วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เขา-เรา "มนุษย์" เท่ากัน

แค่ "ลมหายใจ" ในฐานะ "มนุษย์" เท่านั้นที่พวกเขาต้องการ แต่ถ้าจะมีใครให้มากกว่านั้น หมายถึง "สิทธิความเป็นพลเมือง" ชาวโรฮิงญาทุกคนจะยินดีมาก

"ผมอายมากนะที่โรฮิงญากลายเป็นคนสร้างปัญหาให้ทั่วโลก ผมอายมากจริงๆ" อาลี อะหมัด ย้ำอยู่ตลอดเวลาที่มีการพูดคุย เขาว่า หากเลือกได้ ไม่มีชาวโรฮิงญาคนไหนอยากทิ้งแผ่นดินเกิด


อาลี เป็นโรฮิงญาที่ละถิ่นฐานจากพม่ามาอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 20 ปีแล้ว แม้จะไม่ได้มีสิทธิมีเสียงหรือมีตัวตนอะไรมากมาย แต่อย่างน้อย "บัตรเลข 0" ในฐานะ "กลุ่มบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน" ที่ได้จากประเทศไทยก็ทำให้อาลียังมีลมหายใจ และอยู่บน "แผ่นดินอื่น" ได้ตามสิทธิของความเป็นมนุษย์


แรงกดดันจากพม่าในลักษณะที่เรียกว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" และความอดอยากยากแค้น ทำให้ชาวโรฮิงญาส่วนหนึ่งอพยพโยกย้ายออกไปหา "พื้นที่ปลอดภัย" ในถิ่นอื่น ซึ่งการอพยพของชาวโรฮิงญาเกิดขึ้นมานานหลายสิบปี แต่เพิ่งจะมีคนรู้จักและกลายเป็นข่าวโด่งดังระดับโลกนั่นก็เพราะมีเรื่องของ "การค้ามนุษย์" เข้ามาเกี่ยวข้อง


เมื่อความแตกว่า "ผู้ลี้ภัย" กลายเป็น "สินค้า" ประเทศต่างๆ จึงยิ่ง "ผลักไส" โรฮิงญาออกไปจากความรับผิดชอบ คนไร้รัฐที่พยายามเสาะแสวงหารากยึดเหนี่ยวจึงมีสภาพไม่ต่างไปจาก "ปฏิกูล" ที่ไม่มีใครต้องการ


แล้วคำว่า "สิทธิมนุษยชน" ที่คนทุกชาติเทิดทูนนั้น จะมีความสำคัญอย่างไร

คลี่ปม "โรฮิงญา"


"โรฮิงญา" เป็นชาติพันธุ์หนึ่งที่มีประวัติความเป็นมาของเผ่าพันธุ์ยาวนานไม่แพ้ชาติพันธุ์ใดบนโลก โดยอาศัยอยู่ในรัฐอาระกัน ทางตอนเหนือของพม่า ก่อนหน้านี้ชาวโรฮิงญาอยู่กินกันอย่างปกติสุขดีบนพื้นที่ที่พวกเขาเรียกว่า "แผ่นดินเกิด" จนกระทั่งปี ค.ศ1982 รัฐบาลพม่าออกกฎหมายใหม่ ว่าด้วยสิทธิความเป็นพลเมือง ซึ่งแบ่งพลเมืองของประเทศออกเป็น 4 ชั้น แต่กลับไม่มีโรฮิงญาอยู่ในนั้นเลย นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โรฮิงญากลายเป็น "คนไร้รัฐ"


Nyi Nyi Kyaw นักวิชาการชาวพม่า กล่าวในการประชุมเวทีสาธารณะ สกว. เรื่อง "Rohingya : The Forgotten People" ณ อาคาร SM Tower ว่า หลังจากโรฮิงญาถูกดึงออกจากสถานะพลเมืองของประเทศ ทำให้ขาดสิทธิต่างๆ มากมาย ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล สิทธิทางสังคมต่างๆ ตลอดจนการใช้ชีวิต แม้รัฐบาลพม่าจะออกบัตรประจำตัวชั่วคราว หรือที่เรียกว่า บัตรขาว (White Card to Rohingya) ให้กับชาวโรฮิงญา แต่เพราะปัญหาทางการเมืองทำให้ชาวโรฮิงญากว่า 4 ล้านคน ถูกลิดรอนสิทธิ โดยประกาศให้บัตรขาวทุกใบหมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2558 นั่นจึงทำให้โรฮิงญาไม่สามารถยืนยันสถานะตัวตนในฐานะพลเมืองของประเทศได้อีกต่อไป


ปูมเหตุแห่งการตัดสิทธิความเป็นพลเมืองนั้นมาจากทัศนคติเชิงลบเรื่องเผ่าพันธุ์ และการกีดกันทางศาสนา เพราะพม่าพยายามสร้างประเทศให้เป็นเมืองพุทธ จึงต้องปราบปรามกลุ่มคนต่างศาสนาออกไป


"ในมุมมองระหว่างประเทศ เราเห็นว่าควรมีการพิจารณาเรื่องแนวทางการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และควรเปลี่ยนมุมมองต่อคนไร้สัญชาติ นอกเหนือไปจากบริบททางกฎหมาย รวมถึงตระหนักถึงเรื่องมนุษย์เรือ และการค้ามนุษย์ ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงของภูมิภาคนี้ ในส่วนของพม่าเองก็ไม่ควรลังเลและเร่งจัดการสถานะความเป็นพลเมืองของโรฮิงญาด้วย" นักวิชาการพม่า บอก

ถามหา "สิทธิ" และ "ตัวตน"


อาลี อะหมัด ชาวโรฮิงญา ตัวแทนจากสมาคมโรฮิงญาสากล(ไทย) เล่าว่า จากแรงกดดันทางการเมือง ทั้งยังมีเรื่องราวของการกดขี่ข่มเหงต่างๆ นานา ทำให้ชาวโรฮิงญาต้องอพยพออกจากพื้นที่


"เขากดดันให้เราออกจากบ้าน เขาวางแผนให้เราออกไป เพราะอะไร เพราะเขาอยากได้ทรัพยากรของเรา เพชร ทองคำ ทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม มีประเทศมหาอำนาจอยู่เบื้องหลัง 2-3 ประเทศ ทำทุกอย่างกดดันเราจนเราไม่มีสิทธิอะไรเลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเรามีทุกอย่าง เรามีกษัตริย์ของตัวเอง มีสตางค์ของตัวเอง มีประเทศเป็นของตัวเอง มีประธานาธิบดีของตัวเอง แล้วทำไมวันนี้ไม่มีที่อยู่"


ตัวแทนจากสมาคมโรฮิงญาสากล(ไทย) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีชาวโรฮิงญากระจายตัวอยู่ในสถานที่ต่างๆ มากมาย ทั้งบังคลาเทศ อินเดีย เนปาล ซาอุดิอาระเบีย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ซึ่งเป้าหมายของชาวโรฮิงญานั้นคือการใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินใหม่อย่างคนที่มีความหมายและมีคุณค่า


"โรฮิงญาลำบากมาก เพราะพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ เราไม่ได้อยากเข้ามา บางคนกล่าวหาว่า โรฮิงญาเข้ามาอยู่ที่นี่แล้วเรียกพี่เรียกน้องเข้ามา ไม่ใช่นะครับ ทุกคนรักบ้านครับ ทุกคนรักแผ่นดิน ผมอยู่ที่นี่มีเงินร้อยล้านพันล้านก็ไม่สบายใจเหมือนอยู่บ้านผม บ้านผมมีแม่อยู่ แม่ผมเปรียบเทียบกับเงินพันล้านไม่ได้ เงินพันล้านให้กำเนิดผมไม่ได้ แต่แม่ผมให้กำเนิดผม ให้ผมมองเห็น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือรัฐบาลพม่าและพวกค้ามนุษย์ที่มองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเรา แต่โรฮิงญาเป็นมนุษย์ เราคือมนุษย์เหมือนกัน" อาลีเล่าเสียงเครือ


ด้าน ฮายี ชาวโรฮิงญาอีกหนึ่งคนที่อยู่ในประเทศไทยมานาน บอกว่า เสียใจที่ทุกคนกล่าวหาว่าชาวโรฮิงญาไร้รัฐ ทั้งๆ ที่พวกเขามีแผ่นดินเกิดเป็นของตัวเอง เพียงแต่ไม่สามารถอยู่ในประเทศของตัวเองได้อย่างปกติสุขเท่านั้น


"ชาวโรฮิงญาอยากได้ citizen ของเราคืนมา หยุดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่บ้านผม ผมคิดถึงพ่อแม่ญาติพี่น้อง ผมอยากอยู่ที่บ้านเกิดผม อยากจะบอกทุกคนที่บ้านเกิดว่า อย่าออกมาจากบ้านเราเลย ออกมามีแต่ทรมาน มีแต่จะโดนฆ่าซ้ำ ไม่ต้องออกมา"

"ค้าคน" ละเมิดสิทธิ


สำหรับการเข้ามาของโรฮิงญาในประเทศไทยมีหลายช่วงเวลา สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ แจกแจงว่า มี 3 ช่วงเวลา คือ กลุ่มแรกที่เข้ามาราว 50-100 ปีแล้ว รัฐไทยยอมรับจนบางคนได้สัญชาติไทยและมีถิ่นที่อยู่ถาวรคล้ายกับชาวจีน กลุ่มที่ 2 เข้ามาราว 10-30 ปีก่อน กลุ่มนี้โดยมากจะขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่ต้องพิสูจน์สัญชาติ และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่เข้ามาในระยะ 10 ปีถึงปัจจุบัน รัฐบาลจะไม่ให้อะไรกับคนกลุ่มนี้ทั้งนั้น เมื่อถูกจับได้ต้องส่งตัวกลับทันที


"ที่ผ่านมารัฐไทยใช้นโยบายไม่รู้ไม่เห็น ไม่มีข้อมูล แล้วเราก็ผลักดันออก การผลักดันเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจให้กระทำ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทำ เพราะฉะนั้นการกระทำที่ผ่านมาผิดกฎหมายหมดเลย ถ้าเจ้าหน้าที่จะดำเนินการต้องกระทำตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 นั่นคือการส่งกลับไม่ใช่ผลักดัน"


สุรพงษ์บอกว่าการส่งกลับคือต้องมีการจับกุมและดำเนินการตามกฎหมายจึงทำเรื่องส่งกลับไปยังประเทศต้นทางที่มีรายงานรับรอง แต่การผลักดันนั้นแตกต่าง เป็นเพียงการห้ามไม่ให้มีการรุกล้ำ โดยไม่มีการจับกุม นั่นจึงเป็นช่องทางให้เกิดขบวนการค้ามนุษย์ที่หลบหนีสายตาของเจ้าหน้าที่เข้ามาในเมืองไทย ก่อนจะ "ขาย" ต่อไปยังประเทศปลายทาง ฉะนั้นการผลักดันจึงเอื้อประโยชน์ให้แก่ขบวนการค้ามนุษย์อย่างไม่ต้องสงสัย


"ถามว่าจะแก้ยังไง จับสิครับ จับแล้วจบ เราเคยทำมาแล้ว คำถามคือ ทำไมไม่จับ ทำไมปล่อยให้ใหญ่โต จนวันนี้เราได้พบขบวนการเหล่านี้ และพบว่ามันใหญ่โตจริงๆ คนโรฮิงญาเข้าประเทศมาเป็นหมื่นคน มีการเรียกค่าไถ่หลายจุด"


การอพยพของชาวโรฮิงญามี 2 ลักษณะ คือ อพยพจากปัญหาการกดขี่ข่มเหงของพม่า และอพยพจากขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งบางคนก็อาจจะเป็นผู้อพยพที่หลบหนีความขัดสนและถูกคนในขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวง จนเข้าสู่วงจรของการซื้อขายลมหายใจแห่งความเป็นมนุษย์


ธานินทร์ สาลาม ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า พม่าระแวงว่าจะมีการกลืนชาติ ถึงขนาดมีป้ายติดเตือนใจประชาชนไว้ใจกลางกรุงเนปิดอว์ ข้อความว่า "การกลืนชาติไม่ได้เกิดจากธรณีสูบหรือแผ่นดินไหว แต่เกิดจากคนอีกชาติมากลืน" นั่นชี้ให้เห็นว่า เรื่องความหวาดกลัวนี้ฝังลึกอยู่ในวิธีคิดของคนพม่าอย่างชัดเจน


"ชาวโรฮิงญากลุ่มใหม่ที่ลอยเรือเขาบอกว่าเขาต้องการไปที่อื่นที่น่าจะให้โอกาสมากกว่า อย่างที่ซาอุดิอาระเบียไม่ได้อนุญาตให้เป็นเจ้าของธุรกิจ แต่อนุญาตให้ทำงานได้ คือมีอะไรสักอย่างที่บอกว่าฉันเป็นใคร ดีกว่าไม่มีอะไรเลย เข้าใจว่ามาเลเซียก็น่าจะได้ เขาถึงอยากไป แต่กฎหมายไทยไม่มี ต้องพิสูจน์สัญชาติว่าเป็นใครให้ได้ก่อน"


อาจารย์ธานินทร์ บอกว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีงานวิจัยที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคม ฉะนั้นทางออกของโรฮิงญาจึงน่าจะเป็นการช่วยเหลือเรื่องของการทำข้อมูลเรื่องประวัติศาสตร์ สิทธิตัวตนของชาวโรฮิงญา ให้ผู้คนได้เห็นถึงความสำคัญของตัวตน และแยกความเป็นชาติพันธุ์ที่ตรึงแน่นออกไป หมายความว่า แยกความเป็นเขาเป็นเราออกจากกันแล้วค่อยแก้ปัญหา


"เคยมีคนถามผมว่า โลกเรามีแผ่นดินที่เหลือเยอะมากเลย แต่ทำไมไม่มีแผ่นดินให้คนอยู่ นั่นเป็นคำถามที่เจ็บปวดมาก" อาจารย์ธานินทร์ บอก

ชีวิต "ใคร" ในกำมือ


"ช่วยคนไทยด้วยกันก่อนไหม" / "คนไทยนั่งขอทานเก็บขยะกินยังมีอยู่" / "โรฮิงญา = กลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติ" / "หย่อนระเบิดลงเรือลำละลูกปัญหาจบ" / "ยิงทิ้งมันเถอะ ดันเกิดผิดที่เอง" ฯลฯ


สารพัดความเห็นที่เป็นประเด็นในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมไทยและกลายเป็นการทะเลาะ "เล็กๆ" บ้างก็ว่าน่าเห็นใจ บ้างก็บอกกรรมใครกรรมมัน ซึ่งการแสดงความเห็นต่างๆ ล้วนแล้วแต่ใช้ "ความรู้สึก " นำ "เหตุผล" ทั้งสิ้น


ทำไมโรฮิงญาจึงกลายเป็นมนุษย์ผู้ถูกเกลียดชัง ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ


ผศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเสวนาวิชาการ เรื่อง โรฮิงญา รัฐ ชาติ ประวัติศาสตร์ และความหวัง ที่จัดขึ้น ณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ท่าพระจันทร์) ว่า กระแสชาตินิยม หรือความคลั่งชาติ ทำให้คนไทยไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย และหลงลืมว่าทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน


"เราจะเห็นว่า ความชอบธรรมที่คนทั้งหลายใช้อ้างในการผลักไสคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งผูกอยู่กับความเป็นไทยเป็นหลัก และเป็นไทยที่เกินล้น มันคล้ายๆ กับเอามิติความเป็นชาติเป็นหลัก ชี้ให้เห็นว่ากระแสความคลั่งชาติเป็นตัวกำกับท่าทีการรับมือโรฮิงญา อีกตัวหนึ่งคือเรื่องของศาสนา และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เราจะเห็นว่าเหตุผลที่ชาวโซเชียลใช้เพื่อปฏิเสธโรฮิงญาคือ พวกนี้เป็นมุสลิม เข้ามาก็จะแพร่พันธุ์เยอะไปหมด เอากรณีภาคใต้เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วยึดโยงผ่านความเป็นอิสลาม ซึ่งน่าวิตกมาก แล้วมันไม่ใช่เฉพาะผู้ผลิต แต่พวกที่รับแล้วส่งขยายต่อมันเยอะมาก"


ท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกเสมือนในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ชาวโรฮิงญาแทบไม่สามารถกำหนดเส้นทางชีวิตของตัวเองได้ นั่นจึงเป็นเรื่องท้าทายว่าทุกฝ่ายจะทำอย่างไรเพื่อเผชิญหน้ากับความซับซ้อนของปัญหาโดยที่ไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ต้องพิจารณา