เที่ยวเทรนด์ใหม่ สไตล์คนไม่เอาถ่าน

เที่ยวเทรนด์ใหม่ สไตล์คนไม่เอาถ่าน

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ท่องเที่ยว” ในปัจจุบันเรามักจะมองเห็นภาพนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

สะพายกล้องถ่ายรูปเดินกันเป็นกลุ่มใหญ่บ้างเล็กบ้าง อยู่ตามวัดวัง โบราณสถาน หรือนุ่งน้อยห่มน้อยอาบแดดอยู่ตามชายหาด และอีกจำนวนไม่น้อยที่ไปเที่ยวชมป่าเขาลำเนาไพร


การท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การเข้าพักในโรงแรม ตลอดจนกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ หรือแม้แต่ปริมาณขยะที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ในแหล่งท่องเที่ยวก็ตาม ในแต่ละปีภาคการท่องเที่ยวยังปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงร้อยละ 4.95 ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งโลก และองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ(UNWTO) ยังคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก 2.6 เท่า ภายในปี 2578 หรือในอีก 20 ปีข้างหน้า


องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน(อพท.) ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมดังกล่าว จึงมีนโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือ Low Carbon Tourism โดยจัดโครงการที่สนับสนุนการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบโคครีเอชั่น (Co-Creation) คือการร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบและร่วมรับผลประโยชน์ เข้ามาสร้างความเชื่อมโยงกับกิจกรรมการท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวออกมาใช้เวลาท่องเที่ยวในเวลากลางวันให้มากขึ้น โดยที่ไม่นอนเปิดแอร์พักผ่อนแค่ในห้องพัก และออกไปดำเนินกิจกรรมแบบคนไม่เอาถ่านในพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 6 แห่ง ที่เป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน ได้แก่


1.พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง (Low Carbon Destination) 2.พื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (Greenovative Tourism City) 3.พื้นที่พิเศษอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-ศรีสัชนาลัย-กำแพงเพชร (World Heritage City) 4.พื้นที่พิเศษเลย (Leisure Loei) 5.พื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน (Living Old City) 6.พื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง (Origin of Suvarnabhumi)


และเมื่อเร็วๆ นี้ ร่วมกับสำนักสื่อสารองค์กร เชิญสองนักเดินทาง สิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน นักคิด พิธีกรรายการโทรทัศน์ และ มิ้นท์-มณฑล กสานติกุล เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก I Roam Alone มาทำหน้าที่ในงานเสวนาประกอบนิทรรศการ การท่องเที่ยวแบบไม่คนเอาถ่าน (Low Carbon Tourism)”ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่ง-กรุงเทพมหานคร


ในงานนี้สิงห์และมิ้นท์ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความประทับใจจากการไปร่วมทริปท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนกับ อพท. ไม่ว่าจะเป็นที่วัดภูมินทร์(จ.น่าน) หรือชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว(จ.ตราด) ซึ่งสองพื้นที่นี้ต่างก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันไป ทั้งในเรื่องของวิถีชีวิตของคนในชุมชนและยังสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ในอดีตอีกด้วย


“คือมีโอกาสได้ไปกับ อพท. ที่น่าน ถ้าเป็นที่น่านก็มีวัดภูมินทร์ ตอนนั้นไปแล้วประทับใจ เพราะว่ามีอาจารย์ท่านหนึ่งเดินไปเดินมาแล้วมาอธิบายให้เราฟัง ถ้าเป็นวัดอื่นจะเป็นพวกรามเกียรติ์ แต่นี่เป็นเรื่องวิถีชีวิตคนน่าน เป็นเรื่องแบบเขาจีบกันยังไง เราว่าแบบนี้สนุก เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับชีวิตคนจริงๆ” สิงห์เล่าถึงความประทับใจ


ส่วนมิ้นท์เล่าว่า “ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวเป็นชุมชนสองศาสนาคือพุทธและอิสลาม คนพุทธก็จะทำอาหารให้คนอิสลามกินได้ เขาจะอยู่ด้วยกันแบบนี้ เราเห็นถึงความแตกต่างแต่ไม่แตกแยกนะ”


นั่นก็เป็นการเดินหน้าสู่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมตามวิถีชีวิตของชุมชนอันเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นนั้นๆ


การท่องเที่ยวแบบคนไม่เอาถ่าน หรือ Low Carbon Tourism เป็นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่ได้เรียนรู้ความเป็นตัวตนที่แท้จริงเกี่ยวกับวิถีชีวิต หรือชีวิตประจำวัน ( Everyday Life ) โดยนักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสลงมือทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เพราะคุณค่าของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์คือการที่นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของชุมชนผ่านการท่องเที่ยว


“บ้านเราจะมองว่าการไปเที่ยวพักผ่อนคือต้องอยู่สบาย เราพักโรงแรมหรูๆ กินให้เยอะที่สุด เปลี่ยนผ้าเช็ดตัวทุกวัน เปิดแอร์ทิ้งไว้ เพราะฉันจ่ายเงินไปแล้ว หรือออกไปเดินห้าง คือยกไลฟ์สไตล์ของคนเมืองไปไว้ในพื้นที่ที่แตกต่างกัน มันสร้างปัญหาให้อัตลักษณ์ของพื้นที่แต่ละแห่งหายไป” สิงห์แสดงความคิดเห็นถึงเทรนด์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน ก่อนบอกว่าถ้าท้องถิ่นสามารถสร้างคุณค่าให้สิ่งที่มีอยู่เดิมดูน่าค้นหา ก็จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวออกจากโรงแรม มาเดินสำรวจย่านนั้นๆ มากขึ้น


“บ้านเราโปรโมทการท่องเที่ยวแค่ทะเลหรือปาร์ตี้ซะเยอะ ชาวต่างชาติเขาเลยเข้าใจว่ามีแค่นั้น เพราะเขานึกถึงแค่พัทยา ภูเก็ต ตลาดน้ำ ซึ่งจริงๆ ไทยเรามีของดีเยอะ ถ้าพยายามพัฒนาเอกลักษณ์ของท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย เราก็จะได้ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หาไม่ได้จากที่ไหน” มิ้นท์เสริม
การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในรูปแบบของ อพท. เป็นการสร้างทางเลือกให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ และได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ยังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในภาวะ ‘รวยกระจุก จนกระจาย’”ให้ทั้งผู้ประกอบการและคนในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม


“โดยกิจกรรมท่องเที่ยวแบบ Low Carbon Tourism ที่ อพท. พยายามจะผลักดันให้เกิดขึ้นนั้น ก็เกิดจากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานประกอบการที่พัก ร้านอาหาร ชุมชน แหล่งท่องเที่ยว และที่สำคัญก็คือ ตัวนักท่องเที่ยวเอง ทั้งที่จะเป็นผู้เริ่มว่าจะท่องเที่ยวในแบบคาร์บอนต่ำ” พันเอก ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการ อพท. อธิบายถึงกระบวนการการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ


การท่องเที่ยวยังถือเป็นอุตสาหกรรมบริการที่ทำรายได้ให้แก่ประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งในประเทศไทยได้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรวมทั้งวิธีการจัดการการท่องเที่ยวให้ขยายตัวมากขึ้น โดยพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้มีผลกระทบในทางลบน้อยที่สุด ส่งเสริมคุณค่าอัตลักษณ์ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ รวมทั้งจะต้องทำให้นักท่องเที่ยวตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและช่วยกันอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวให้คงสภาพที่ดีต่อไปนานๆ


เพราะฉะนั้นจะรอช้าอยู่ใย... รีบออกไปสำรวจ 6 พื้นที่พิเศษของ อพท.ในการท่องเที่ยวแบบคนไม่เอาถ่านและเตรียมพร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ แบบที่คุณจะลืมการเปิดแอร์นอนในห้องพักไปเลย !