วิพากษ์สื่อ กรณีข่าว 'แตงโม-โตโน่'

วิพากษ์สื่อ กรณีข่าว 'แตงโม-โตโน่'

(ทัศนะวิจารณ์) วิพากษ์สื่อ กรณีข่าวแตงโม-โตโน่ โดย..ชนมน จำเรือง

"สื่อ" กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งสำหรับนักวิจารณ์สื่อ จากกรณีข่าวรักร้าวของคู่ดารา อย่าง แตงโม ภัทรธิดา และ โตโน่ ภาคิน โดยเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา แตงโม ภัทรธิดา ได้ออกมาเผยกรณีที่ทำร้ายตนเอง โดยกินยาเกินนอนหลับเกินขนาด จนต้องเข้าห้องฉุกเฉิน

และตามด้วยการแถลงข่าวเปิดใจ ของนักร้องหนุ่ม โตโน่ ภาคิน ที่เจ้าตัวออกมายืนยันสถานะของทั้งคู่ว่า “เลิกกันแล้ว”  ซึ่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้สังคมบางกลุ่มติดตามเกาะกระแสการเคลื่อนไหวของดาราทั้งคู่จนไม่เป็นอันทำอะไรกัน


จึงเกิดเป็นคำถามของนักวิจารณ์สื่อต่อสำนักข่าวหลายๆสำนัก ว่าสังคมทุกวันนี้ “ทำไมถึงให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป?” “เราเดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกัน?” จุดที่นักข่าวต้องการข่าวดาราจนฝ่าฝืนจรรยาบรรณวิชาชีพสิทธิส่วนตัวและละเลยกฎหมายบ้านเมืองที่มีไว้หรือไม่ เป็นเหตุให้มีการละเลยการนำเสนอข่าวสารอื่นๆ “ที่มีความสำคัญต่อประเทศมากกว่า?”


แน่นอนว่าข่าวการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ได้ถูกลดความสำคัญไปอย่างเห็นได้ชัดเจน


กล่าวคือ ประชาชนและสื่อมวลชนต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ดาราเลิกรักกันเพิ่มขึ้น ทำให้มองเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารที่ ”สื่อ” ส่งต่อให้นั้น “อาจครอบงำและมีอิทธิพลต่อสังคม” ในเรื่องการรับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเดียวหรือไม่


ทั้งนี้ ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าอิทธิพลของข่าวสารข้อมูล มีผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ ของคนในสังคมมากขึ้น บางคนถึงกับต้องบริโภคข่าวสารอยู่ตลอดเวลา เช่น บางคนใช้บริการ SMS ส่งข้อความข่าวสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือตลอด 24 ชั่วโมง หรือคนที่อยู่วงการธุรกิจ หุ้น ที่ต้องติดตามการเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ หรือถ้าต้องดูรายการโทรทัศน์ ถ้าพลาด ก็ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็เปิดดูในอินเตอร์เน็ตในโทรศัพท์ หรือคอมพิวเตอร์ โดยที่สังคมจะเสพข้อมูลตลอดเวลา


ปัจจัยอีกอย่าง ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการนำเสนอข่าวสารในตัวของสื่อเอง ผลที่ปรากฏในสังคม ณ ตอนนี้ ทฤษฎีทางการสื่อสารสำหรับสื่อมวลชนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง อย่าง ทฤษฎีการจัดวาระ (Agenda Setting Theory) ที่มีมุมมองว่า สื่อมวลชน จะสื่อสารเรื่องราวต่างๆ ที่จะทำให้ผู้คนสนใจติดตามเรื่องราวนั้น อย่าง กรณีเลิกราหย่าร้าง ระหว่างแตงโม กับ โตโน่ หรือข่าวอื่นๆที่ผ่านมา ที่สื่อได้ให้ความสำคัญ โดยการลงข่าวครึกโครม การพาดหัวข่าว ที่สะดุดตา ใช้ถ้อยคำรุนแรงนำมาขึ้นหน้าปก การเชิญออกรายการทีวี หรือแม้กระทั้งแถลงข่าวสด หรือการโพสต์ความเห็นผ่านทางอินเตอร์เน็ต ให้ข้อมูลจากแหล่งข่าวแบบเฉพาะเจาะจง ให้พื้นที่และให้เวลากับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ดูเหมือนเป็นการให้ความสำคัญต่อข่าวสารดังกล่าว จนทำให้ผู้คนหรือผู้รับสารนั้นคิดว่า เรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และต้องให้ความสำคัญ


ในสภาพปัจจุบัน สื่อมวลชน จะเป็นผู้ที่สะท้อนความเป็นจริง (Reflecting reality) และอาจจะเป็นผู้สร้างความจริงเทียมก็เป็นได้ (Creating pseudo reality) โดยการนำเสนอข่าวสารในบางประเด็นให้มีความสำคัญเกินความเป็นจริง ซึ่งข้อมูลนั้นๆอาจไม่ได้ถูกคัดกรองมาดีพอ ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ตาม บางอย่างอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อแหล่งข่าวนั้นๆ แต่ก็ทำให้ผู้รับสารทุกคนที่ชื่นชอบหรือที่ให้ความสนใจกับเรื่องนั้น เกาะติดสถานการณ์ข่าว และบริโภคข้อมูลของสื่อนั้นไปแล้ว


อีกทั้งบทบาท “สื่อ” ยังมีอิทธิพลเกี่ยวกับการส่งผลให้เกิดการเลียนแบบ เช่น ข่าวอาชญากรรม ข่าวความรุนแรง ข่าวสงครามภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรง ต่อสู้กัน การ์ตูนที่มีเนื้อหารุนแรง หนังสือสืบสวน ก็อาจจะส่งผลให้ผู้รับสารหรือเด็กที่ได้อ่านแล้วมีจินตนาการและเกิดการเลียนแบบ


เห็นได้จากการที่เด็กก่ออาชญากรรมหลายคดี โดยบอกว่าเลียนแบบมาจากหนัง “เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบ” หรือที่เรียกว่า “Copy Cat” ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายตามแฟชั่น การก่ออาชญากรรม การก่อม็อบ การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ฯลฯ ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนเป็นผลมาจาก การกระทำของ “สื่อ”


ดังนั้น อิทธิพลของสื่อก็จะมีผลต่อพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของคนในสังคมมากขึ้นจนแก้ไม่ได้ในที่สุด ก็จำเป็นที่ทุกคนในสังคมต้องสร้าง “ภูมิคุ้มกันข่าวสาร” (Mass Vaccine) กลไกของสังคมไม่ว่าจะเป็นนโยบายสำหรับภาครัฐ การให้การศึกษาในสถาบันการศึกษา การอบรมเลี้ยงดูจากรอบครัว การขัดเกลาจากศาสนา การให้ความรู้จากองค์กรเศรษฐกิจ การห่วงใยกันจากกลุ่มสังคม


ซึ่งความหลากหลายของภูมิคุ้มกันข่าวสารเหล่านี้ จะเป็นองค์ประกอบแห่งการนำพาให้ผู้คนในสังคมไทย พ้นจากการครอบงำของสื่อ และจะเป็นผู้บริโภคสื่อด้วย “ความเข้าใจ อย่างมีความสุข”