มรดกล้ำค่าจากสังฆราชา
คำว่า ปัญญา เป็นภาษามคธ กับคำว่า ปรัชญา ในภาษาสันสกฤต เป็นคำเดียวกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า "แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี" เพราะไม่มีแสงอะไรที่จะส่องให้เห็นความจริงทั้งหลายได้เหมือนอย่างแสงปัญญา เพียงแต่ละคิดเลขสักข้อหนึ่งจะใช้แสงอะไรส่องให้เห็นได้ นอกจากใช้ปัญญาคิด
ปัญญา คือ ความรู้ทั่วถึงความจริงของสิ่งที่ควรรู้ทั้งหลาย (บางตอนจาก "การศึกษาเพื่อความเป็นคนที่สมบูรณ์" พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก)
พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร รองอธิการบดีฝ่ายต่างประเทศมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย กล่าวถึงพระจริยวัตรของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ว่าทรงโปรดประทานหนังสือธรรมะให้แก่ผู้เข้าเฝ้าอยู่เสมอ
"แม้ว่าหลายคนหวังจะได้ประทานพระเครื่อง หากเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวรทรงเน้นว่าเมื่อเข้าวัดแล้วต้องนำคำสอนของพระพุทธเจ้าติดตัวกลับไปด้วย"
ดังนั้น "พระนิพนธ์" ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร จึงเปรียบเสมือนมรดกอันล้ำค่าที่ทรงทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ล่าสุดคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพระชันษา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 100 ปี 3 ตุลาคม 2556 ได้จัดพิมพ์ ญาณสังวรธรรม ประมวลพระนิพนธ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร เป็นหนังสือชุดใหญ่รวม 29 เล่ม จำนวน 13,078 หน้า แบ่งเป็นประเภทตามลักษณะพระนิพนธ์ 7 ประเภท
ได้แก่
1 พระธรรมเทศนา
2 ธรรมบรรยาย
3 ความเรียงธรรมะ
4 พระโอวาท
5 ศาสนคดี
6 ประวัติและตำนาน
7 ธรรมนิยาย
ญาณสังวรธรรม ไม่มีการวางจำหน่าย หากจะนำไปแจกจ่ายตามห้องสมุดของสถาบันการศึกษาและหน่วยงานราชการทั่วประเทศ
หนังสือธรรมะที่ใครอ่านก็เข้าใจ
ไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากมาย ไม่ว่าเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ ไม่ว่าใครก็สามารถอ่านพระนิพนธ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ได้อย่างเข้าใจ และไม่ว่าจะหยิบข้อความมาจากเล่มไหน ตอนใด ล้วนอ่านเอาเรื่องได้ใจความอย่างอัศจรรย์
ตัวอย่างเช่น
“ความรักนั้น ย่อมเกิดด้วยเหตุ 2 อย่าง คือด้วยบุพเพสันนิวาส ความเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน และด้วยการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนอย่างดอกอุบลอาศัยน้ำ และเปือกตมเกิดเจริญขึ้นในน้ำ ฉะนั้น" ทรงนำพระพุทธภาษิตมาเล่าประกอบเรื่องประวัติโฆสกะเศรษฐี อันเป็นเนื้อหาที่นำมาเล่าขยายความพุทธประวัติ เมื่อทรงอธิบายถึงเมือง แคว้น และเรื่องเล่าของสถานที่นั่น
" ปกติคนเรามีภาษาเขียนและภาษาพูดที่ใหม่เหมือนกัน น่าแปลกที่พระองค์ท่านมีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นภาษาเดียวกัน เวลาที่ทรงเทศน์หรือสอนธรรมะ จะทรงหลับตาแล้วทรงเทศน์ปากเปล่า และพระนิพนธ์ทั้งหมดในหนังสือชุดนี้ เป็นถ้อยความที่ถอดจากเทปทั้งหมด โดยไม่ต้องมีการแก้ไขเรียบเรียงใดๆ เลย นั่นเป็นเพราะทรงสอนจากความเข้าใจอันเกิดจากการศึกษาธรรมะมาอย่างลึกซึ้ง แล้วนำมากลั่นเป็นบทสรุปที่มีคำอธิบาย อ้างอิงได้อย่างครบถ้วน
หลายคำที่เราคุ้นเคยกัน เช่น ภควา ภิกขุ นิพพาน เทวดา เป็นคำของพราหมณ์ พระองค์ท่านทรงอธิบายว่าที่พระพุทธเจ้านำมาใช้พระทรงสอนพราหมณ์ เมื่อมาสอนคนไทยทรงนำคำเหล่านั้นมาตีความใหม่ให้เข้าใจ เช่น
คำว่าบุญ ของพราหมณ์ หมายถึง ล้างบาป ล้างที่ไหน ? ในแม่น้ำคงคา
เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงตรัสว่า บาปตัวนี้ล้างไม่ออกหรอก ถ้าแม่น้ำล้างออกแล้ว เต่า ปลาทั้งหลายคงบริสุทธิ์กันหมด ท่านจึงอธิบายว่า บุญ แปลว่าล้างถูกแล้ว แต่ล้างด้วยการชำระจิตใจ เพราะในใจของเราสกปรก ท่านก็บอกว่าให้ล้างด้วยการลดความโลภ โกรธ หลง ดังนั้น ถ้าการลดโลภ โกรธ หลง ก็คือการทำบุญ นั่นเอง"
วิธีการนำเสนอที่ไม่เหมือนใครในโลก
"45 พรรษาของพระพุทธเจ้า" พระนิพนธ์เล่ม 4 - 5 ในชุด ญาณสังวรธรรม กล่าวได้ว่าเป็นหนังสือเล่มที่มีความน่าสนใจในแง่ของกลวิธีในการนำเสนอพุทธประวัติแนวใหม่ โดยจัดทำเป็น Timeline เรียงลำดับปี เริ่มตั้งแต่ปีแรกที่ตรัสรู้ ทรงจำพรรษา ณ ที่ใด ทรงบำเพ็ญพุทธกิจอย่างไร เกิดเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง
ทรงรวบรวมหลักฐานทางเกี่ยวกับพุทธประวัติและพุทธจริยา จากพระไตรปิฎกและคัมภีร์ต่างๆ รวมถึงตำราภาษาต่างประเทศทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานมาประมวลเข้าด้วยกันแล้วเรียบเรียงขึ้นมาเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าในพรรษานั้นๆ
พระนิพนธ์เรื่องนี้จึงมีลักษณะเป็นการอธิบายคำสอนและเรื่องราวของพระพุทธศาสนา โดยมีพุทธประวัติเป็นโครงเรื่อง มีเรื่องราวของประวัติบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น กล่าวได้ว่าเต็มไปด้วยความรู้และอรรถรสที่แตกต่างไปจากหนังสือธรรมะใดๆ
พระนิพนธ์เรื่อง 45 พรรษาของพระพุทธเจ้านี้ ทรงนิพนธ์ไว้ตั้งแต่ปี 2504 สำหรับนำมาใช้อบรมพระใหม่วัดบวรนิเวศวิหาร ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2510 รวมเป็นเรื่องราวพุทธประวัติได้ 9 พรรษา แล้วหยุดไประยะหนึ่ง กระทั่งปี 2531 ทรงนำเรื่องนี้มาบรรยายในการสอนพระใหม่ต่อมาจนถึงปี 2533 รวบรวมพระประวัติได้อีก 3 พรรษา รวมกับของเดิมเป็น 12 พรรษา จากนั้นทรงไม่มีเวลาที่จะค้นคว้าและบรรยายต่อ พระนิพนธ์ 45 พรรษาของพระพุทธเจ้า จึงมีเพียง 12 พรรษาเท่านั้น
ความไม่โกรธ
เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงนิพนธ์ถึง "ความไม่โกรธ" ไว้ในพรรษาที่ 6 ของพระพุทธเจ้า ความว่า
เรื่องเกี่ยวกับความไม่โกรธ ได้มีเล่าไว้หลายเรื่อง เช่นครั้งหนึ่ง ท้าวสักกะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถามว่า ฆ่าอะไรได้อยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรได้ ไม่โศก พระองค์โปรดให้ฆ่าอะไรเพียงข้อเดียว ตรัสตอบว่า "ฆ่าความโกรธ"
ครั้งหนึ่ง มียักษ์ตนหนึ่งผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียดขึ้นไปนั่งบนอาสนะของท้าวสักกะ พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันโพนทนาติเตียน แต่ยิ่งโพนทนาติเตียนยักษ์นั้นก็ยิ่งงามยิ่งผ่องใส จนพวกเทพพากันประหลาดใจว่าจะเป็น "ยักษ์กินโกรธ"
ท้าวสักกะทรงทราบแล้วได้เสด็จเข้าไป ทรงทำผ้าเฉวียง พระอังสะข้างซ้าย ทรงคุกพระชาณุมณฑลเบื้องขวาลงบนพื้นดิน (พรหมชาณุกะ คุกเข่าท่าพรหม) ทรงประคองอัญชลี (เหนือพระเศียร) ประกาศพระนามของพระองค์ขึ้น 3 ครั้ง ว่าพระองค์คือ ท้าวสักกะจอมเทพ ยักษ์นั้นก็มีผิวพรรณเศร้าหมอง รูปร่างน่าเกลียดยิ่งขึ้นจนหายไป
ในที่นั้น ท้าวสักกะขึ้นประทับบนอาสนะ ของพระองค์แล้วตรัสอบรมพวกเทพสาธกพระองค์เองว่า พระองค์ไม่ทรงโกรธมาช้านาน ความโกรธไม่ตั้งติดในพระองค์ แม้จะโกรธชั่ววูบเดียวก็ไม่กล่าวผรุสวาจา พระองค์ทรงข่มตนได้
ครั้งหนึ่ง ท้าวสักกะได้กล่าวอบรมเทพชั้นดาวดึงส์ว่า ให้มีอำนาจเหนือความโกรธ อย่าจืดจางในมิตร อย่าตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ อย่ากล่าวส่อเสียด ความโกรธทับบดคนบาปเหมือนภูเขา
นาคและครุฑ
เรื่องนาคและครุฑ คนไทยโดยมากคงเคยได้อ่านในหนังสือเก่าต่าง ๆ ที่แต่งตามความเชื่ออันน่าจะได้มาจากคติความเชื่อเก่าแก่ของอินเดียว่าได้มีอยู่ในโลกนี้ ความเชื่อนี้น่าจะมีมาเก่าก่อนพุทธกาล จึงได้ติดมาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาชั้นบาลีด้วยเหมือนกัน จนถึงจัดไว้เป็นหมวด 1 ดังที่เล่าไว้ใน นาคสังยุต 91 ว่า
กำเนิดนาคมี 4 คือ นาคเกิดจากฟองไข่ นาคเกิดจากครรภ์ นาคเกิดจากเถ้าไคล นาคเกิดผุดขึ้น (อย่างเทพหรือสัตว์นรก) นาคเหล่านี้ประณีตกว่ากันขึ้นไปโดยลำดับ นาคโดยมากกลัว
หมองูและครุฑ ต้องคอยซ่อนกายซ่อนตัวอยู่เสมอ
แต่นาคบางพวกคิดว่า ตนมาเกิดเป็นนาคก็เพราะเมื่อชาติก่อนมีความประพฤติดีบ้าง ชั่วบ้างทั้ง 2 อย่าง ถ้าบัดนี้ประพฤติสุจริต ก็จะพึงไปเกิดในสวรรค์ได้ในชาติต่อไป จึงตั้งใจประพฤติสุจริตกาย วาจาใจ รักษาอุโบสถศีล นาคผู้รักษาอุโบสถนี้ ย่อมปล่อยกายตามสบาย ไม่กลัวหมองูหรือครุฑจะจับ
เหตุที่ให้ไปเกิดเป็นนาคเพราะกรรม 2 อย่าง ดีบ้างชั่วบ้าง และเพราะปรารถนาไปเกิดในกำเนิด เช่นนั้น ด้วยชอบใจว่า นาคมีอายุยืน มีวรรณะงาม มีสุขมากบางทีชอบใจตั้งปรารถนาไว้ดังนั้นแล้วก็ให้ทานต่าง ๆ เพื่อให้ไปเกิดเป็นนาคสมความปรารถนา
สุบรรณ หรือที่เรียกว่า ครุฑ ก็มีติดมาเป็นคู่กัน ดังที่กล่าวไว้ใน สุปัณณสังยุต 92 ว่ามีกำเนิด 4 และประณีตกว่ากันโดยลำดับเช่นเดียวกัน เหตุที่จะให้ไปเกิดเป็นครุฑก็เช่นเดียวกัน ข้อที่กล่าวไว้เป็นพิเศษก็คืออำนาจจับนาคครุฑย่อมจับนาคที่มีกำเนิดเดียวกับตน และที่มีกำเนิดต่ำกว่าได้ จะจับนาคที่มีกำเนิดสูงกว่าหาได้ไม่มีอธิบายว่า
นาคที่ครุฑจับไม่ได้นั้นมี 7 จำพวก คือ
1. นาคที่มีชาติกำเนิดประณีตกว่า
2. นาคประเภทกัมพลัสสดร คือนาคเสนาบดี หรือนาคแม่ทัพ
3. นาคผู้เป็นราชาชื่อว่าธตรัฐ
4. นาคผู้อยู่ในสีทันดรสมุทรทั้ง 7
5. นาคผู้เร้นอยู่ในแผ่นดิน
6. นาคผู้เร้นอยู่ในภูเขา
7. นาคผู้อยู่ในวิมาน ไม่ได้กล่าวว่าครุฑรักษาอุโบสถ
เรื่องนาค ได้มีกล่าวเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าหลายแห่ง ในบาลีวินัยมหาวรรค 93 ได้เล่าถึงพญานาคมาแผ่พังพานเป็นร่มกันฝนถวายพระพุทธเจ้าในปฐมโพธิกาล ความย่อว่า
เมื่อพระพุทธเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ณ ควงไม้มุจจลินท์ (ไม้จิก) 7 วัน ในสมัยนั้นมหาเมฆที่ไม่ใช่กาลตั้งขึ้น ฝนตกพรำเจือด้วยลมหนาวทั้ง 7 วัน นาคราชชื่อว่า มุจจลินท์ ออกจากภพของตนเข้ามาวงพระกายของพระองค์ด้วยขนด 7 รอบ แผ่พังพานปกเบื้องบนเพื่อป้องกันฝนและลมมิให้ถูกพระกาย
ครั้นฝนหายแล้ว คลายขนดออกจำแลงเพศเป็นมาณพมายืนเฝ้า ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ พระองค์ทรงทราบแล้วได้ทรงเปล่ง อุทานมีความว่า
ความสงัดเป็น สุขของบุคคลผู้พอใจแล้ว ได้ประสบธรรมแล้ว เห็นแจ้งอยู่ ความไม่เบียดเบียนคือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลายเป็นสุขในโลก ความปราศจากกำหนัดคือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้เป็นสุข ความกำจัดอัสมิมานะคือความถือว่าตัวตนให้หมดได้เป็นสุขอย่างยิ่ง
เรื่องนาคกับครุฑนี้ ทรงนิพนธ์ไว้ในพรรษาที่ 6 ของพระพุทธเจ้าด้วยเช่นกัน จะเห็นได้ว่าพระนิพนธ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ประกอบไปด้วยภาษา การบรรยายความที่ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่สามารถอ่านได้อย่างเข้าใจ เนื่องด้วยมีคำอธิบายถึงความหมายของคำ ชื่อ ของบุคคลและสถานที ทั้งยังแทรกเรื่องเล่า ตำนาน ชาดก พร้อมการตีความได้อย่างมีอรรถรส
พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) กล่าวถึง ญาณสังวรธรรม ว่าเป็นหนังสือประมวลพระนิพนธ์ที่ทรงคุณค่า เปรียบได้กับมรดกที่ทรงมอบไว้ให้กับพุทธศาสนิกชน
" อยู่ที่ว่าพวกเราจะมองเห็นคุณค่าของมรดกที่ทรงทิ้งไว้ให้หรือไม่ ถ้าเราเห็นคุณค่าสามารถใช้ประโยชน์จากขุมทรัพย์นี้ได้เพื่อพัฒนาชีวิตเราได้ น่าจะเป็นสิ่งประเสริฐสุด"





