ระบาย “สุข” ใน “แม่ฮ่องสอน”

เมื่อลองคลี่สายตาผ่านม่านหมอกหนาทึบนั้นไป ภาพความงดงามของผู้คนและธรรมชาติอันบริสุทธิ์สดใสก็ปรากฏ
พ้นโค้งเขานั้นมาได้ไม่เท่าไร จากถนนที่ดูเรียบสบายก็กลายเป็นหลุมดินตะปุ่มตะป่ำ รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ พุ่งทะยานลงไปในแนวลาดเอียงของหุบเนินนั้น มันไหลลาดซะจนสมาชิกในรถทั้ง 3 คนแทบจะลืมหายใจ
อันที่จริงการเดินทางในจังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่ได้โหดหินเกินจินตนาการสักเท่าไร ออกจะสะดวกสบายเสียด้วยซ้ำ เพราะถนนค่อนข้างดี ไม่ค่อยมีรถราวิ่งกันวุ่นวายเหมือนถนนเส้นอื่น ที่สำคัญทิวทัศน์ระหว่างทางช่างงดงามราวกับภาพวาด จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากจะมีนักเดินทางหลายคน “ตกหลุมรัก” เมืองที่เต็มไปด้วยหมอกใสไอเย็นแห่งนี้
จะเหมารวมเราเข้าไปอยู่ในกลุ่มนักเดินทางผู้โรแมนติกเหล่านั้นด้วยก็ได้ เพราะทันทีที่หัวใจเรียกร้อง สองเท้าก็ก้าวออกไป โดยมี แม่ฮ่องสอน เป็นปลายทางและเป็น “กระดานระบายสุข”
แม่ลาน้อยค่อยๆ รัก(ษ์)
เย็นย่ำเต็มทีเมื่อเราเดินทางมาถึง แม่ลาน้อย อำเภอเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความน่ารักของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ความเอื้ออาทรของเจ้าของและพนักงานใน “เฮินไต รีสอร์ท” เพิ่มความประทับใจให้กับการมาเยือนแม่ลาน้อยของเราได้ไม่น้อย และคืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่เราจะนอนหลับ “ฝันดี” ก่อนเริ่มต้นชีวิตดีๆ อีกทีในวันรุ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้เรารับรู้เพียงว่า แม่ลาน้อยเป็นเมืองของชาวไต(ไทใหญ่) แต่พอได้สัมผัสจริงๆ เมืองนี้ค่อนข้างมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทั้งชาวไต ชาวปกาเกอะญอ และชาวละว้า
ในตัวเมืองเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวไตเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าขยับไกลออกไปเราจะพบหมู่บ้านของชาวละว้าและปกาเกอะญอ ตั้งชุมชนซ่อนซุกอยู่บนภูเขาสูง อย่างเช่นที่ บ้านดง ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านของชาวละว้าที่ปัจจุบันยังคงยึดมั่นในจารีตประเพณี จะมีก็แต่วิถีแห่งการทำกินนี่เองที่เปลี่ยนไป
เราเดินทางไปที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย ซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านดง หลายคนรู้จักโครงการหลวงแห่งนี้ในแง่ที่มี “นาขั้นบันได” สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งพอมาถึงแล้วก็เห็นจริงดังว่า แต่มากกว่าความงามของผืนนาคือน้ำมิตรน้ำใจของผู้คน
“มาๆ กินข้าวกัน” ลุงคนหนึ่งกวักมือเรียกจริงจัง หลังพาตัวเองขึ้นจากผืนนา ความหิวเล็กๆ พาเราเดินตามลุงไปอย่างว่าง่าย
ใต้กระท่อมเล็กๆ ที่พอกันแดดฝนได้นั้นมีชาวบ้าน 4-5 คนนั่งล้อมวงกัน แต่เมื่อเห็นเราเดินเข้าไปก็เปิดทางพร้อมกับ “บังคับ” ให้นั่งลงกินข้าวด้วยกัน
“สะเบื๊อกๆ” หญิงชาวละว้าคนหนึ่งชี้มือไปที่ถ้วยกลางวง ก่อนที่ลุงอีกคนจะอธิบายว่าเมนูนี้คือลาบไก่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า สะเบื๊อก ลุงแนะนำให้กินกับ “ข้าวดอย” ที่เป็นข้าวเจ้าเม็ดกลมใหญ่ เราใช้มือจกข้าวเข้าปาก แล้วเปิบ “สะเบื๊อก” ตามไป ไม่ต้องถามหรอกนะว่าเราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นนานกี่มากน้อย
ไม่ต่างจากพื้นที่สูงอื่นๆ ในภาคเหนือของประเทศไทย กว่า 40 ปีก่อน พื้นที่ต้นน้ำแม่ลาน้อยและแม่สะเรียงก็เคยเต็มไปด้วยฝิ่น กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมราษฎรชาวเขาบ้านป่าแป๋และบ้านห้วยห้อมในปี 2513 และทรงรับสั่งให้ประธานมูลนิธิโครงการหลวงเข้าช่วยเหลือชาวบ้าน การพัฒนาอาชีพเพื่อ “ชีวิตใหม่” จึงเกิดขึ้น
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย ก่อตั้งขึ้นในปี 2523 โดยใช้พื้นที่บ้านดงเป็นที่ทำการ ครอบคลุมพื้นที่ 14 หมู่บ้าน ที่มีทั้งชาวละว้าและปกาเกอะญอ ปัจจุบันชาวบ้านทั้งหมดทำเกษตรกรรมบนที่สูง โดยมีข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก นอกจากนี้ก็ยังมีผักปลอดสารพิษ ไม้เมืองหนาวอื่นๆ รวมถึงเสาวรส และกาแฟด้วย
เอ่ยถึงกาแฟแล้ว คอร์กาแฟทั้งหลายอาจหลงใหลในรสชาติและกรุ่นกลิ่นของกาแฟยี่ห้อดังระดับโลกอย่าง “สตาร์บัคส์” แต่รู้หรือไม่ว่า ต้นทางของเมล็ดพันธุ์สีดำนั้น มาจากไหน
ฝากหัวใจในห้วยห้อม
ราวกับขับรถทะลุเมฆอยู่บนฟ้า เพราะตลอดเส้นทางนั้นเรามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากละอองฟองสีขาวๆ หนาทึบไปหมด กระทั่งเกือบจะถึง บ้านห้วยห้อม นั่นแหละ ภาพเลือนลางต่างๆ จึงชัดเจนขึ้น
กลิ่นหอมๆ ของกาแฟห้วยห้อมกรุยทางเรามาจนถึงที่นี่ได้ พี่มะลิวัลย์ นักรบไพร ลามือจากการเทสบู่กาแฟลงบนแป้นพิมพ์ แล้วยกกาแฟรสดีมาให้ลิ้มลอง
“จริงๆ เขา(สตาร์บัคส์)ต้องการเยอะ แต่เราผลิตได้แค่นี้” พี่มะลิวัลย์ เปิดฉากเล่า เธอบอกว่า ปีที่แล้วส่งเมล็ดกาแฟให้ร้านดังไป 17 ตัน แล้วมีแบ่งขายในชื่อแบรนด์ “Huay Hom Arabica Coffee” อีกไม่ถึง 10 ตัน
กาเฟอีนในกาแฟช่วยขยายหลอดเลือดจนอาการปวดศีรษะเพราะเจอละอองฝนมาทั้งวันบรรเทาลง เรานั่งฟังมะลิวัลย์เล่าถึงชุมชนห้วยห้อมไปพลางวาดสายตาออกไปชมหมู่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยป่าไม้หลากหลายพันธุ์ท่ามกลางฝนโปรย
ประชากรในหมู่บ้านห้วยห้อมเป็นชาวปกาเกอะญอที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย โดยก่อตั้งหมู่บ้านมาเนิ่นนานกว่า 200 ปี มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตัวเอง ก่อนหน้านี้ชาวบ้านมีความเชื่อเกี่ยวกับผีไม่ต่างจากชาวปกาเกอะญอถิ่นอื่นๆ กระทั่งราวปี 2500 มีมิชชันนารีกลุ่มหนึ่งเข้ามาเผยแพร่ศาสนา ชาวห้วยห้อมจึงพากันหันมานับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปแตสแตนท์ โดยทุกๆ วันอาทิตย์จะหยุดงานทุกอย่างเพื่อเข้าโบสถ์พร้อมกันและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
“เมื่อก่อนเราทำไร่อย่างเดียว มิชชันนารีก็เลยเข้ามาสนับสนุนให้เราปลูกกาแฟ เลี้ยงแกะ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา ตอนแรกมิชชันนารีเอาแกะมาให้ชาวบ้านเลี้ยง 5 ตัว จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น ตอนที่ในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ มาที่ห้วยห้อม เราก็ทอผ้าขนแกะถวาย หลังจากนั้นพระราชินีก็ทรงมีพระราชดำริส่งเสริมชาวบ้านผ่านกรมปศุสัตว์ ปี 2540 ก็มีการนำเข้าแกะจากออสเตรเลียมาให้ชาวบ้านเลี้ยง ทำให้เรามีขนแกะที่มีคุณภาพดีขึ้น”
เราคิดภาพตามที่พี่มะลิวัลย์ว่า ถ้ามองให้สวยหน่อยที่นี่ก็แทบจะเป็น “นิวซีแลนด์” ย่อยๆ นั่นแหละ ผิดกันแต่เพียงที่นี่มีกาแฟและป่าไม้ด้วย
เป็นที่แน่นอนแล้วว่า กาแฟและผ้าทอขนแกะ คือผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนปีละไม่น้อย แต่เมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ชาวบ้านหลายคนก็เริ่มมีอาชีพเสริมใหม่ แล้วเปิดประตูหมู่บ้านไว้ตลอดเวลาเพื่อรอต้อนรับนักท่องเที่ยว
“มีนักท่องเที่ยวก็ดีนะ เรามีรายได้มากขึ้น แต่ข้อเสียคือเราไม่มีเวลา” พี่มะลิวัลย์ สะท้อน ก่อนที่เธอจะชี้ให้ดูว่า ในชุมชนมีทรัพยากรที่มีคุณค่ามากมาย ทั้งหมากรสชาติดีที่ส่งขายในพม่า มะนาว แมคคาเดเมีย ลูกเนียง ฯลฯ สารพัดเหล่านี้สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านปีละไม่น้อย แต่เมื่อฤดูท่องเที่ยวมาถึงพวกเขาก็ต้องเลือกให้เวลากับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่
ต้นหมากสูงเพรียวโยกไหวไปตามแรงลม แม้เราจะต้องหลบฝนอยู่ใต้ชายคาโฮมสเตย์บ้านห้วยห้อมทั้งวัน แต่เมื่อได้ฟังพี่มะลิวัลย์เล่าถึงความสำคัญของหมู่บ้าน และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ต่างๆ นานา นั่นก็แทบจะเป็นการพาเที่ยวทางวาจาที่ครบเครื่องและเห็นภาพที่สุด
วางเฟรมทุ่งนาขั้นบันไดที่ไล่ระดับลงไปอย่างงดงามไว้เบื้องหลัง ก่อนจะบ่ายคล้อยเกินการณ์ เราเร่งเครื่องยนต์กลับไปยังต้นทางอำเภอแม่ลาน้อยอีกครั้ง แต่คราวนี้เลี้ยวขวาแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองเล็กๆ ในอำเภอขุนยวม
ย้อมภาพฝันบ้านเมืองปอน
2-3 วันมานี้ไม่มีแดดลอดเมฆออกมาให้ระคายผิวแม้สักหน่อย ป้าคำหลู่ สุนันท์ เจ้าของโฮมสเตย์บ้านเมืองปอน บอกว่า ชาวเมืองปอนรอคอยฝนมานานแล้ว และเราก็มาพร้อมๆ กันกับหน้าฝน
เมืองปอน เป็นชุมชนชาวไต หรือ ไทใหญ่ ที่วางรกรากในพื้นที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มานานกว่า 200 ปี ชาวไตที่นี่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความศรัทธาในศิลปะและวัฒนธรรม มีวิถีเกษตรกรรมแบบพอเพียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากมายในแต่ละปี
บนตั่งไม้ ใต้ถุนเรือนแบบไทใหญ่ในบ้านป้าคำหลู่ พี่กมล ศิลามณี ผู้ประสานงานกลุ่มท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านเมืองปอน แวะมานั่งคุยด้วยกัน
เดิมทีนั้นเมืองปอนเป็นเมืองค้าขาย เพราะเป็นเมืองทางผ่านไปยังแม่สะเรียง เชียงใหม่ รวมถึงพม่า ทำให้มีการค้าค่อนข้างคึกคัก โดยจะค้าขายผ่านมาทางลำน้ำปอน มีสินค้าตั้งแต่ผ้าผ่อน เกลือ น้ำมันงา ไปจนถึงอาหารทะเล
ด้วยอัตลักษณ์ที่งดงาม ทั้งยังคงรักษารูปแบบศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนวิถีชีวิตแบบชาวไทใหญ่ไว้ได้ดี เมืองปอนจึงกลายเป็นหมุดหมายที่นักท่องเที่ยวสนใจ สุดท้ายก็เปิดเป็นเมืองท่องที่ยวในรูปแบบโฮมสเตย์
สำหรับการเที่ยวชมเมืองปอนให้ได้อรรถรส นักท่องเที่ยวควรทำกิจกรรมให้ครบทุกอย่าง ทั้งชมการทำหมวกกุ๊บไต ที่ปัจจุบันเหลือปราชญ์ชาวบ้านที่ทำได้เพียงไม่กี่คน, การปักลายเสื้อแบบไทใหญ่ ซึ่งสมัยก่อนจะปักลายดอกไม้ตามเดือนที่ดอกไม้บาน, การทำ “ต้องลาย” หรือการฉลุลายบนแผ่นโลหะ กระดาษ เพื่อในไปใช้ประดับอาคาร สถานที่ หรือในพิธีต่างๆ
เรานั่งดู ลุงแหลงคำ คงมณี ในวัย 84 พันเส้นด้ายวนไปมาบนโครงไม้เล็กๆ ลุงบอกว่า นี่คือ “ตุงนางผาน” เป็นส่วนประกอบหนึ่งของ “ตำข่อน” เครื่องบวงสรวงดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับ ใครทำตุงนางผานได้ถือว่าจะได้บุญสูงสุด ว่าแล้วลุงก็เงยหน้าขึ้นมามองสีเสื้อของเรา แล้วจัดแจงเตรียมด้ายสีที่เข้ากับเสื้อก่อนจะส่งมาให้เราทำ
ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราเดินข้ามฝั่งจากบ้านลุงแหลงคำมาที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารบ้านเมืองปอน พี่สุริยันต์ วิธุระ รองประธานกลุ่มฯ รออยู่แล้ว เธอเล่าให้ฟังว่า ในหมู่บ้านมีวัตถุดิบในการแปรรูปอยู่เยอะ จึงรวมกลุ่มกันทำผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจำหน่าย ปัจจุบันมีสินค้ามากมายกว่า 20 ชนิด นั่นรวมถึง ข้าวตอกปั้น และข้าวปองตอก อาหารมงคลที่ใช้ในงานบวชลูกแก้วด้วย
เราอุดหนุนสินค้าของชุมชนมาเต็มสองมือ ครั้นจะถือไปด้วยก็ลำบากเพราะต้องเดินไปบ้านอื่นต่อ พี่สุริยันต์จึงอาสาจะเอาไปส่งไว้ให้ที่บ้านป้าคำหลู่ ช่างน่ารักจริงๆ
อย่างที่บอกว่ามาเมืองปอนต้องตะลอนทำกิจกรรมให้ครบ วันนี้เราเลยใช้เวลาทั้งหมดไปกับเดินชมตรงนั้นตรงนี้ ผ่านบ้านหลังไหนที่มีใครทำอะไรอยู่ก็แวะไปขอดูขอทำซะทั้งหมด จนสุดท้ายกลับมาจบที่โฮมสเตย์บ้านป้าคำหลู่
เมนูง่ายๆ อย่าง ยำยอดมะขาม แกงฮังเล น้ำพริกส้ม ต้มยำเห็ด แกงแค และอีกสารพัน คืออาหารที่เราบริโภคกันเต็มกำลังเมื่ออยู่ที่บ้านเมืองปอน
มาแล้วได้รับสุข สมกับชื่อของหมู่บ้านจริงๆ เพราะ “ปอน” มาจากคำว่า พร ที่แปลว่า สิริมงคล แต่บางความเชื่อก็ว่า ปอน หมายถึง พญา หรือเมืองใหญ่ แต่ไม่ว่าจะยึดเอาความหมายใด เมืองปอนก็น่ารัก น่าสัมผัสด้วยหัวใจและสายตาที่สุด
.................
ภาพโรแมนติกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเห็นภาพแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ก็เก็บไปฝันได้ หรือลายเส้นจางๆ กับภาพวาดแนวขาว-ดำ ก็อาจจะทำให้บางคนตกหลุมรัก แต่สำหรับเราแล้ว ฉากหลังที่ยิ่งใหญ่ของขุนเขากับฟองฝนที่หล่นบางเบาในเวลานี้ เติมเต็มหัวใจที่เปราะบางได้ดีเหลือเกิน
.................
การเดินทาง
อำเภอแม่ลาน้อย กับอำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ไม่ไกลกันนัก หากมาจากกรุงเทพฯ แนะนำเส้นทางอำเภอเถิน ผ่านอำเภอลี้ อำเภอฮอด อุทยานแห่งชาติออบหลวง แล้วมุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สะเรียง ตรงไปยังอำเภอแม่ลาน้อย ถ้าไปขุนยวมก็ตรงต่อไปอีกหน่อยก็ถึง
การเดินทางขึ้นไปยังศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย และหมู่บ้านห้วยห้อม ควรใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ เพราะมีความสูงชันของภูเขาค่อนข้างมาก แถมทางเข้าหมู่บ้านห้วยห้อมยังเป็นทางดินที่มีหลุมบ่อขนาดใหญ่เยอะ จึงควรใช้รถที่มีสมรรถนะดี
ส่วนบ้านเมืองปอน อำเภอขุนยวมอยู่บนทางหลวงหมายเลข 108 ถ้าไปจากแม่ลาน้อยจะถึงก่อนอำเภอขุนยวมไม่เกิน 10 กิโลเมตร
สอบถามข้อมูลศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ลาน้อย โทรศัพท์ 0 5361 9533-4 หรือ 08 3324 3062, บ้านห้วยห้อมที่ มะลิวัลย์ นักรบไพร โทรศัพท์ 08 9555 3900, บ้านเมืองปอนที่ กมล ศิลามณี โทรศัพท์ 08 1784 4340
หรือสอบถามรายละเอียดการท่องเที่ยวต่างๆ ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ 0 5361 2982-3







