อุ่นอารมณ์ชา สบตาฟูจิซัง

อุ่นอารมณ์ชา สบตาฟูจิซัง

ลบภาพซากุระแสนหวาน หันหลังให้กับแสงสีของย่านชินจูกุ แล้วมาดูว่าญี่ปุ่นแบบกรีนๆ นั้นน่าหลงใหลแค่ไหน

จะมีสักกี่แห่งในโลกที่ไปกี่ครั้งก็ยัง ‘อิน’ และ ‘ฟิน’... ญี่ปุ่นน่าจะเป็นชื่อต้นๆ ที่หลายคนมีคำตอบอยู่แล้ว ...แต่ละฤดูกาลคือความงามที่แตกต่าง แต่ละเมืองคือเรื่องราวที่เล่าได้ไม่ซ้ำ แต่สถานที่ต่อไปนี้จะทำให้คุณเขยิบเข้าไปใกล้วิถีชีวิตอันละเมียดละไมของพวกเขามากขึ้น


มิเอะ : ชาขี้อาย กับ ชายลึกลับ


ฉันปลุกตัวเองจากความง่วงงุนด้วยชาเขียวร้อนตำรับญี่ปุ่นแทนที่จะเป็นกาแฟเหมือนเคย อีกไม่กี่นาทีรถบัสที่มารับเราจากสนามบินนาโกย่าก็จะถึงที่หมาย เมืองเล็กๆ ในหุบเขาที่ร่ำลือกันว่าเป็นดินแดนของชาขี้อาย


ยิ่งใกล้ สีเขียวของต้นไม้พุ่มเตี้ยยิ่งขยายวงกว้าง บ้านแบบโบราณยังพอมีให้เห็น นี่เป็นบรรยากาศชนบทของญี่ปุ่นที่หาชมได้ยาก แต่เพราะยังไม่ใช่ไฮไลท์เราจึงได้แต่เก็บภาพสวยๆ ผ่านหน้าต่างรถ ก่อนจะไต่ระดับความสูงขึ้นไปพร้อมกับสายฝนที่เริ่มโปรยปราย


หมอกฝนหนาตาขึ้นเรื่อยๆ บางจังหวะหมอกบางไหลเรื่อยคลอเคลียภูเขาที่ทอดตัวอยู่เบื้องหลัง เป็นภาพที่สดชื่นสุดๆ หากไม่นับว่าการมาผิดที่ผิดเวลาของพายุในฤดูร้อนคืออุปสรรคอย่างหนึ่ง ถึงอย่างนั้นสายฝนก็มิอาจปิดบังบางสิ่งที่เรากำลังตามหา ผ้าคลุมสีดำถูกปูเป็นแถวเป็นแนว ว่ากันว่าถ้ามาก่อนหน้านี้สักสัปดาห์สองสัปดาห์จะเห็นภาพภูเขาแทบทั้งเขาถูกคลุมจนมิดชิด และนี่คือเวลาของการพิสูจน์คำร่ำลือถึงเทคนิคอันล้ำลึกในการปลูกชาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น


ทันทีที่รถจอดสนิท ฉันรีบพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ใกล้ที่สุด ใต้ผ้าตาข่ายสีดำนั้นคือต้นชาที่พยายามแทงยอดผ่านช่องว่างเล็กๆ ขึ้นรับแสงตะวัน ใครบางคนว่า...เธอ เหมือนหญิงสาวขี้อายที่เร้นกายหลบยูวีอยู่ใต้ผ้าคลุม แต่ก็แอบเผยริมฝีปากสีสดให้หนุ่มๆ ได้หวั่นไหว ...ก่อนจะจินตนาการไปไกลเกินใบชา ฉันว่าลองมาฟังคำอธิบายของ โยชิอากิ ซึสึมิ เจ้าของไร่ชามารุอิ ผู้ผลิตใบชาคาบูเซฉะมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของเมืองมิเอะดีกว่า


“คาบูเซฉะ ภาษาญี่ปุ่นแปลว่า ชาคลุม เป็นวิถีการปลูกแบบพิเศษของเมืองนี้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เราจะใช้ผ้าคลุมตาข่ายปกคลุมต้นชาก่อนการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ชารสชาติกลมกล่อม ไม่ขมฝาด ทำให้ที่นี่เป็น 1 ใน 3 แหล่งปลูกชาที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น”


คุณลุงผู้เป็นชากูรูเล่าต่อว่า จังหวัดมิเอะเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญของชาคาบูเซะ มีประวัติมายาวนานกว่า 800 ปี พร้อมๆ กับประวัติของชาในญี่ปุ่นที่เริ่มในปี ค.ศ. 1191 เมื่อนักบวชในนิกายเซนได้เดินทางไประเทศจีนเพื่อศึกษาคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ตอนนั้นท่านได้นำชาจากประเทศจีนกลับมาปลูกที่ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็มีการปลูกกันมากในแถบนี้ และได้มีการขยายพันธุ์ไปปลูกในจังหวัดอื่นๆ ด้วย ซึ่งหลักฐานชาต้นแรกอายุ 800 ปี คุณลุงบอกว่ายังได้รับการดูแลอย่างดี


ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ทางภาคกลางตอนใต้ของประเทศในภูมิภาคคันไซและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม มิเอะจึงเป็นแหล่งปลูกชาชั้นเลิศที่ในอดีตมีพันธกิจในการส่งไปถวายองค์จักรพรรดิญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันชาชนิดนี้กลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมไม่เฉพาะสามัญชนคนญี่ปุ่น แต่คนไทยอย่างเราก็สามารถดื่มด่ำชารสอูมามิได้เช่นกัน โดยทริปนี้ ‘โออิชิ คาบูเซฉะ’ อาสาพาสื่อมวลชนมาเยี่ยมชมถึงถิ่นต้นกำเนิด ให้เห็นด้วยตาว่าสวรรค์ของคนรักชาเป็นอย่างไร สัมผัสด้วยใจว่าวิถีแห่งชาของชาวแดนอาทิตย์อุทัยนั้นพิถีพิถันแค่ไหน


คลี่ผ้าคลุม เชยชมต้นชากันพอหอมปากหอมคอแล้ว มาถึงเมืองมิเอะทั้งที ยังมีสถานที่แห่งที่อีกแห่งหนึ่งที่ต้องไปให้ถึงด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ ศาลเจ้าอิเสะ ศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวอาทิตย์อุทัย


ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น สร้างขึ้นในสมัยอะซึกะ บันทึกไว้ว่าอายุกว่า 2,000 ปีแล้ว ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมาสักการะบูชาให้ได้ เนื่องจากเป็นที่สถิตย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวเนื่องกับดวงอาทิตย์ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับชาวญี่ปุ่นโดยตรง


ฉันหยุดยืนอยู่หน้าเสาโทริ ก่อนจะโค้งคำนับตามธรรมเนียมการผ่านเข้าศาลเจ้าของชินโต ทางเดินเบื้องหน้าทอดยาวสู่อาณาบริเวณที่ล้อมรอบด้วยป่าสนโบราณ และต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น แต่ละย่างก้าวคือความสงบอย่างประหลาด เราเดินมาถึงจุดที่ต้องล้างมือและปาก นัยว่าพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งที่ไม่ดีออกไป ก่อนจะเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์


ภายในแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน คือด้านนอก หรือ เงะกุ มีศาลเจ้าสร้างอุทิศถวายเทวีแห่งการเพาะปลูก โตโยอูเกะ-โอ-มิกามิ ส่วนด้านใน หรือ ไนกุ มีรั้วรอบขอบชิด สร้างด้วยไม้อย่างแน่นหนาแข็งแรง เป็นที่ตั้งของศาลเจ้าสำคัญ หรือหอกลางโชเด็น (Shoden) สร้างด้วยไม้สนญี่ปุ่นทั้งหลัง ยกพื้นสูงจากพื้นดิน ใช้สำหรับเป็นที่ประกอบพิธีกรรมเฉพาะองค์จักรพรรดิ นักบวช และเชื้อพระวงศ์


ด้วยเหตุนั้น คนทั่วไปไม่ว่าชาวญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวจะต้องทำความเคารพและขอพรอยู่ด้านนอก โดยชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะขอพรในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศชาติ ส่วนคนไทยก็ตามแต่อัธยาศัย ฉันทำตามขั้นตอนการสักการะโดยเริ่มจาก โค้งคำนับ 2 ครั้ง ปรบมือเสียงดัง 2 ครั้ง แล้วค่อยพนมมืออธิษฐาน จากนั้นก็โค้งคำนับอีก 1 ครั้งเป็นอันเสร็จพิธี ระหว่างที่ถอยออกมานั้นสายตาพลันเหลือบไปเห็นชายชาวญี่ปุ่นในชุดแบบโบราณ เขานั่งเขียนหนังสืออยู่ในอาคารหลังเล็กที่อยู่ด้านข้าง อดไม่ได้ที่จะคว้ากล้องขึ้นมา ทันทีทันใดหน้าเข้มๆ ก็ยกมือเป็นเครื่องหมายกากบาท สุดท้ายสาวไทยต้องขอโทษขอโพยไปตามระเบียบ ...“ชิทซึเร ชิมะซึ” (ขออภัยที่เสียมารยาทค่ะ)


แม้จะเดินมาแบบงงๆ ว่าชายผู้นั้นเป็นใคร แต่การได้มายังศาลเจ้าที่มีความสำคัญเช่นนี้ก็นับเป็นโอกาสดีๆ อีกครั้งในชีวิต เสียดายที่ไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีประเพณีสำคัญที่เรียกว่า ‘เซนกุ’ หรือการรื้อถอนศาลเจ้าเก่าเพื่อสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ 20 ปี โดยเขาจะทำการวัดขนาดทุกกระเบียดนิ้วจากศาลเจ้าเดิม แล้วสร้างใหม่แบบไม่ให้ผิดเพี้ยนในบริเวณที่ว่างที่เตรียมไว้ข้างๆ ซึ่งไม่เพียงเป็นการรักษาประเพณีเก่าแก่ ยังสืบทอดความรู้ประสบการณ์การก่อสร้างศาลเจ้าให้คนรุ่นหลังได้อีกด้วย


ออกจากศาลเจ้าอิเสะ ด้านนอกก็ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน เพราะเป็นย่านเก่าที่มีบ้านเรือนแบบโบราณดัดแปลงมาเป็นร้านค้าสุดคลาสสิค Okage Yokocho Area มีทั้งร้านขนมที่ขายกันมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ร้านขายของที่ระลึก ร้านชา-กาแฟ จะเดินชิลล์ แวะช้อป หรือนั่งแช่แบบสโลว์ไลฟ์ก็บอกลามิเอะได้อย่างสบายใจแล้ว

ชิซุโอกะ : อรรถรสในเงาฟูจิซัง


เช้าวันใหม่ที่เกือบจะไร้แสงตะวัน จากดินแดนคาบูเซะฉะ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงตามความเร็วของชินคันเซ็น เราก็มาถึงเมืองชิซุโอกะ พื้นที่ปลูกชาเขียวอันเลื่องชื่ออีกแห่งเพื่อดื่มด่ำวัฒนธรรมการดื่มชาอันละเมียดละไมของชาวญี่ปุ่น


พิธีชงชาแบบดั้งเดิม (Chanoyu) เริ่มขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยพิธีรีตอง แต่ละคนได้รับแจกขนมหวานที่ทำจากแป้งข้าวเหนียว ซึ่งขนมนี้จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล โดยผู้ร่วมพิธีจะต้องทานขนมก่อนที่จะรับชา หรือ “มัตฉะ” ที่ชงอย่างมีศิลปะจากมือเจ้าของบ้าน ซึ่งวิธีการรับถ้วยชานั้นก็มีขั้นตอนที่พึงปฏิบัติ สะท้อนถึงบุคลิกอันสุภาพอ่อนน้อมของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างดี จากนั้นจึงค่อยๆ ส่งผ่านรสขมฝาดของชาเขียวไปลดความหวานของขนมที่ติดปลายลิ้น


ฉันอ้อยอิ่งอยู่กับรสชาและบรรยากาศของสวนสไตล์ญี่ปุ่น จนกระทั่งได้ยินใครบางคนร้องเตือนว่าใกล้ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว เท่านั้นแหละเสียงภายในก็ขานรับทันที แว่วว่ามื้อนี้มีเมนูพิเศษคือ ‘กุ้งซากุระ’ ของดีเมืองชิซุโอกะ


เพราะเป็นเมืองชายทะเล อาหารทะเลที่นี่จึงสดใหม่ไม่แพ้ที่ไหน แต่ที่โดดเด่นถึงขั้นฉูดฉาดก็คือ กุ้งตัวจิ๋วสีชมพูสด ซึ่งจับได้เฉพาะที่ อ่าวซึรุกะ อ่าวที่มีความลึกที่สุดในญี่ปุ่นเท่านั้น และจะสามารถหาทานได้แค่ฤดูกาลจับกุ้งที่มีเพียงสองช่วงในรอบปี คือกลางเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน และปลายเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนธันวาคม โดยนิยมทานทั้งแบบสดๆ ตากเป็นกุ้งแห้ง หรือนำมาชุบแป้งทอด


โชคดีที่ช่วงที่เราไปยังพอหาชิมได้บ้าง โดยเฉพาะเมนูกุ้งซากุระชุบแป้งทอด หน้าตาคล้ายๆ กุ้งทอดบ้านเราแต่ตัวจะใหญ่กว่านิดหน่อย แป้งเป็นแบบกรอบนอกนุ่มใน แต่ถ้าใครอยากเห็นโฉมหน้าของเจ้ากุ้งชนิดนี้แบบเต็มๆ ต้องมาในช่วงเทศกาลจับกุ้ง เพราะช่วงนั้นเขาจะตากกุ้งหลายล้านตัวกันบนลานกว้าง ภาพที่เห็นคือสีชมพูสดของกุ้งเรียงรายทอดยาวจนสุดสายตาโดยมีฟูจิซังเป็นฉากหลัง


พูดถึง ‘ฟูจิซัง’ หญิงสาวแสนขี้อายสัญลักษณ์ของประเทศนี้ หลายคนอาจเคยรู้มาบ้างแล้วว่าเมืองชิซุโอกะมีสถานที่รับชมความงามของภูเขาไฟฟูจิที่ดีที่สุด นั่นคือ ที่ราบสูงนิฮงไดระ (Nihondaira) ที่นั่นนอกจากจะเห็นความงามของฟูจิซังแบบเต็มตาแล้ว ยังมีไร่ชาสีเขียวสดสวยเป็นฉากหน้าอีกด้วย และแม้จะไม่ได้ไปเยือนสถานที่สุดพิเศษนี้ ในวันที่อากาศปลอดโปร่งท้องฟ้าแจ่มใส ไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของชิซุโอกะก็สามารถสบตากับฟูจิซังได้


แต่ตอนนี้ฉันขอละสายตาจากเธอก่อน เพราะการท่องเที่ยวเมืองชิซุโอกะแนะนำว่าบริเวณภูเขา Kunou เป็นโซนปลูกสตรอว์เบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด โดยตลอดแนวชายฝั่งของย่านนี้จะถูกปกคลุมไปด้วยเรือนพลาสติกที่ภายในแอบซ่อนสตรอว์เบอรี่หวานฉ่ำเอาไว้ ทว่า ที่ไม่ธรรมดาคือเขาจะปลูกสตรอว์เบอรี่กันบนกำแพงหิน และหันกำแพงออกสู่อ่าวซึกุระเพื่อรับแสงอาทิตย์ เรียกว่าใช้ธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด สตรอว์เบอรี่แถบนี้จึงไม่ต้องใช้เครื่องทำความร้อนเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิในช่วงฤดูหนาวเหมือนกับที่อื่นๆ ยกตำแหน่งสตรอว์เบอรี่รักษ์โลกให้ไปเลย


แม้จะเพิ่งทำความรู้จักกันได้ไม่ครบ 24 ชั่วโมง แต่ดูเหมือนว่ารสชาติของชิซุโอกะจะหลากหลายยิ่งกว่าคำร่ำลือ ตั้งแต่ฝาดขมกลมกล่อมของชา อร่อยเลอค่าของกุ้งซากุระ มาจนถึงความหวานหอมของสตรอว์เบอรี่ แต่ยังไม่หมดแค่นี้ อาหารขึ้นชื่ออีกอย่างที่คุ้นหูคนไทยก็โดดเด้งอยู่ในเมืองนี้


‘โอเด้ง’ อาหารประเภทต้มที่หน้าตาคล้ายพะโล้ของเมืองไทย ใส่หัวไชเท้า ไข่ต้ม และปลาบดชนิดต่างๆ ถือเป็นเมนูดังเพราะมีสูตรเด็ดของดั้งเดิมเป็นน้ำซุบสีดำ เวลากินมักกินคู่กับมิโซะหวาน ส่วนที่พิเศษสุดจนเรียกว่าเป็นสไตล์ชิซุโอกะ คือการใส่ลูกชิ้นปลาแผ่นสีดำ หรือ คุโระฮัมเป็ง


สำหรับชาวญี่ปุ่น โอเด้งเป็นเมนูอาหารที่นิยมรับประทานกันในฤดูหนาว แต่ที่ชิซุโอกะสามารถหากินได้ตลอดทั้งปี ใครอยากพิสูจน์ว่ารสเด็ดโดนใจแค่ไหน ต้องไปที่ซอยโอเด้ง หรือ Aoba Oden Yokocho แต่ถ้ายังไม่หนำใจทุกปีที่เมืองชิซุโอกะจะจัดงาน Shizuoka Oden Fair รวบรวมร้านโอเด้งมาไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยว ถือเป็นการอนุรักษ์รสชาติแท้ๆ ไปในตัว


เมืองชิซุโอกะได้ชื่อว่ามีทำเลที่ตั้งที่สวยงาม ด้านหน้าติดทะเล ด้านหลังอิงภูเขา เป็นเมืองกึ่งกลางระหว่างเมืองหลวงเก่าเกียวโตและเมืองหลวงใหม่โตเกียว ในอดีตจึงเป็นที่พักแรมของโชกุน แต่มาถึงวันนี้..บรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนคงปักหมุดเมืองนี้ไว้เป็นที่หมายต่อไปในแดนอาทิตย์อุทัยเรียบร้อยแล้ว