วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรมศิลป์ได้ฤกษ์ทุบสิ่งก่อสร้างในวัดกัลยาฯ24กค.นี้

กรมศิลปากร ได้ฤกษ์ 24 ก.ค.นี้ เข้าทุบสิ่งก่อสร้างในวัดกัลยาฯ ที่รุกล้ำโบราณสถาน นำร่องก่อน 2 อาคาร

นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)แถลงข่าวว่า ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ เวลา 14.00 น. กรมศิปากร จะเข้ารื้อสิ่งก่อสร้างในวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร ที่ทางวัดก่อสร้างขึ้นโดยทุบทำลายโบราณสถาน เพราะถือว่า คดีฟ้องร้องทางปกครองสิ้นสุดแล้ว ต้องทำการบังคับคดีให้ป็นไปตามกฎหมาย

นายบวรเวท กล่าวต่อว่า ในวัดกัลยาฯ มีสิ่งก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานทั้งหมด 89 แห่ง ทางวัดได้ทุบทำลายไปแล้ว 22 แห่ง เพื่อก่อสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น ทุบกุฏิสงฆ์สมับรัชกาลที่ 5 และ 6 เพื่อก่อสร้างกุฏิใหม่ ทางกรมศิลปากร ได้แจ้งวัดไปตั้งแต่ปี 2552 ว่า สิ่งที่วัดดำเนินการ ผิดตามพ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แก้ไข พ.ศ.2535 ให้ยุติการดำเนินการ กรมจึงได้แจ่งความดำเนินคดีอาญากับวัด รวม 16 คดี ยกฟ้องไป 10 คดี เหลืออยู่ระหว่างการพิจารณา 6 คดี ซึ่งขึ้นอยู่กับความเห็นของอัยการ

อย่างไรก็ตาม ทางวัดได้ไปฟ้องร้องศาลปกครอง ว่า กรมไม่มีอำนาจขึ้นทะเบียนวัดเป็นโบราณสถาน แต่ศาลได้มีคำพิพากษาเมื่อปี 53 ว่า กรมศิลปากรมีอำนาจประกาศขึ้นทะเบียน ตามมาตร 7 ทวิ และให้กรมดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ต่อมา ปี 2555 วัดได้ฟ้องร้องในลักษณะเดิมอีกครั้ง แต่ศาลไม่รับฟ้อง เพราะเห็นว่า เคยพิพากษาคดีนี้ไปแล้ว วัดจึงไปอุทธรณร์คดีต่อศาลปกครองอีกครั้ง แต่สุดท้ายศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในปี 2558 ไม่รับฟ้องคดี กรมศิลปากร ถือว่า เป็นการสิ้นสุดคดีทางปกครองแล้วเพราะฟ้องร้องกันมาหลายรอบแล้ว

“ ตามกฎหมาย การก่อสร้างใด ๆ ในโบราณสถาน จะต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมศิลปากรอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งกรมได้แจ้งไปทางวัดหลายครั้ง ว่า การก่อสร้างของวัดผิดกฎหมาย ให้รื้อถอน และเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา กรมได้แจ้งไปทางวัดว่า จะเข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้รับอนุญาตในเบตโบราณสถาน โดยจะเริ่มรื้อถอนอาคารศาลาราย 2 หลัง ที่รื้อศาลารายเดิม แล้วสร้างขึ้นใหม่ โดยทางกรมได้ส่งหนังสือเป็นจดหมายลงทะเบียนไปทกี่วัด มีเจ้าหน้าที่เซ็นต์รับลงวันที่ 17 ก.ค. เพราะฉะนั้น ในวันที่ 24 ก.ค.นี้ กรมจะนำบริษัทเข้าไปรื้อถอนสิ่งก่อสร้าง พร้อมนำกำลังเจ้าหน้าตำรวจไปด้วย อย่างไรก็ตาม หากมีการพยายามขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ ” นายบวรเวท กล่าว และว่า การรื้อถอนน่าจะใช้เวลาไม่มาก เพราะศาลารายไม่ใหญ่มาก และจะใช้วิธีรื้อถอนแบบดี ๆ อะไรถอดได้ เช่น กรอบประตู หน้าต่าง ก็จะถอดมาให้ทางวัดเก็บไว้

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า หลังจากนี้ กผ้จะทะยอยเข้าริ้อถอนจนครบ 22 แห่ง ถือว่า เป็นการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองและกฎหมาย และในอนาคต ต้องมีการฟ้องแพ่งกับทางวัด เพื่อให้รับผิดชอบต่อการทุบทำลายโบราณสถาน รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบูรณะ ซ่อมแซมโบราณสถานด้วย

ทั้งนี้ กรณีของวัดกัลยาฯนั้น เป็นครั้งแรกที่กรทศิลปากรเข้ารื้อถอน เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่วัดอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย ไม่ใข่ทุบทำลายโบราณสถาน ไม่ว่าจะตั้งใจหรือทำไปโดยรู้เท่่าไม่การณ์