"ปั๋ง ประกาศิต" วอนสังคมหยุดด่าทำสาวท้องแล้วทิ้ง ลั่นผลตรวจดีเอ็นเอยืนยันแล้วว่าไม่ใช่พ่อเด็ก แต่ยินดีรับเลี้ยง
ภายหลังจากที่เกิดประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ที่มีหญิงสาวปริศนารายหนึ่งได้ออกมาโพสต์ข้อความแฉนักร้องหนุ่มรุ่นใหญ่ "ปั๋ง ประกาศิต โบสุวรรณ" ว่าทำผู้หญิงคนหนึ่งท้องแล้วคลอดลูกมาได้ 2 เดือน แต่ยังไม่สามารถแจ้งเกิดได้เพราะนักร้องหนุ่มไม่ยอมเซ็นชื่อรับรองการเป็นบุตร พร้อมยินดีท้าให้ตรวจดีเอ็นเอ งานนี้ก็ทำให้เรื่องดังกล่าวถูกเผยแพร่จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น แถมส่วนใหญ่เชื่อว่าข้อความดังกล่าวเป็นความจริง
ล่าสุดร้องหนุ่มรุ่นใหญ่ "ปั๋ง ประกาศิต" ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงเรื่องดังกล่าว บอกมีผลการตรวจดีเอ็นออกมาแล้วยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่พ่อของเด็กอย่างแน่นอน อีกฝ่ายก็รับรู้แต่ยอมรับที่ผ่านมาจัดการไม่เด็ดขาดจนต้องตกเป็นจำเลยสังคมซะเอง ทั้งนี้เจ้าตัวพร้อมจะช่วยเหลือดูแลเด็กแม้ว่าจะไม่ใช่พ่อของเด็กก็ตามที
"น้องคนนั้นที่จริงไม่ใช่เป็นเด็กมัธยมปลายแต่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อตอนที่เป็นข่าวช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมานั้น ความจริงตนรู้เรื่องน้องท้องแล้วและตอนที่น้องบอกตนก็ยืนยันว่าไม่ใช่พ่อของเด็กแน่นอน เพราะตนกับน้องเลิกกันมาพักหนึ่งแล้ว และที่มั่นใจว่าไม่ใช่พ่อเด็กนั้น จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้ตนรู้ว่าควรควบคุมและป้องกันเรื่องแบบนี้อย่างไร แต่ถึงตนมั่นใจ ตนก็บอกกับน้องว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องคำนึงถึงหรอกว่าใครเป็นพ่อเด็ก ตนจะให้การดูแลเด็กเอง และเห็นใจน้องด้วยว่าจะผ่านปัญหาชีวิตหนักๆนี้ไปได้อย่างไรตัวคนเดียว ซึ่งตลอดมาก็ช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเรื่องเด็กให้ตลอด จนกระทั่งเด็กคลอดเมื่อเดือนมิถุนายน ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่ใช่ลูก"
บอกอีกฝ่ายรับรู้ว่าผล DNA ออกมาไม่ใช่พ่อเด็ก บอกไม่ออกมาพูดเพราะกลัวฝ่ายหญิงเสียหาย
"เป็นความเห็นใจมากกว่า ตนช่วยเหลือตรงนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่า กลายเป็นการทำให้น้องเชื่อว่าตนเป็นพ่อของลูก จนกลายเป็นข่าวขึ้นมาอีก ทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่จบ และกำลังจะถูกกระพือไปกันใหญ่ ทำให้ได้คิดว่าการทำอะไรไม่เด็ดขาดที่ผ่านมากลับเป็นการทำร้ายตัวเองและทำร้ายน้องเขา จึงตัดสินใจทำอะไรให้ทุกอย่างมันกระจ่างไปเลยดีกว่า เพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจและชัดเจนไปเลย"
"สิ่งที่ทำคือ ติดต่อแล็บฯ ตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งมีมาตรฐานสากลแห่งหนึ่งให้มาดำเนินการตรวจทั้งตนทั้งแม่ของเด็กและก็เด็ก ผลออกมาชัดเจนว่าตนไม่ใช่พ่อเด็กจริงๆ น้องเขาก็รู้ผลแล้วเช่นกัน ที่จริงตนไม่อยากออกมาพูด เลือกที่จะนิ่งซะดีกว่า แต่เห็นแล้วว่ามันไม่จบจริงๆ อยากวอนให้สังคมยุติการพูดถึงเรื่องนี้ได้แล้ว เพราะไม่เป็นผลดีกับฝ่ายไหนทั้งนั้น"





