เสียงพิเศษ จากคนพิเศษ

เสียงพิเศษ จากคนพิเศษ

ศักยภาพของเด็กที่เหมือนจะ “ด้อย” ในด้านร่างกาย แต่ความสามารถด้านดนตรี บ่งบอกว่า พวกเขา“ด้อย” ในด้าน“โอกาส” ต่างหาก

กลางปี 2557 วง Thai Blind Orchestra หรือ TBO ได้เกิดขึ้นในค่ายอบรมดนตรีสำหรับเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน หลังจาก ครูอลงกต ชูแก้ว นักอนุรักษ์ช้างไทย ได้จัดกระบวนการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านสติปัญญา อารมณ์และร่างกายสำหรับเด็กตาบอดจากโรงเรียนสอนคนตาบอดและพิการซ้ำซ้อนจากลพบุรีและนครราชสีมา

จากค่ายนี้ได้เห็นศักยภาพอันน่าทึ่งของเด็กๆ ตั้งแต่วัย 8-18 ปี ที่เหมือนจะ “ด้อย” ในด้านร่างกาย แต่การเข้าถึงดนตรีและความสามารถในการถ่ายทอดดนตรีของเด็กเหล่านี้ กลับทำให้ครูอลงกตและเพื่อนพ้องครูดนตรีอาสา พบว่า เยาวชนเหล่านี้ “ด้อย” ในเรื่อง “โอกาส” ต่างหาก

ปลายปีที่ผ่านมา สมาชิกวงดนตรีออร์เคสตราเยาวชนวงนี้ได้เปิดตัวต่อชาวไทย ผ่านรายการเล่าข่าวทางฟรีทีวีช่องหนึ่ง และมีโอกาสแสดงสดต่อหน้าสาธารณชนในรูปแบบของ “คอนเสิร์ต” ออร์เคสตรา อย่างจริงจัง รวมถึงได้รับการกล่าวขานถึงจากสื่อทั้งในไทยและต่างประเทศ ต่อเนื่องมาถึงปี 2558

โอกาสที่มีน้อย เริ่มค่อยๆ มีมากขึ้น สำหรับวงออร์เคสตราเด็กพิเศษอายุวงเพียง 2 ปี ภายใต้การดูแลของครูอลงกต ชูแก้ว ที่ดึงเอาความสนใจและศักยภาพที่เขามีออกมา “ดัน” ว่า ที่ศิลปินเอกเหล่านี้ และวงออร์เคสตรา TBO ที่บรรเลงด้วยเครื่องสาย ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และดับเบิ้ลเบส เกิดขึ้นด้วยเงื่อนไขเฉพาะตัว ที่ครูอลงกต บอกว่า

“เพราะผมเล่นเครื่องสายเป็น และหาเพื่อนๆ น้องๆ ที่มาเป็นครูอาสาช่วยสอนเด็กได้ ผมทำกิจกรรมสอนเด็กตาบอดหลายโรงเรียนทำมานานเข้า พบว่า ดนตรีมีอีกช่องทางหนึ่ง ที่ทำให้ผมทำกิจกรรมกับเด็กๆ ได้อีก ทุกครั้งที่ผมทำงานกับเด็ก จะมีดนตรี ช่วยกิจกรรมสื่อความหมายธรรมชาติ และทำมา 3-4 ปี พบว่า เด็กชอบดนตรี เราก็เลยคิดทำค่ายดนตรีโดยเฉพาะ ก่อนหน้านั้นจะเป็นการเอาเครื่องดนตรีกับครูไปเล่นตามโรงเรียนที่ผมสอน ปกติ ครูเล่นไวโอลินกับกีตาร์ แต่หลังจากวิเคราะห์แล้ว เราพบว่าเรามีความสามารถเรื่องเครื่องสายตะวันตก ก็พาเพื่อนไปเล่นและสอนตามโรงเรียน และประกาศชวนเด็กๆ ใครสนใจไปค่ายดนตรีที่ศูนย์ช้างที่เขาใหญ่ เอาเป็นว่าเด็กคนไหนสนใจ เรารับเด็กมาทุกคน”

ครูอลงกต ผู้อำนวยการกองทุนวิจัย และอนุรักษ์ช้างไทย ทำงานด้านการอนุรักษ์ช้างมากว่า 20 ปี และพาเด็กตาบอดที่สมัครใจมาเรียนรู้ธรรมชาติด้วยการสัมผัสป่าเขาและช้างในศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย เขาใหญ่ ก่อนจะริเริ่มงานดนตรีกับเด็ก ซึ่งเขาพบว่า สำหรับเด็กตาบอด เพลงมีอิทธิพลมาก

 

เพลงสด สะเทือนอารมณ์

ดนตรีเป็นเรื่องสัมผัสกับอารมณ์โดยตรง นักดนตรีที่เป็นเด็กพิการ ครูอลงกตมองว่า ดนตรีเป็นเครื่องมือ ที่ใช้สิ่งสำคัญ 4 เรื่อง คือ สติ ปัญญา อารมณ์ ร่างกาย

“เด็กพิการซ้ำซ้อนหมายถึง มากกว่าหนึ่งเรื่อง เช่น ภาวะสมาธิสั้น ตาบอดแล้ว บกพร่องทางการเรียนรู้ด้วย หรือมีอวัยวะอื่นๆ พิการอีก หรือมีปัญหาการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หรือมีภาวะทางด้านอารมณ์บกพร่อง“

แต่ฟังก์ชั่นดนตรีเอง มันสามารถเปลี่ยนอะไรหลายเรื่องจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ ครูอลงกต ยกตัวอย่าง เป็นรูปธรรมว่า

“สอนครั้งแรก เราก็พบว่า เขาทำได้ บางคนเด็กที่นั่งสั่นหัว เขานั่งนิ่งๆ ได้ 3-4 ชั่วโมง มันให้แรงบันดาลใจกับครูด้วย เด็กตั้งใจมากกว่าที่เราจะมาสอนเขาอีก เด็กตาบอด ถ้าเขานั่งนิ่งๆ เขาจะนั่งส่ายร่างกาย ส่ายหัว กดนิ้ว กดตา แต่พอเขานั่งฟังดนตรีเล่นสด เด็กคนเดียวกันนั้นจะลดพฤติกรรมนั้นลง เขาจะนิ่งฟัง ในสี่นาทีที่เพลงบรรเลงเขาหยุดอาการโยกหัวหมุนไปหมุนมาได้ แสดงว่าดนตรีเข้าไปสัมผัสอารมณ์และส่งผลต่อร่างกาย"

“ผลจากการรับฟังทำให้เขาตอบสนอง ก่อให้เกิดการรับรู้ได้ เห็นจากท่าทางที่เขาแสดงออก ถ้าพูดถึงดนตรีในสถานะที่เป็นเครื่องมือส่งเสริมพัฒนา ผมเลี่ยงใช้คำว่า บำบัด เพราะเด็กๆ เขามีช่องทางที่จะพัฒนา วิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน”

“เราวัด(ความสำเร็จ)ที่ความสนุกและความสุขของเด็กๆ อย่างวง Thai Blind Orchestra-TBO ถามเด็กๆ เขาจะตอบว่า ได้ความสุข ความสนุก มันกลายเป็นปรัชญาว่า ถ้าเขามีความสุข เขาก็คาดหวังว่าคนอื่นจะมีความสุขกับเขาด้วย เวลาเขาถ่ายทอดดนตรีออกมา จึงได้ผลบวกๆ ดนตรีส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาการทั้งสี่ด้านที่ว่ามาโดยตรง”

อย่างไรก็ตาม ผลสะเทือนอารมณ์จากดนตรีมีจุดที่ละเอียดอ่อน ดังเช่น

“ยกตัวอย่าง ช่วงเดือนสิงหาคมทุกปี ตามโรงเรียนทั่วไป เขาจะเปิดเพลงสัปดาห์วันแม่ อย่างในโรงเรียนคนตาดีที่ติดกันที่ อ.ละโว้ ลพบุรี แต่โรงเรียนเด็กตาบอด ส่วนใหญ่จะไม่มีพ่อแม่ คนฟังในโรงเรียนของเด็กตาดีอาจจะอิ่มเอมกับเพลงพระคุณแม่ แต่ความรู้สึกเด็กตาบอด อาจจะถูกตอกย้ำถึงสิ่งที่เขาไม่มี สิ่งที่เขาขาดไป" ครูอลงกต กล่าวถึงการเข้าถึงเพลงของเด็กกลุ่มนี้

“ผมก็เลยหาเพลงที่เหมาะกับความเป็นจริง และบอกเด็กๆ วันแม่ปีหน้า เราก็จะยังไม่มีแม่เหมือนเดิมนั่นแหละ ให้เขาฟังหรือเล่นเพลง นิทานปลาดาว ของ ศุ บุญเลี้ยง ซึ่งเนื้อหา พูดถึงแม้เราจะแตกต่างจากคนอื่น ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเสียใจ ไม่มีแม่ ก็ไม่ต้องกลัว เราเลือกเพลงนี้ขึ้นมา ให้เด็กๆ เลือกเพลงนี้ ที่ใช้ทำการแสดงด้วย

การเลือกเพลงอื่นๆ ให้เด็กตาบอดฟัง ก็พยายามไม่เลือกเพลงที่ไปตอกย้ำ เนื้อหาพรรณนาถึงความสวยงามที่มองเห็นได้ ชวนคนให้ดูนั่นดูนี่ แม้เขาจะต้องเจออยู่แล้ว เดี๋ยวก็ต้องได้ยินตามที่ต่างๆ แต่ในเบื้องต้นทางครูไม่เอาเพลงที่บรรยายความสวยงามของโลกที่เกิดจากการมองเห็นก่อน

เราจะเลือกเพลงที่ให้กำลังใจเด็ก และสร้างความรู้สึกให้เขามีพลังมากกว่า อย่างเพลง เดือนหงายกลางป่า ป่อง ต้นกล้า เขียนไว้ เราเลือกมาให้เด็กได้เล่น เพราะเนื้อหามันค่อนข้างดีและตรงกับเขา จากเนื้อเพลงที่บอกว่า ม่านหมอกแม้มืดมัว ... เดือนหงายกลางป่า เด็กเขาจะเข้าใจอารมณ์เพลงตรงนี้ได้ชัดเจน"

นอกจากนี้ บทเพลงที่มีคุณค่า หรือเพลงคลาสสิก เพลงชั้นครูต่างๆ เป็นสิ่งที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้ควบคู่กับประวัติยุคสมัยของเพลงคลาสสิคด้วย

“เราจำแนกกลุ่มของเพลงที่ให้เด็กเล่นและฟัง เป็น 4 กลุ่ม คือ (1) เพลงที่เป็นคลาสสิก จะเป็นยุคไหนก็ได้โรแมนติก บาโร้ก อะไรได้หมด เพลงอย่าง Cannon in D Major ของคีตกวี พาชาเบลล์ หรือกระทั่ง Symphony No.9 ของบีโธเฟ่น เป็นต้น (2) เพลงร่วมสมัย เช่น เพลง I Won’t Give Up ของ เจสัน มราซ เราก็ให้เด็กเล่น (3) คือ เพลงไทย ที่เราฟังจำได้ และสามารถสื่อความหมาย อย่างเพลงของ ศุ บุญเลี้ยง (4)เพลงที่เป็นอัตลักษณ์ของเขา อัตลักษณ์ของการเป็นเด็กตาบอด เช่น เพลงยิ้มสู้ เพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราพยายามสอนเด็กๆ ที่เป็นบทสะท้อนความเป็นคนตาบอด บ่งบอกเรื่องราวของพวกเขา เราเขียนกันขึ้นมาเองบ้าง หรือเป็นเพลงแนวให้กำลังใจ ซึ่งเราจะสร้าง topic ให้เด็กได้เรียนรู้จักตัวตนของเขาเองด้วย”

ลมหายใจ อำนวยเพลง

ในกระบวนการฝึกฝน เสียง เป็นหัวใจสำคัญในทุกส่วน รวมถึงการอำนวยเพลงสำหรับวง TBO ซึ่งใช้เสียงลมหายใจ ในการสื่อสารแทน การใช้ท่าทางของวาทยกร

“หัวใจการสื่อสารของวง จะใช้การหายใจ” ครูอลงกตอธิบาย และลงรายละเอียดว่า

“ผมจะใช้วิธีนับ 1-2-พร้อม-ไป และ ผมจะหายใจ เสียงลมหายใจ ในวงจากตำแหน่งของ คอนเสิร์ตมาสเตอร์ ซึ่งไวโอลินหนึ่ง (first violin) มันดังพอที่จะทำให้ทั้งวงได้ยินและสื่อสารได้

“ในวง TBO ตอนนี้ มีน้องเฟิร์ส เขาเป็นคอนเสิร์ตมาสเตอร์ ที่เหมาะมาก เพราะเขาเข้าข่ายเป็นพวก Perfect Picth เพอร์เฟคต์พิทช์ เขาจะรู้เสียงเพี้ยนจากในวงได้ชัดเจน ซึ่งเราเลือกเขามา ก็เพราะจากทักษะนี้ของเขาเลย การหายใจสื่อสารในวง จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หลังจากการเรียนรู้เรื่องจังหวะ ซึ่งเด็กเหล่านี้ เขามีความสามารถมากเป็นพิเศษอยู่แล้ว”

สิ่งพิเศษที่ครูอลงกตพบจากเด็ก TBO รุ่นปัจจุบัน ยังรวมถึง ความสามารถที่โสตรับเสียงของเด็กดีในระดับที่เรียกว่า Perfect Pitch

“บางคนที่โสตชั้นเยี่ยม ที่เราเรียกว่า perfect pitch อันนี้ผมอาจจะสรุปเองนะว่าเขามีเพอร์เฟคต์ พิทช์ แต่นักวิชาการ อาจจะโต้แย้ง แต่ผมพบว่า เด็กๆ มีการจำแนกเสียงที่ได้ยินเป็น โน้ต ได้ชัดเจน เช่น เคาะแก้ว เป๊งๆ เขารู้เลยว่า เป็น C# (ซีชาร์ป) หรือ เสียงล้อรถลูกคลื่น เด็กรู้ว่า เป็น Bb (บีแฟลต) หรือ เสียงเป่าใบไม้ เป็นโน้ตอะไร ซึ่งผมก็กดคีย์ใน (แอพพลิเคชัน)ไอโฟนที่ใช้เป็นเมโทรโนม เป็นเสียง La ทำหลายๆครั้ง เขาก็รู้แล้ว ในจำนวนเด็กที่มาเข้าค่ายอบรมดนตรีกับเรา 32 คน มีคนที่มีโสตการรับฟังที่ดี ที่ผมเรียกว่า perfect pitch ที่จำแนกเสียงได้แบบนี้ 3-4 คน”

“การสอน ครูจะสาธิตให้ดูไม่ได้ เพราะงั้นครูต้องเข้าประกบแต่ละคน ถือเป็นความยากของครู แต่อันที่มันทดแทน คือ เด็กมีสมาธิมากกว่าคนตาดี เป็นข้อสรุปของครูทุกคนเลย ไม่วอกแวก แม้เขาสมาธิสั้น แต่เขาจะมีสมาธิเล่นดนตรียาวนานกว่า 3 ชม. ปวดห้องน้ำ ค่อยลุกไป และอีกอันหนึ่งคือ การจดจำของเขาดีกว่าคนตาดี พอสมาธิบวกการจดจำ ทำให้ได้ผลผลิต outcome สูงกว่าที่เราคาดหวังได้มากกว่าเด็กตาดีทั่วๆไป ซึ่งการเล่นเป็นวง สมาธิสำคัญมาก และโสตของเขาดีมาก การจำโน้ตละเอียดกว่าคนตาดี เมโลดี้และตำแหน่งของเสียงในเครื่องเขาแม่นกว่าคนตาดี บางทีเล่นเพลงยากๆ 120 ห้อง เขาจดจำได้ใน 2-3 ชั่วโมง มันน่าทึ่งมาก”

ขณะที่ความสำคัญในการแสดงสด เป็นการฝึกเด็กๆ รับมือความกดดัน ที่ต้องขึ้นเวทีแล้ว ยังเป็นการปรับความเข้าใจกับผู้ชมด้วย

“(ก่อนขึ้นเวที)บางคนก็ตัวสั่นก็ต้องกอดเขาไว้ บางคนเราตั้งความคาดหวังไว้ เขาก็จะเกร็ง ผมจะบอกกับเด็กว่า ทำได้เท่าที่ทำได้ พอบอกแบบนี้ เด็กๆ จะลดความตื่นเต้นลง อาจจะยังสั่นๆ ก่อนขึ้นเวที แต่พอเขาอยู่บนเวที เขาจะมีสมาธิดีมาก เวลาเล่น อาจมีสะดุ้งตกใจบ้างเวลาคนปรบมือ คือ เขาจะตกใจเสียงปรบมือว่า มีคนมาดูเยอะขนาดนี้เหรอ (หัวเราะ)” ครูอลงกต เล่า

ส่วนในมุมของคนดู อาจจะไม่เห็นภาพสง่างามบนเวทีอย่างคอนเสิร์ตออร์เคสตราวงอื่น แต่สิ่งที่คนดูจะได้เห็นนั้นต่างไป

“ผมก็บอกกับคนฟังว่า ถ้าอยากจะฟังเพลงที่ไพเราะ อยากได้เห็น posture ที่สวยงาม ก็ไปหาดูได้มากมาย แต่ TBO จะไม่มีความเป็นเลิศ เล่นเก่ง สวยงามให้เห็น เราให้เด็กๆ เล่นตามความสบาย เด็กนั่งเล่นท่าสบาย อย่างเชลโล เราปรับเครื่องให้เหมาะกับท่าที่สบายของเด็กที่เล่น”

สิ่งที่คนดูจะเห็นบนเวทีนี้คือ การต่อสู้ของพวกเขา ความพยายามของพวกเขา และแน่นอนเสียงเพลงที่พวกเขาถ่ายทอดความสุขออกมา

เล่นดี ไม่มีโอกาส

แม้จะเห็นความพิเศษ และศักยภาพที่น่าทึ่งของเยาวชนวงนี้แล้ว แต่ความคาดหวังต่ออนาคตของ TBO ที่มีสมาชิกวงปัจจุบันกว่า 30 คน ไม่ใช่แค่การก้าวสู่ ความนิยม

“ผมชัดเจนว่าจะไม่พาเด็กไปประกวด ไม่แข่งขัน และไม่ขาย แต่ส่งผ่านความสุข ให้ความฝันของเด็กๆ กับดนตรีคือ ส่งความสุขกับคนฟัง เคยมีคนมาชวน ให้เราไปแข่งนั่นแข่งนี่ เราก็บอกเขาว่า เด็กกลุ่มนี้เรียนมาอีกแบบ ไม่พร้อมที่จะไปแข่งขันหรอก เราอยากให้เขาเล่นดนตรีมีความสุขและส่งความสุขนั้นไปให้กับทุกๆคน ทั้งตาดีและตาบอด มากกว่า”

“TBO มันเกิดขึ้นมาแล้ว เป็นสิ่งสวยงามหนึ่ง ที่เกิดในสังคมไทยและจะไม่หายไป ฝันว่าวันหนึ่งอยากให้คนตาบอด ได้โตเป็นบุคลากร สอนดนตรีได้ กลับมาสอนให้เด็กตาบอดรุ่นต่อๆ ไปได้ มีอาชีพในสายงานดนตรีได้ จริง คือดำรงอยู่ต่อไป มีพัฒนาการต่อไป"

ปัจจุบันครูอลงกตและครูเต้-กฤษณพันธุ์ พูนสุข บัณฑิตดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ร่วมกันพัฒนาตำราโน้ตอักษรเบรลล์เอาแนวของตำราสอนเชลโล วิโอล่า จากต่างประเทศมาแปลเป็นอักษรเบรลล์ ให้เด็กๆ อ่านได้ และพาวง TBO ออกแสดงต่อสาธารณชน และมีความพยายามขยายวงการสอนดนตรีเครื่องสายสากลและเครื่องดนตรีอื่นๆ ซึ่งในอนาคต อาจจะรวมเป็นวงซิมโฟนีได้

“ปัจจุบันก็ยังเรียนยังสอนอยู่ ถ้านักเรียนมาไม่ได้ เราก็พาครูอาสาแบกเครื่องไปสอนถึงโรงเรียน และพยายามขยายออกไป โรงเรียน(คนตาบอด) ที่ขอนแก่นและร้อยเอ็ด ตอนนี้เพิ่มนักเรียนดนตรีเป็น 60 คน รวมๆ ก็จะเป็นหลัก 90 คนแล้ว จะเพิ่มเครื่องเป่า เครื่องเคาะอาจจะได้วงซิมโฟนีแล้วนะ “

จากประสบการณ์จัดค่ายดนตรีเด็กตาบอด จำนวนเด็กที่มาจากความสมัครใจ ไม่จำกัดพื้นฐานดนตรีและฐานะ ครั้งแรกมีผู้เข้าร่วมถึง 40 คน ครูอลงกตพบโจทย์ท้าทายข้อแรก

“เรามีเครื่องไม่พอ ไม่ได้ตั้งตัวเลย เราก็บากหน้าไปขอยืมจากโรงเรียนของคนรวย ที่ลูกศิษย์หรือเราเคยไปสอน แต่เขาก็ไม่ให้ เพราะกลัวว่ายืมมาทำเสียหาย แล้วเราไม่สามารถใช้คืน แต่หลังจากเรา เปิดแฟนเพจ และบอกผู้คนว่าใครมีเครื่องดนตรีสอง หรือไม่ได้ใช้หรือพังแล้ว บริจาคมาได้ ก็ได้มาบ้าง เรารับมา ก็ให้เพื่อนๆที่ทำได้ มาซ่อมแซม หรือถ้าพวกเรา (ครูอาสาและอลงกต) มีโอกาสไปแสดงดนตรีที่ไหน ก็ขอเครื่องดนตรี แทนค่าจ้างเช่นไปเล่นที่เชียงใหม่ก็ได้ วิโอลา มาตัวสองตัว ทำแบบนี้ ผ่านมาเดือนครึ่งก็ได้เครื่องมา” ครูอลงกต เล่า และชี้ถึงปัญหาภาพรวมว่า

“ปัญหาพื้นฐานในโรงเรียนสอนคนตาบอดคือ ข้อแรก จะไม่มีเงินจ้างครูดนตรีดีๆ ข้อสอง คือ ไม่มีการเรียนที่ทำให้คนหนุ่มสาวมหาวิทยาลัยอยากมาสอนคนตาบอดเหล่านี้ เพราะมันไม่มีตัวอย่าง ไม่มีตำรา ไม่มีแรงบันดาลใจให้หนุ่มสาวตาดีเหล่านี้มาทำ ผมกับเพื่อนๆ อยากให้เด็กตาบอด ไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีคณะดุริยางคศาสตร์ได้ หรือทำยังไงอยากให้นักศึกษามหาวิทยาลัยได้ลงมาทำงานช่วยสอนเด็กตาบอดบ้าง ทั้งนี้เราก็เข้าใจนะว่าเงื่อนไขของนักศึกษาตาดีที่เรียนดนตรีเอง ก็ยังต้องดิ้นรนช่วยตัวเองอยู่ เพราะค่าเรียนเขาก็แพง เขาก็ต้องไปสอนพิเศษเด็กคนรวยหาเลี้ยงตัวเองอีก”

ครูอลงกตย้ำประเด็นนี้ว่า “น้อยครั้งที่เด็กสนใจดนตรีในโรงเรียนคนตาบอดจะมีโอกาสได้เรียนสูงขึ้น เพื่อมาเป็นนักการศึกษา ครูสอนในระดับมหาวิทยาลัย หรือเป็นนักดนตรีบนเวที แสดงให้เห็นว่า ไม่มีกลไกรองรับเด็กกลุ่มนี้”

“เท่าที่ผมรู้ คนตาบอดเหล่านั้นพวกเขามีความรู้ระดับหนึ่ง พอเล่นดนตรีได้บ้าง และเมื่อโตขึ้นอาจจะมีภรรยาพาเขาออกแสดง (เล่นตามที่สาธารณะ) ผมเห็นมาตั้งแต่ผมเด็กๆ ที่ผมอยู่ป.3 ป.4 แล้วน้อยครั้งที่คนตาบอดจะได้เล่นบนเวทีสวยๆ ผมก็อยากชวนให้คนคิดเรื่องนี้ ผ่านงานแสดงของวง Thai Blind Orchestra ผมเชื่อว่านักดนตรีทั่วไปมีความอ่อนไหว ถ้าเขาทำอะไรให้สังคมได้ เขาจะทำ ดังนั้นผมจึงอยากให้ Thai Blind Orchestra เป็นตัวจุดประเด็นให้คนทั่วไปได้เห็นความสำคัญ”

----------------------------

หมายเหตุ : TBO จะเปิดการแสดงบนเวทีอีกครั้ง ในรูปแบบ คอนเสิร์ตการกุศล” Charity Day For Blind Children โดยมีศิลปินชื่อดังมาร่วมแสดง ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2558 เวลา 15.00-18.00 น. ณ อาคาร Times Square ชั้น 1 (หน้าห้องอาหาร Isabelle) ถนนสุขุมวิท สถานีรถไฟฟ้าอโศก งานนี้ไม่มีขายบัตรแต่ผู้ชมที่สนใจสามารถสมทบทุนได้ตามศรัทธา ที่หน้างาน ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/musicforblindchildren