วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บอกลาตุรกีด้วยคำขอบคุณ

วันสุดท้ายในตุรกี มาถึงพร้อมกับอาการปวดเท้าที่น่าจะเป็นผลพวงจากการกระหน่ำเดินตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา

เมื่อสังขารไม่อำนวย จึงตัดสินใจกันว่า ขอนั่งๆ เดินๆ เอาที่พอไหว... สถานที่สำคัญของเมืองเลยไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นการซึมซับบรรยากาศก่อนต้องบอกลาตุรกีเสียมากกว่า


หลายคนมักเข้าใจว่าอิสตันบุลเป็นเมืองหลวงของตุรกี แต่ความจริงแล้วเป็นเเพียงอดีต เพราะเมืองหลวงได้ย้ายไปอยู่ที่ “อังคารา” แทน ด้วยเหตุผลว่าเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ใจกลางประเทศ จึงเหมาะเป็นเมืองหลวงมากกว่า ความจริงแล้วเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุด แต่อิสตันบูลก็ยังคงเป็นเมืองคึกคักที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในตุรกี


ด้วยภูมิประเทศที่มีทะเลแบล็คซีไหลตัดผ่าน ทำให้เมืองถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง คือฝั่งที่อยู่บนทวีปยุโรป และฝั่งที่อยู่บนทวีปเอเชียไมเนอร์ หรือที่มักเรียกกันว่าดินแดนอนาโตเลีย จึงเป็นที่มาของคำว่า ”ดินแดนสองทวีป”


เราเริ่มต้นวันกันที่การเดินในย่านวัยรุ่นสุดฮิตของเมืองฝั่งยุโรปอย่าง “Taksim Square” ที่คึกคัก และเต็มไปด้วยผู้คนมหาศาลพอๆ กับชอปปิงสตรีทในเมืองใหญ่ทั่วโลก ด้วยความที่เราไม่ใช่ขาช้อป แถมสินค้าส่วนมากก็เป็นแบรนด์ที่หาซื้อได้ในบ้านเรา จึงเน้นไปที่ของกินเป็นหลัก


นอกจากเคบับแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไปตุรกีแล้วไม่ชิมคงไม่ได้ นั่นคือ “Baklava” ขนมหวานที่ชาวตุรกีแสนจะภาคภูมิใจ ซึ่งในวันนี้เรามีแขกรับเชิญคือมุสตาฟา เจ้าของบ้านที่เราพัก อาสาพาเราไปลองร้านเด็ด


Baklava คือขนมคล้ายพายชิ้นเล็ก ที่ทำด้วยการพับแป้งทบซ้อนกันไปมาเป็นชั้น (มุสตาฟาบอกว่าเคยนั่งนับได้ 40 ชั้น) ส่วนข้างในเป็นไส้ถั่วพิสตาชิโอ และนำไปอบจนกรอบ


“ตอนกิน ลองหลับตาดู แล้วค่อยเคี้ยว คุณจะได้ยินเสียงฟันบดลงไปบนแป้งกรอบๆ ดัง ครั่ชชช” นี่คือคุณสมบัติของขนมรสหวานเจี๊ยบที่มุสตาฟาบรรยายได้ถึงรสถึงชาติ


หลังจากเดินชมกันจนสาสม จนกระเพาะจะร้องไห้ มุสตาฟาก็ขอแยกตัวไปทำธุระส่วนตัว ก่อนบอกให้เราลองเดินไปบริเวณ Galata Tower อีกหนึ่งจุดชมวิวของอิสตันบุล แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเสียเงินขึ้นไปบนยอดหอคอยนี้สักครั้ง แต่ที่น่าสนใจคือร้านค้าที่ขายของอยู่รอบๆ ในบรรยากาศเมืองเก่าต่างหาก เมื่อเจ้าถิ่นแนะนำ เราจึงเชื่อฟังอย่างง่ายดาย และพาตัวไปเองไปยังที่นั่นทันที


ด้วยความไม่รีบเพราะปวดเท้า เราจึงเดินกันค่อนข้างเรื่อยเปื่อย เหนื่อยก็พัก แวะถ่ายรูปเป็นระยะ แต่ขณะที่เดินอยู่นั้น มีพี่ชายนักขัดรองเท้าคนหนึ่ง เดินแบกอุปกรณ์ที่เขาใช้ทำมาหากิน อันประกอบไปด้วยแท่นวางเท้า แปรงขัด และน้ำยาต่างๆ ผ่านหน้าเราไป แต่แปรงอันเป็นอาวุธสำคัญดันหล่นโดยที่เขาไม่รู้ตัว เรารีบเก็บ และวิ่งตามไปคืนให้เขาทันที เขาขอบคุณเราเป็นการใหญ่ โดยเมื่อเราบอกลา เขากลับหยุดเราไว้


“รองเท้าของพวกคุณเลอะอยู่นี่ครับ วางเท้าบนแท่นสิ ผมจะขัดให้”


“ไม่เป็นไรครับ ยังไงเดี๋ยวก็เลอะอีกอยู่ดี ต้องเดินอีกเยอะ”


“มาเถอะครับ ผมอยากขัดรองเท้าให้คุณ”


เมื่อได้ยินดังนั้น ก็คิดว่าดีเหมือนกัน ทำความดีแล้วสบายใจ แถมได้ผลตอบแทนด้วย เพียงไม่ถึงห้านาที เราก็เดินออกมาพร้อมรองเท้าเงามัน ประดุจไปซื้อคู่ใหม่มา แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร...เมื่อหนุ่มนักขัดรองเท้าเดินตามมาเก็บเงินจากเราเสียอย่างงั้น...


เราพยายามรวบรวมเหรียญในกระเป๋าสตางค์ให้เขาไป แต่เขาบอกว่าแค่นั้นมันไม่พอ ผมถามว่าคิดเท่าไหร่ เขาตอบว่า 10 เตอร์กิชลีรา (ประมาณ 120 บาท) ผมสะเทือนใจกับคำตอบ...ไม่คิดว่าเขาจะหากินกับเราถึงขนาดนี้ ผมจึงบอกเขาไปทันทีว่า “ผมไม่ได้ขอให้คุณขัดรองเท้าให้ผม คุณเป็นฝ่ายเสนอเอง” เขาจึงถอดใจ และเดินจากไป... เป็นอีกครั้งที่เสียความรู้สึก และเป็นการย้ำให้รู้ว่าของฟรีไม่มีบนโลก อย่าคิดรับอะไรจากใครง่ายๆ


แม้จะเซ็งกันเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็มาถึงย่าน Galata Tower จนได้ ซึ่งจากจำนวนคนรอต่อคิวขึ้นหอคอยที่ยาวเหยียด ทำให้เราตัดสินใจไม่ยากว่าขอเดินเล่นรอบๆ ดีกว่า และก็เป็นอย่างที่มุสตาฟาบอกว่าเต็มไปด้วยร้านค้าที่ขายของน่าสนใจเต็มไปหมด แต่ติดที่ราคาค่อนข้างจะสูง จึงได้แต่มองเช่นเดิม


เมื่อถึงช่วงบ่ายแก่ก็สมควรแก่เวลากลับไปเก็บกระเป๋า เพื่อเตรียมตัวไปสนามบิน เดินทางไปยังประเทศ”จอร์เจีย” ดินแดนแห่งเทือกเขาคอเคซัส โดยหลี่ถิงจะบินยาวข้ามกลับไปสแกนดิเนเวียตามเป้าหมายตามหาแสงเหนือของเธอ


เก็บของเรียบร้อย และบอกลาเพื่อนซี้ที่ลุยด้วยกันมากว่าสองอาทิตย์ แต่ใช้เวลาร่ำลากันไม่ถึงสองนาที เพราะแน่นอนว่าสักวันคงได้เจอกันอีก เราไปสนามบินคนละที่ ซึ่งเธอเลือกจะใช้บริการแท็กซี่ จึงยกบัตรเมโทรที่ยังมีเงินเหลือข้างในมาให้ผมใช้ พร้อมกำชับว่า “ไม่รู้ว่าเงินในบัตรจะเหลือไปถึงสนามบินไหมนะ”


ระบบรถไฟฟ้าเมโทรของตุรกีไม่เหมือนที่ไทย เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยนสายก็จะเสียเงินเพิ่ม ก่อนหน้านี้ผมแลกเงินทั้งหมดเป็นเงินจอร์เจียลารีไว้แล้ว โดยคำนวนให้เหลือประมาณพอดีที่จะใช้ในหนึ่งวัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิด...


ผมแบกเป้ใบใหญ่ขึ้นเมโทร ดูสะดุดตาจนชายที่นั่งตรงข้ามกันเอ่ยปากชวนคุย หัวข้อสนทนาหนีไม่พ้นคำถามว่าผมมาจากไหน จะไปไหนต่อ ซึ่งเขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ทางไปสนามบินพอดี จึงนั่งคุยกันไปตลอดทาง


เราบอกลากันเมื่อถึงครึ่งทาง ที่เราต้องเปลี่ยนสายไปกันคนละเส้น ผมเสียบบัตรเมโทรเข้าเครื่อง แต่ปัญหาดันเกิด เมื่อเงินใบนั้นเหลือเพียง 1.35 TRY แต่ค่าเปลี่ยนสายอยู่ที่ 1.45 TRY… ผมนับเงินสดในกระเป๋าเพื่อซื้อตั๋วใหม่ โดยราคาคือ 4 TRY แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวผมนั้นมีแค่ 3.50…


หายนะมาเยือนอีกแล้ว ผมยืนงกๆ เงิ่นๆ อยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจว่าจะกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม แม้จะเสียดายค่าธรรมเนียมก็ตาม แต่คงไม่มีทางอื่นให้เลือก แต่ขณะที่สอดบัตรเข้าเครื่องไปแล้วครึ่งใบ ก็มีเสียงเรียก “My Friend” ดังขี้น


เมื่อหันไปมอง เจ้าของเสียงคือชายคนที่เราพึ่งบอกลากันเมื่อห้านาทีที่แล้ว! เขาบอกว่าเห็นผมยืนเหมือนเกิดปัญหาอะไรซักอย่าง เลยเดินตามมาดู ผลเลยลงเอยเป็นว่า เขาให้ผมยืมเงินเพื่อซื้อบัตรเมโทรใบใหม่ และยังขออาสานั่งไปส่งจนถึงสนามบิน เพราะเขาอยากคุยกับผมให้มากกว่านี้


บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งแบบเป็นทางการมากกว่าเดิม เขาคือ “Bilal” ชายจากเมือง Denizli ที่ย้ายมาทำงานด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ในอิสตันบูลมากว่า 20 ปีแล้ว


เขาเล่าให้ฟังว่าตลอดชีวิตเขาไม่เคยเดินทางออกนอกประเทศเลยสักครั้ง ซึ่งการสะพายเป้ออกเดินทางแบบที่ผมกำลังทำเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด


เราพูดคุยกันอย่างสนิทใจมากขึ้น เขาอยากฟังประสบการณ์ท่องเที่ยวในตุรกีของผมว่าไปที่ไหนมาบ้าง เมื่อผมเล่าให้ฟังจนจบ เขาจึงตอบว่า “คุณรู้จักตุรกีดีกว่าผมเสียอีก”


แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจของสุภาพบุรุษคนนี้ เมื่อถึงสนามบิน เราจึงแลกอีเมล์ไว้ เผื่อสักวันอาจจะมีโอกาสได้เดินทางร่วมกัน ผมลาเขาด้วยคำว่า”แล้วเจอกัน” คำตอบของเขาคือ “I hope”


การลงท้ายงานเขียนด้วยการขอบคุณคนนั้นคนนี้ ไม่ตรงกับแนวทางของผมเท่าไหร่นัก แต่ในครั้งนี้คงต้องขอพูดอีกครั้ง “Thank you very much Bilal!”