผู้ใหญ่หลายคน แม้จะปั่นไม่ค่อยไหว แต่พวกเขาบอกว่า ต่อไปจะซ้อมมากขึ้น ซึ่งครั้งนี้ พระองค์ท่านช่วยจุดประกายให้คนทั้งประเทศเห็นความสำคัญของการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ และบนถนนวันนั้น ก็มีตั้งแต่เด็กจนถึงคนสูงอายุออกมาปั่นจักรยาน เป็นนิมิตหมายที่ดีครับ”

นอกจากความสนุกในการปั่นจักรยาน พวกเขายังได้รู้จักสังคมนักปั่นมากขึ้่น ซึ่งเรื่องนี้ ศักดิ์ศิษฎ์ บอกว่า ในวันนั้นได้เห็นผู้นำหน้าใหม่ในการปั่นจักรยาน พวกเขามีส่วนร่วมในหลายเรื่อง ทั้งการจัดแถว จัดระเบียบ แบ่งปันเรื่องต่างๆ กับนักปั่นกลุ่มย่อย

“เพราะทุกคนออกมาปั่นเกินความคาดหมาย แรกๆ คิดว่าจะเกิดความวุ่นวาย แต่มีการวางแผนที่ดี ซึ่งผมมองว่า ในอนาคตคงจะมีการรวมตัวกันเพื่อปั่นจักรยานมากขึ้น รวมถึงการรณรงค์ทำเลนจักรยานที่ปลอดภัยมากขึ้น”

สร้างเทรนด์เที่ยวไทย

แม้จะไม่ใช่นักปั่นขาประจำ แต่ สมชาย ชมภูน้อย ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็รักการขี่จักรยานไม่ใช่น้อย ยืนยันได้จากการผลักดันให้เกิดเส้นทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว จำนวน 13 เส้นทาง ใน 13 จังหวัดของภาคกลาง

“ทำไมจักรยานน่าสนใจ เพราะ หนึ่ง-ปั่นแล้วดีต่อสุขภาพ สอง-ประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานคนเป็นหลัก สาม-เรื่องของจักรยานยังสามารถเชื่อมเครือข่ายได้ สมาคมหรือชมรมจักรยานอะไรที่เป็นกลุ่มก้อนกัน ในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ ก็จะสร้างเครือข่ายกันได้ และไม่ว่าจะสูงต่ำ ดำขาว รวยจน เมื่ออยู่บนหลังอานแล้ว ทุกคนเท่ากันหมด”

ในแง่ของการท่องเที่ยว บางคนอาจมองว่า กลุ่มจักรยานไม่สร้างมูลค่าในการท่องเที่ยว เพราะประหยัดกับทุกเรื่อง ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว สวนทางกัน ผอ.สมชาย เผยว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังในการจับจ่าย และจักรยานเป็นไลฟ์สไตล์ใหม่ที่กำลังมาแรง

“วงการท่องเที่ยวเองเรามองไว้ว่าอีก 4 ปีข้างหน้ากระแสนี้จะแรงมาก แต่เรายังไปไม่ถึงกระแสนั้น เผอิญท่านนายกฯ จัดกิจกรรม Bike For Mom นี่จึงเป็นกระแสไปทั่วโลก ทำให้คนทั่วโลกได้เห็น และเป็นการปั่นที่ยิ่งใหญ่ ทำลายสถิติ กินเนสส์ บุ๊ค เวิลด์ เรคคอร์ด ด้วย นักปั่นมากันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ข้าราชการ คนพิการ ครอบครัว นักกีฬา คนในวงการบันเทิง มากันหมดทุกวงการ งานนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งงานที่ทำให้เกิดภาพทางการตลาด เป็นการพีอาร์ประเทศในภาพใหญ่ไปทั่วโลก”

ผอ.สมชาย มองว่า ผลที่ได้จากกิจกรรมครั้งนี้ มีแต่ผลดีกับทุกภาคส่วน และจะนำไปสู่การพัฒนาให้เกิดโครงการต่างๆ อย่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีการสนับสนุนให้แต่ละจังหวัดขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเส้นทางจักรยาน และทุกภาคจะต้องมีเลนจักรยาน ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในปีงบประมาณหน้า

“เมื่อกระแสมาแล้วเราพยายามผลักดันให้เกิดการใช้จักรยานเพื่อการท่องเที่ยว คนปั่นจักรยานไม่จำเป็นต้องไปปั่นแข่งขันเหมือนเป็นนักกีฬาขนาดนั้นก็ได้ แต่ปั่นเป็นไลฟ์สไตล์เพื่อการท่องเที่ยว เรามองเรื่องจักรยานเป็นตัวขับเคลื่อนเชิงการตลาดที่สำคัญ และก็ใช้จักรยานเป็นพาหนะในการดื่มด่ำกับธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ” ผอ.สมชาย สรุป

 

เปลี่ยนภาพลักษณ์ประเทศ

ยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศไทย (สนท.) วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Bike for Mom ว่า ได้สร้างรูปธรรมที่ชัดเจนให้แก่สมการ “จักรยาน-กีฬา-สุขภาพ-การท่องเที่ยว” ซึ่งทั้งหมดนี้ ย่อมเกิดผลลัพธ์ที่ดีแก่ทุกฝ่าย

“แต่เดิมเราเคยพูดกันถึง Bike Lane แต่ผู้เกี่ยวข้องก็ยังจดๆ จ้องๆ กันอยู่ ในการใช้งบประมาณ เพราะคิดว่ายังมีเรื่องอื่นที่สำคัญเร่งด่วนกว่า แต่กิจกรรมนี้ จะเป็นการเปิดทางให้สิ่งดีๆ ที่จะติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นสำนึกในเรื่องสุขภาพ กระแสที่มีต่อการปั่นจักรยาน ทำให้ของบประมาณทำเลนจักรยานได้ง่ายขึ้น หรือแต่เดิม ที่เคยตัดถนนหนทางโดยไม่สนใจใยดีนักปั่น ถึงตอนนี้ก็จะมีโจทย์ของการปั่นจักรยานมาเกี่ยวข้อง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

เหนืออื่นใด กิจกรรมของนักปั่นทั่วไทยที่ออกจากบ้านมาแสดงพลังเป็นแสนคน ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักปั่นจักรยานทั่วโลก ซึ่งมีส่วนเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียใหม่ จากเดิมที่ไทยเคยเป็นจุดจบของนักปั่นระดับโลก เพราะหลายคนต้องมาเสียชีวิตลงที่นี่ อย่างน้อยๆ กิจกรรมนี้ จะทำให้รับรู้กันว่า สังคมไทยเริ่มมีภูมิคุ้มกันในเรื่องนี้ขึ้นแล้ว

“ผมไม่คิดว่ากระแสจักรยานจะเป็นกระแสแบบไฟไหม้ฟางนะ แต่เพื่อให้ยั่งยืน ภาครัฐต้องดำเนินการต่อยอด อย่างเช่น การทำงานด้านการตลาดของทาง ททท. ที่อาจจะมีการจัดอันดับเส้นทางปั่นจักรยานในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ และในอนาคต น่าจะมีการจัดงานยิ่งใหญ่แบบนี้ขึ้นอีก ในการถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับทางครีเอทีฟแล้วว่า จะออกแบบงานให้มีความแตกต่างได้อย่างไร”

‘จักรยาน’ ในบริบทของสังคมไทยจึงมีความหมายมากกว่าพาหนะถีบสองล้อ แต่เป็นสัญลักษณ์ของกระแสสุขภาพ วิถีชีวิตอนุรักษ์ และการถวายความจงรักภักดีแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเกิดขึ้นได้เพียง ‘ประเทศไทย’ แห่งเดียวเท่านั้น.