วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

A Man of Connection “ทวี โฆษิตจิรนันท์”

ความสำเร็จของผู้ชายคนนี้ ฟ้าดินมิได้ลิขิต สวรรค์มิได้บันดาลให้ แต่ได้มาด้วยการแสวงหา และการเรียนรู้จากประสบการณ์

ในความหมายของอาชีพ Deal Maker ไม่ว่าจะตีความเป็นนักจับคู่ธุรกิจ,นักติดต่อเจรจา,เป็นคนกลางติดต่อซื้อขายทางธุรกิจ ,เป็นที่ปรึกษาทางความคิด รวมทั้งเป็นสะพานมิตรภาพเชื่อมโยงเพื่อขจัดความขัดแย้ง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน...“ดีล เมกเกอร์”นับเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่นอกจากจะเชื่อมโยงกับหลายๆศาสตร์ที่มีอยู่ในตำราที่ผู้มีอาชีพนี้ต้องศึกษาเล่าเรียนในสถาบันระดับต่างๆแล้ว การคลุกคลีกับประสบประการณ์จริงในชีวิตที่ไม่มีอยู่ในตำราเรียนใดๆยังถือเป็นศาสตร์ที่สำคัญ และขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่แปลกน่าอัศจรรย์อีกด้วย

สำหรับอาชีพ ...“ดีล เมกเกอร์”แล้ว ในสังคมบ้านเราคนทั่วๆไปไม่รู้หรอกว่านี่คืออีกอาชีพหนึ่ง จะรับรู้กันก็เฉพาะในแวดวงธุรกิจระดับใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หรือไม่ก็องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับองค์กรธุรกิจอื่นๆ ทั้งที่แตกต่างกันและเหมือนกัน ตลอดจนการก่อตั้งองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพื่อทำธุรกิจ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นดีล เมกเกอร์ไม่เพียงแต่จะมีบทบาทที่สำคัญเท่านั้น แต่เจ้าขององค์กรธุรกิจยังต้องพึ่งพาอาศัยในฐานะเป็นที่ปรึกษาหลายๆด้าน โดยเฉพาะในด้านกฏหมาย และการติดต่อเจรจา ตลอดจนช่วยคิดแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

ในจำนวนดีล เมกเกอร์ขั้นเทพที่มีจำนวนไม่มากนักในเมืองไทยนั้น มีผู้ชายวัย 40 คนหนึ่งเป็นที่เลื่องลืออย่างยิ่ง เพราะแม้จะอายุไม่มากนัก แต่ถือเป็นดีล เมกเกอร์ที่ประสบผลสำเร็จอย่างสูงในวิชาชีพนี้ และทำผลงานเป็นที่ประจักษ์ จนกลายเป็นที่ปรึกษาเจ้าสัวผู้เป็นเจ้าของบริษัทยักษ์หลายแห่งในทุกวันนี้

   “ทวี โฆษิตจิรนันท์” คือชื่อของดีล เมกเกอร์คนนั้น

เด็กมัธยมเมืองอุบลกับการล่าฝันที่สับสน

“ผมเป็นคนอุบลราชธานี ไม่เคยเข้ากรุงเทพฯมาก่อนเลยในช่วงนั้น เมื่อก่อนอยากเรียนวิศวะมาก แต่สอบโควต้าไม่ติด ถ้าจะไปสอบสนามใหญ่ก็ยากเข้าไปใหญ่ ไม่มีทางแน่....ตอนนั้นผมสับสนและเครียดมากที่สุดในชีวิต พอเศร้าๆงงๆ เครียดมาก จนกระทั่งวันหนึ่งขณะที่ไปวิ่งเล่นในโรงเรียน ก็ไปเจออาจารย์ที่สอนวิชาสังคมกำลังเล่นบาสเก็ตบอลอยู่ที่สนามบาส แกก็ถามผมว่าตอนนี้อ่านหนังสือไปถึงไหนแล้วล่ะ ผมก็บอกครูว่าผมโคตรเครียดมากเลยมาก แกก็ถามว่าอ้าวทำไมล่ะ ผมก็บอกว่าเพราะสอบโควต้าวิศวะไม่ติด แกก็พูดมาคำหนึ่งว่า...เอ๊อ คุณนี่แปลกเหมือนกันนะ อยากเรียนวิศวะเหมือนคนอื่นด้วย ผมนึกว่าคุณจะไปเรียนสายสังคมศาสตร์เสียอีก เพราะผมเห็นคุณเรียนท็อปวิชานี้ แล้วแกก็ไปวิ่งเล่นต่อ พอได้ยินดังนั้นผมฉุกคิดทันที รีบกลับบ้านเลยนะ นั่งนิ่งๆแล้วเอาสมุดเกรดมาเปิดดู จริงอย่างที่อาจารย์ว่า เพราะคะแนนวิชาสังคมศาสตร์ผมได้ท๊อปหมดเลย ไม่ใช่ท็อปธรรมดาด้วยนะ แต่เป็นท็อประดับ 4 อันดับหนึ่งของโรงเรียนทั้งนั้น แต่วิชาเลขฟิสิกส์ไม่1ก็2 เท่านั้น ผมก็คิดในใจว่าตายแล้ว...นี่เรามัวไปมองแต่คนอื่น ไม่ได้มองตัวเอง หลังจากนั้นก็เลยเปลี่ยนใจมาเรียนด้านสายสังคมศาสตร์ แต่เหลือเวลาแค่สองเดือนเท่านั้น ซึ่งก็เหลือเพียงรัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์เท่านั้น ผมคิดว่าเนติศาสตร์มันน่าจะกว่ากว่า น่าสนใจกว่า แต่ผมเรียนสายวิทย์จะมาสอบสายศิลป์ได้รึเปล่า อีกอย่างก็เหลือเวลาอีกสองเดือนเท่านั้น แต่ยิ่งไปดูคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ของสายศิลป์ก็น่าตกใจ เพราะคะแนนมันสูง แต่พอใจมันนิ่งเพราะอยากจะเรียน และผมชอบคำหนึ่งที่ว่า ลงมือคิดจะเห็นทาง ลงมือทำคือคำตอบ ผมก็ลองเอาข้อสอบสายศิลป์มาทำดู ปรากฏว่าทำได้คะแนนดีด้วย พอเห็นว่าสอบได้ก็เลยตัดสินใจสอบเอ็นทรานเข้านิติศาสตร์ และคิดว่าถ้าสอบไม่ติดมหาวิยาลัยปิดก็จะไปเรียนที่รามคำแหง แต่ผมสอบติด”

ความเชื่อ-ความชอบ-คือใช่!

“ผมสอบติดนิติศาสตร์จุฬาฯ พอเข้าเรียนวันแรก ตีตั๋วถูกเลย ใช่เลย เพราะเรียนกฏหมายทำไมมันรู้สึกเรียนสนุกสนานยังงี้วะ พอเราสนุกกับมัน ก็ทำให้เราขยันอ่านหนังสือ ผมขยันมากเลย อีกอย่งหนึ่งก็เป็นเด็กบ้านนอกด้วย เราก็สู้ และก็เป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า ถ้าคุณเลือกในสิ่งที่ใช่ แล้วคุณเชื่อและคุณชอบ แล้วมันจะใช่ ตัวผมเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าตัวเองเรียนมัธยมหกต่างจังหวัดเหมือนจะจบไม่จบ แต่สามารถสอบติดจุฬาฯ ได้ที่หนึ่งเหรียญทอง ได้รางวัลมากมาย และยังได้ทุนภูมิพล และได้ทุนไปต่อเคมบริจด์อีก...ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นผมไม่ได้เก่ง แต่เราเลือกคณะถูกต่างหาก อีกอย่างคือต้องมีความเชื่อ ความเชื่อมันแปลกนะ มันสร้างยากมาก ช่วงเรียนปีหนึ่งผมนึกเห็นภาพต่างๆมากมาย คิดไปเรื่อย แต่ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เก็บงำเอาไว้ คิดว่าตัวเองเป็นบ้า คือเห็นภาพหมดเลยตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง คือวันรับปริญญา ได้เหรียญทอง ทุกวันพออ่านหนังสือจะต้องเห็นภาพเหล่านี้ แล้วตอนที่ไปแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยวิคทอเรียที่แคนาดา 6 เดือน ก็มีโอกาสข้ามไปเที่ยวอเมริกา ไปซื้อหนังสือที่ร้านในมหาวิทยาลับเบิร์คเล่ย์เล่มหนึ่งมาอ่าน พอได้อ่านบทนำก็ถึงบางอ้อ หนังสือเล่นนั้นชื่อ mind power ซึ่งเนื้อหาของมันพูดถึงการสร้างความเชื่อ เขาบอกว่าถ้าคนเราจะทำงานยากๆหรืองานที่ยิ่งใหญ่อะไร ก่อนทำต้องมีความเชื่อ คุณต้องเชื่อก่อนว่าจะทำสำเร็จ เขายกตัวอย่างการวิ่งของนักกีฬาโอลิมปิก เขาต้องเทรนด์ก่อน ต้องให้มีความเชื่อว่าจะต้องชนะ และเห็นภาพอกของตัวเองแตะเส้นชัยก่อน จึงจะชนะ”

ทวี โฆษิตจิรนันท์-จบปริญญาตรี สาขาวิชากฎหมายเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญทอง) จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยได้รับพระราชทานทุนการศึกษาภูมิพล ในระหว่างเล่าเรียน หลังจากนั้นก็เรียนต่อปริญญาโท กฎหมายธุรกิจที่จุฬา ฯ นอกจากนี้แล้วยังศึกษาระดับปริญญาโท กฎหมายพาณิชย์ ที่มหาวิทยาลัย เคมบริจด์ ประเทศอังกฤษ โดยไดรับทุนให้เปล่าจากมูลนิธินักเรียนเก่าเคมบริจ์ด, British Chevenning Scholarship และ Cambridge Overseas Trust Scholarship อีกด้วย

“ผมจบปริญญาตรีช่วง ปี2535 ช่วงนั้นคนจบเนติศาสตร์ส่วนมากอยากจะไปทำงานในสำนักงานกฎหมายของฝรั่งกัน เพราะได้เงินเดือนสูง แต่ผมไม่ค่อยชอบวัฒนธรรมการทำงานแบบว่าหามรุ่งหามค่ำ หรือทำจนดึกดื่นค่อนคืน คือผมค่อนข้างจะแปลกแยก และคิดต่าง ซึ่งก็มีคนที่จบนิติศาสตร์หลายคนที่คิดเหมือนผม ผมก็เลยมาทำงานสำนักงานกฏหมายเล็กๆพอดีอาจารย์สุรเกียรติ เสถียรไทย เป็นคณบดี และตอนนั้นท่านเป็นที่ปรึกษานายกชาติชาย ชุณหะวัณ คณะบ้านพิษณุโลก ท่านตั้งสำนักงานกฎหมายเล็กๆ แล้วชวนผมมาทำงานด้วย ผมก็ลองทำดู โดยสตาร์ทเงินเดือนเพียง7000บาท ส่วนตอนนั้นสำนักงานทนายความของฝรั่งจะตกหมื่นแปด แต่ผมมีความเชื่อว่า ถ้าคุณเก่งอยู่ที่ไหนก็เจริญ ผมทำอยู่ที่นี้7-8 ปีก็ได้เป็นหุ้นส่วน”

ทวีทำงานหลักเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายธุรกิจบริษัทห้างร้านต่างๆ มีรายได้ตกเดือนละล้านบาท เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมานะ ถือว่าเยอะมาก และจากหน้าที่การงานด้านนี้เอง จึงทำให้เริ่มรู้จักคนเยอะ แทบจะทุกวงการธุรกิจเลยก็ว่าได้

“อันที่จริงผมได้เก่งอะไร แต่เพราะรู้จักคนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณเจริญ สิริวัฒนภักดีแห่งเบียร์ช้าง คุณวิชัย ทองแตง หรือคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม แห่งแกรมมี่ และผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายท่าน”

แต่เนื่องจากทวีมีความคิดที่ว่า...ไม่อยากจะเป็นนักกฏหมายทั้งชวิต และอยากจะหาอะไรใหม่ๆทำบ้างนั่นเอง จึงผันตัวเองมาทำธุรกิจดีล เมกเกอร์ จนกระทั่งประสบผลสำเร็จในวงการนี้

ผลพวงจากความเชื่อและประสบการณ์

ด้วยการแสวงหาและการเรียนรู้ อีกทั้งแสดงความสามารถให้เป็นที่รู้จักจนได้รับฉายาว่า "A Man of Connection" แน่นอนว่าในอดีตที่ผ่านมา จึงมีงานที่หลากหลาย โดยเป็น อาจารย์พิเศษ และวิทยากรรับเชิญแก่มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และองค์กรเอกชนหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเอแบค กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ สถาบันเพื่อการพัฒนาธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย และ Asia Business Forum เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วก็ยังรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอีกหลายแห่ง เช่น ที่ปรึกษาคณะกรรมการสถาบันนโยบายเพื่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ (ISEP)/ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง /ที่ปรึกษารัฐมนตรีส่าการกระทรวงต่างประเทศ/ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี /หุ้นส่วนและที่ปรึกษา บริษัทสำนักกฎหมายสากลสยามพรีเมียร์จำกัด

สำหรับหน้าที่การงานในปัจุบัน ก็มีเช่น ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการบริหาร บริษัท แมทช์พอยท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ MatchPoint International Limited/ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการบริหารเว็บไซท์ เช็คราคา.คอม หรือ CheckRaka.com /ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการ บริษัท ลิงค์เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Link Network (Thailand) Limited /กรรมการตรวจสอบ และกรรมการอิสระ บริษัท จีแคปปิตอล จำกัดมหาชน หรือ G Capital Public Company Limited /ที่ปรึกษาบริษัทสำนักกฎหมายสากลสยามพรีเมียร์ จำกัด/ กรรมการมูลนิธิเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

และเป็นประธานบริษัท MatchPoint International make it all possible โดยมีอยู่ทั้งในเมืองไทยแต่ต่างประเทศ

 

มากกว่าความรู้คือConnection

ทวี โฆษิตจิรนันท์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพดีล เมกเกอร์ นอกจากจะมีความรู้แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่าความรู้ก็คือต้องมีคอนเน็คชั่น

"มีเพื่อนคนหนึ่งเคยถามผมว่า หลักของการบริหารคอนเน็คชั่นที่ดีคืออะไร?....ผมตอบเพื่อนคนนั้นว่า.... “การบริหารคอนเน็คชั่นที่ดีทีสุด คือการไม่ใช้คอนเน็คชั่น..”...คือเราเป็นเด็กอายุเพียง 30-40การที่มีโอกาสได้ไปรู้จักนักธุรกิจระดับมังกรอายุ 50-60 กว่า หรือเป็นเศรษฐีแสนล้าน ซึ่งผู้ใหญ่ส่วนมากมักจะคุ้นเคยถูกการโดนขอให้ช่วย แต่สำหรับผมไม่เคยเลย ผมบอกเพื่อนว่า คนไทยเรามักจะเข้าใจผิด คือการรู้จักผู้ใหญ่รู้จักคนเยอะนั้นมันไม่ยากหรอก แต่รู้จักยังไงล่ะที่จะทำให้ผู้ใหญ่อยากเจอทุกอาทิตย์ อยากชวนไปกินข้าวทุกเดือน ไปมาหาสู่กันได้ เคล็ดลับง่ายๆก็คืออย่าไปขอหรืออย่าไปให้เขาทำอะไรมากมาย ถ้าขอให้เขาทำเยอะๆคอนเน็คชั่นจะหาย"

ระหว่างนักกฎหมายกับนักธุรกิจนั้น ในฐานะที่เป็นนักกฏหมายมาก่อนที่จะหันมาทำธุรกิจ ทวีบอกว่าแม้จะเป็นศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่มันสามารถเอื้อกันได้ พร้อมทั้งเปรียบเทียบให้ฟังว่า

“มันเสริมกันนะ....คืออย่างนี้นะ ถ้าจับนักธุรกิจให้ไปเรียนกฏหมาย มันเปรียบเหมือนเอานักบริหารไปซ่อมรถนั่นแหละ ซึ่งมันยากเพราะมันเป็นเรื่องเทคนิค แต่ในขณะเดียวกันถ้าจับนักเครื่องยนต์ไปเรียนรู้เรื่องธุรกิจ มันจะง่ายกว่า ดังนั้นเช่นเดียวกันนักกฎหมายไปเรียนรู้ธุรกิจมันง่ายกว่า ที่สำคัญคือลึกๆแล้วการทำธุรกิจล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับกฏหมายทั้งสิ้น คือมันเกี่ยวกับกฎหมายหมด เริ่มตั้งแต่การตั้งองค์กร ชื่อบริษัท เป็นห้างหุ้นส่วน บริษัทมหาชน บริษัทข้ามชาติ เป็นนิติบุคคลผู้ถือหุ้น คุณสมบัติอีกสารพัดอย่างของการจัดตั้งองค์กรทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะรับดับไหนก็ตาม จะเกี่ยวข้องกับกฏหมายทุกขั้นตอน ”

ในฐานะที่ผ่านงานกฎหมายมาก่อน ทวีบอกว่านักกฏหมายจะเห็นภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นจึงรู้ทุกมุม และสามารถทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายได้ สำหรับนักธุรกิจแล้ว ถ้าเป็นนักธุรกิจที่ไม่รู้กฎหมายเวลาเจอปัญหาใหญ่ๆแล้วมักจะถอย เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็นนักกฎหมายแล้วจะรู้ว่ามันยากหรือง่าย เป็นปัญหาที่แก้ได้หรือไม่ ตรงบางบริษัทที่บอกว่าเน่าแล้ว เมื่อนักกฏหมายไปดูก็จะรู้ว่าเป็นขยะหรือผ้าขี้ริ้วห่อทอง แล้วปัญหาที่มีห่อหุ้มอยู่มันมากน้อยแค่ไหน และแก้ได้หรือไม่ แล้วแก้ได้ง่ายหรือยาก

นี่คือความต่างและการการเอื้อกันระหว่างนักกฎหมายกับนักธุรกิจ

 

งานหินของดีล เมกเกอร์

เมื่อถามถึงงานหินสำหรับดีล เมกเกอร์ หรือที่เรียกว่างานระดับ Impossible Task นั้น ทวีบอกว่าเคยผ่านมาแล้วหลายงาน เพราะงานที่มาถึงมือนั้น ทุกงานจะเป็น Impossible Task ทั้งสิ้น

โดยเขายกตัวอย่างกรณีงานหินระหว่างกลุ่มธุรกิจของคุณคุณวิชัย ทองแตง กับกลุ่มของคุณของคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรมแห่งแกรมมี่ ดีลนี้ถือว่ายากมาก เพราะมีธุรกิจเหมือนกัน สินค้าเหมือนกัน แต่ก็สามารถทำให้ทั้งสองกลุ่มสามารถจับมือทำธุรกิจร่วมกันได้

“คืออย่างนี้นะ...หลังจากผมทำให้ทั้งสองร่วมมือกันทำธุรกิจสำเร็จ คุณไพบูลย์ก็ชวนผมไปนั่งกินกาแฟ แล้วถามผมว่าคุณทำได้ยังไง โดยคุณไพบูลย์บอกว่าพยายามเจรจาเอง3-4เดือนแต่ไม่สำเร็จสักที คุณเด็กกว่าผมเยอะ แต่คุณทำสำเร็จ แล้วคุณไพบูลย์ก็ถามผมว่าอะไรที่ทำให้ดีลนี้สำเร็จ ผมก็เรียนกับคุณไพบูลย์ว่าผมทำสองอย่างเท่านั้นเอง โดยมีผุู้ใหญ่ท่านหนึ่ง (ชินเวศ สารสาส) เคยสอนผมไว้ แล้วผมก็เอามาใช้กับดีลนี้ โดยท่านสอนผมว่า คุณทวีคนเราถ้าจะให้ใครทำอะไรหรือช่วยทำอะไร คุณต้องทำให้เขาเชื่อเราเสียก่อน เชื่ออย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องให้ชอบด้วย คุณต้องให้เขาเชื่อแล้วก็ชอบเขาถึงจะช่วย ทั้งสองเรื่องนี่แหละที่ผมทำ โดยให้ทั้งสองฝ่ายเชื่อกันก่อน...ผมทำให้ทั้งสองฝ่ายเชื่อว่าเมื่อทำธุรกิจร่วมกันแล้ว ทั้งคู่จะได้ผลประโยชน์มหาศาล ถ้าทั้งสองฝ่ายไม่เชื่อกัน ก็ไม่มีทางที่จะประสานหรือทำขั้นตอนอื่นๆต่อไปได้ แต่เมื่อทำให้ทั้งสองฝ่ายเชื่อกันและเห็นผลประโยชน์ร่วมกันแล้ว ก็ยังไม่พอ ขั้นตอนต่อมาก็ต้องทำให้ทั้งสองคือคุณวิชัยกับคุณไพบูลย์ชอบกันด้วย เมื่อเชื่อและชอบกันแล้ว ดีลนี้จึงสำเร็จอย่างที่เห็น และเดี๋ยวนี้นี้ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนที่รักกันมาก...”

ทวีได้อธิบายว่า...การทำธุรกิจคือการเอาผลประโยชน์ เป็นเรื่องของการเอา ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะเป็นธรรมชาติของการทำธุรกิจ ตราบใดที่ธุรกิจให้ผลประโยชน์กันอยู่ก็ยังไปได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ธุรกิจเริ่มมีปัญญา

ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป ส่วนการเป็นเพื่อนกันนั้น เพื่อนคือการให้ ใช้เวลาคบกันมาตั้งแต่เด็กๆ ต่างจากจากธุรกิจคือการเอา โดยการเป็นเพื่อนนั้นมันจะลึกซึ้งยาวนานมากกว่าธุรกิจ เมื่อนำทั้งสองอย่างมาผสมกัน ให้มีความสมดุลย์กัน จึงทำให้ดีลระหว่างคุณวิชัยกับคุณไพบูลย์ประสบผลสำเร็จ

“อีกงานหนึ่งที่หินมากและเพิ่งทำสำเร็จก็คือ การนำเอานักธุรกิจใหญ่ๆในแต่ละจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ มาจับมือร่วมกันเพื่อตั้งบริษัทขึ้น เพราะในอนาคตกันใกล้นี้เมื่อประเทศของเราต้องของเราต้องเข้าร่วมกับกลุ่มประชาคมอาเซียน ถ้าต่างคนต่างทำจะต้องเหนื่อยแน่ ยิ่งเจอกับทุนยักษ์ใหญ่อย่างจีน เราต้องเสียเปรียบอย่างแน่นอน แต่เมื่อร่วมมือกัน ก็จะมีช่องทางในการทำธุรกิจมากขึ้น ตอนนี้ได้ตั้งบริษัทเสร็จเรียบร้อยแล้วคือบริษัท ลิงค์เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Link Network (Thailand) Limited โดยมีนักธุรกิจใหญ่ทั้ง77จังหวัดมาร่วมเป็นหุ้นส่วนกัน”

“พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ”คือสิ่งที่ท้าทาย

หลังจากที่สามารถเจรจาให้นักธุรกิจแต่ละจังหวัดทั่วประเทศมาจับมือร่วมกันตั้งบริษัทจนสำเร็จแล้ว เมื่อถามว่างานต่อไปที่มีอยู่ในความคิดคืออะไร และเป็นสิ่งที่คิดว่าน่าจะทำมากที่สุดในตอนนี้

“สิ่งที่ผมอยากจะทำมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ กำลังคิดจะทำให้กรุงเทพมีพิพิธภัณฑ์แบบที่ประเทศที่เจริญแล้วเขามีกัน อย่าง British Museum ในลอนดอน คือผมมีโอกาสไปต่างประเทศบ่อย เห็นคนของเขาหอบลูกจูงหลานเข้าชมพิพิธภัณฑ์กันอย่างมีความสุข แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้กัน แต่ไม่เคยเป็นจริงสักที เพราะมันเป็นงานยาก ซึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ดีต้องอยู่ในทำเลที่ดี เดินทางสะดวก ต้องใช้ที่ดินประมาณ 50 ไร่ในกลางกรุง แต่แน่นอนมันเป็นของแพงแน่ แม้จะดูเป็นงานยาก แต่สำหรับผมไม่ยากเกินความสามารถ สามารถจะทำได้ แต่ต้องช่วยๆ กัน โดยตอนนี้ผมเริ่มโปรเจ็คนี้แล้ว อยู่ในขั้นตอนวางแผน และรวบรวมบรรดานักธุรกิจใหญ่มาช่วยกัน ไม่จำเป็นต้องไปทำกาสิโนดึงดูดนักท่องเที่ยวหรอก ทำมิวเซียมกรุงเทพนี่แหละ สามารถจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างสบาย....ส่วนปัญหาก็คือ "ก้าวแรก" เท่านั้น ถ้าก้าวแรกผ่านไปได้ทุกอย่างก็สามารถก็จะเดินไปได้”

........................................

ต้องขอบอกก่อนว่านี่เป็นการสนทนากับ“ทวี โฆษิตจิรนันท์” Deal Maker Man บางส่วน และเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของจุดเริ่มต้นอาชีพนี้ รวมทั้งแนวความคิดและวิธีการทำงานของเขา เพราะยังมีเรื่องราวอีกมากมายหลายแง่มุมในชีวิตที่น่าสนใจ เหมือนเป็นตำราชีวิตเล่นใหญ่เล่มหนึ่งเลยทีเดียว

และเป็นตำราชีวิตที่น่าศึกษาอย่างยิ่งสำหรับใครก็ตามที่อยากจะกระโจนเข้ามาสู่วิชาชีพนี้.