รองเลขา กกต.มอง 'โหวตโน' อบต.เรื่องดี สะท้อนคนเข้าใจการเลือกตั้ง

รองเลขาธิการ กกต.ชี้ 'โหวตโน' อบต.หลายแห่ง เป็นเรื่องดี สะท้อน ปชช.เข้าใจการเลือกตั้ง ยันไม่กระทบเลือกตั้ง สส. ส่วนปมคนโห่ไล่นักการเมืองบนเวทีหาเสียง เป็นสิทธิ
KEY
POINTS
- รองเลขาธิการ กกต. มองว่าการที่ประชาชน "โหวตโน" ชนะการเลือกตั้งนายก อบต. เป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องแปลก
- สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย และใช้สิทธิ์ในการตัดสินใจไม่เลือกผู้สมัครที่เห็นว่าไม่เหมาะสม
- คาดว่าปรากฏการณ์โหวตโนจะเกิดขึ้นได้น้อยในการเลือกตั้ง สส. เนื่องจากผู้สมัครจะพยายามนำเสนอนโยบายเพื่อสร้างคะแนนนิยม
เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเลือกตั้งนายก อบต.ท่าชะมวง อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนมากกว่า ผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือ "โหวตโน" นอกจากนี้มีการโหวตโนชนะในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย ว่า เป็นหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ดังนั้น ประชาชนจะมอบหมายให้ใครใช้อำนาจแทนตนก็ต้องดูว่าเป็นคนที่เหมาะสมหรือไม่ หากประชาชนเห็นว่าคนไหนไม่เหมาะสม หรือไม่ควรจะเลือก ก็เป็นอำนาจของประชาชนที่จะตัดสิน หรือมอบหน้าให้ใคร ไม่ได้ถือเป็นเรื่องแปลก หรือว่ามีปัญหาอะไรในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
นายวีระ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำที่ประชาชนมีความชัดเจนว่าจะเลือกคนแบบไหน พันธกิจของ กกต.เอง ก็สื่อสารกับประชาชนอยู่เสมอว่าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ได้คนดีมาปกครองบ้านเมือง เมื่อประชาชนเห็นว่าไม่มีคนเหมาะสม ก็ไม่เลือก ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนสามารถทำได้
เมื่อถามว่า การโหวตโน จะส่งผลกระทบต่อ การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติหรือไม่ รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า ไม่คิดว่าการโหวตโนจะเกิดขึ้นไม่มาก การที่ประชาชนไม่เลือกผู้ใดน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่กระทบกับความรู้สึก ซึ่งในการเลือกตั้ง สส. โอกาสที่จะไม่เลือกใคร หรือโหวตชนะน่าจะเกิดขึ้นได้น้อย เพราะผู้สมัครก็ต้องพยายามนำเสนอนโยบายของตน ต้องออกไปหาเสียงสร้างคะแนนนิยม คิดว่าผู้สมัครทุกคนรู้อยู่แล้วว่าตนเองมีบทบาทอย่างไร ต้องหาเสียงอย่างไรให้คนเลือก
สำหรับในหลายพื้นที่ที่มีความท้าทายหรือการแข่งขันดุเดือด กกต.มีการเฝ้าระวังอย่างไร นายวีระ กล่าวว่า กกต.ได้ให้เครือข่ายที่มีอยู่เก็บรวบรวมข้อมูล แสวงหาหลักฐานข้อเท็จจริงได้ แต่หากมีการร้องเรียนหรือร้องค้านขึ้นมา ก็สามารถนำมาใช้ประกอบในการพิจารณาทำสำนวนไต่สวนได้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่พบว่ามีการร้องเรียนเข้ามา
กรณีที่มีบางพรรคการเมืองเตรียมไปร้องว่ามีความพยายามในการจัดกลุ่มคนเข้ามาก่อกวนขณะลงพื้นที่หาเสียง กกต.สามารถจัดการอย่างไรได้บ้าง รองเลขาธิการ กกต.กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวก็จะเข้าข่ายการขัดขวางการเลือกตั้ง เป็นโทษทางอาญา ต้องไปดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซึ่งทางผู้สมัคร ส.ส.สามารถเป็นเจ้าทุกข์ได้ กรณีที่มีการทำผิดเกี่ยวกับเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายระบุให้ผู้สมัครเป็นผู้เสียหายได้ ในการไปร้องทุกข์กล่าวโทษ
นายวีระ กล่าวด้วยว่า กรณีประชาชนมีการไปโห่ไล่ ก็เป็นสิทธิของประชาชน แต่ถ้ามีหลักฐานว่าเป็นการจัดตั้งกลุ่มคนโดยพรรคการเมือง ทางพรรคที่ผู้สมัครสังกัดอยู่ก็ต้องไปแจ้งความดำเนินคดี หากเข้าข่ายโทษทางอาญาส่วนไหน หรือผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างไร ก็ดำเนินการไปตามนั้น ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ หากมีผู้มาร้อง ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการต่อไปและนำไปสู่การวินิจฉัยของ กกต. โดยจะมีเครือข่ายของ กกต. เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลหลักฐานในการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายให้ประชาชน หรือผู้สมัครเลือกตั้งสามารถแจ้งเบาะแสได้อยู่แล้ว หากพบเห็นว่ามีการกระทำใดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายสามารถแจ้งเบาะแสผ่านทางแอพพลิเคชั่นตาสับปะรด หรือแจ้งที่สำนักงาน กกต.จังหวัดก็ได้
นายวีระกล่าวถึงการที่มีเขตเลือกตั้ง อบต.แห่งหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรี แจ้งความดำเนินคดีพระภิกษุเข้าไปลงคะแนนว่า ตามกฎหมายห้ามบุคคลที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิอยู่แล้ว ถือเป็นโทษทางอาญา ต้องไปดำเนินคดี และในส่วนของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จะมีความผิดพลาดหรือไม่อย่างไร จะมีการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร สาเหตุคืออะไร แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่ามีความผิดหรือไม่







