ฟ้ายังไม่ทันสว่าง แต่เราตื่นนอนกันแล้ว เพราะมีนัดกับทางบริษัทบอลลูน ที่จะพาเราขึ้นเหนือพื้นดิน เพื่อชมภูมิทัศน์ของคัปปาโดเคียจากมุมสูง
รถมินิบัสมารับเราตอนตีห้าครึ่ง ตรงเวลาที่นัดกันไว้ ก่อนพาเราไปยังออฟฟิซของบริษัทบอลลูน เพื่อลงชื่อ กินของว่าง และรอเช็คสภาพอากาศ ไม่นานเมื่อทุกอย่างพร้อม เราก็ขึ้นรถมินิบัสอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่จุดปล่อยบอลลูนที่อยู่ไม่ไกล
เมื่อถึงแล้ว ทีมงานใช้เวลาอีกไม่นานนักในการเตรียมบอลลูน จากนั้นจึงให้นักท่องเที่ยวขึ้นประจำที่ โดยมีนักบินอธิบายข้อควรปฏิบัติอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วจึงนำทุกคนลอยละล่องขึ้นท้องฟ้าอย่างช้าๆ นี่คืออีกไฮไลท์หนึ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนคัปปาโดเคีย
ขณะอยู่กลางอากาศ นอกจากนักบินจะทำหน้าที่ควบคุมบอลลูนแล้ว ยังเป็นเหมือนไกด์ไปในตัว ที่คอยอธิบายสถานที่ต่างๆที่เราได้เห็นอยู่เบื้องล่าง
เราใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมงครึ่ง ในการลอยอยู่กลางอากาศ แต่จนแล้วจนรอด พระอาทิตย์ก็ไม่ทอแสงในเช้านี้ ทุกคนรวมถึงตัวผมเองต่างบ่นเสียดาย แต่หลี่ถิง เพื่อนร่วมทางของผมบอกว่า “มันก็สวยไปอีกแบบนะ”
ท้ายที่สุดเราก็ลงมาสู่พื้นดินอีกครั้งอย่างนิ่มนวล ทีมงานนำแชมเปญมาเปิดรินให้ทุกคน เราชนแก้วกันก่อนดื่มฉลองตามธรรมเนียม อันที่จริงแม้จะไม่ได้เห็นภาพแลนด์สเคปของคัปปาโดเคียที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีทองตามที่คิดไว้ แต่ประสบการณ์การขึ้นบอลลูนครั้งนี้ ก็นับเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอยู่ดี มันให้ความรู้สึกตื่นเต้นปนกลัวนิดๆ และเมื่อลงถึงพื้นได้ปลอดภัย ความรู้สึกเหล่านั้นก็แปรเปลี่ยนเป็น “ความยินดี”
หลังจากกลับมากินอาหารเช้าที่โฮสเทล เราตกลงกันว่าจะไปเช่าจักรยานปั่นรอบเมือง ดีเหมือนกัน เพราะเป็นเวลานานเกือบปีแล้วที่ไม่ได้ออกกำลังกาย แม้จะมีเพื่อนนักท่องเที่ยวบางคนที่โฮสเทลเตือนว่าให้ระวังถนนลื่นเพราะน้ำแข็งที่ยังคงละลายไม่หมด แต่เมื่อวิญญาณนักปั่นเข้าสิงเสียแล้ว อะไรก็ฉุดไม่อยู่!
อุปสรรคเกิดตั้งแต่ยังไม่เริ่มปั่น เมื่อราคาค่าเช่าจักรยานดูแพงเกินความจริง เราพยายามต่ออยู่สองนาน โดยเจ้าของก็ยื่นเงื่อนไขแปลกๆ หลายอย่าง เช่นขอแลกเสื้อแจ็คเก็ตของเขากับผมแทนการลดราคา…สุดท้ายเขาบอกว่า “ขอผมถ่ายรูปกับเพื่อนคุณ แล้วจะลดราคาให้” อืม..หนุ่มตุรกียังคงคอนเซ็ปต์บ้าหมวยจริงๆ…
เราปั่นจักรยานไปตามเส้นทางเดียวกับที่บอลลูนลอยผ่านเมื่อรุ่งเช้า มันคงจะดีถ้าได้เห็นสถานที่เหล่านั้นใกล้ๆ หลังจากที่ได้มองจากมุมสูงมาแล้ว เสาหินรูปร่างแปลกประหลาด เปิดโอกาสให้เราได้จินตนาการไปต่างๆ นาๆ ว่ามีลักษณะคล้ายกับอะไรบ้าง ไม่ต่างจากเด็กจินตนาการรูปทรงของก้อนเมฆ
แม้จะฟังดูดี แต่ที่จริงคนปั่นหอบแฮ่ก เพราะจักรยานที่ได้มานั้นไม่ค่อยจะสมประกอบเท่าไหร่นัก ต้องคอยหยุดต่อโซ่ที่หลุดออกจากจานทุกห้านาที แถมยิ่งไปไกลเท่าไหร่ อาการก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น ประกอบกับถนนบางช่วงที่ปูด้วยหิมะ ทำให้ทรงตัวยากไปอีก ตรงตามที่มีคนเตือนมาเป๊ะ... พอกลับถึงที่พักได้ในช่วงบ่าย เลยทิ้งตัวลงสลบไสล กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็พลบค่ำเสียแล้ว จึงออกไปกินอาหารเย็น และยุติวันไว้เพียงเท่านี้
เช้าวันใหม่เริ่มขึ้นที่โต๊ะอาหาร เราได้พบกับคุณลุงฮัคคิว นักเดินทางชาวเกาหลีใต้ที่กระหืดกระหอบเข้ามาหาที่พัก และได้อยู่ห้องของผมต่อ เพราะผมจะเช็คเอาท์วันนี้พอดี โดยมีจุดหมายต่อไปคือการค้างคืนบนรถบัสยาว 11 ชั่วโมง เพื่อไปยังเมือง “Sanli Urfa” หัวเมืองใหญ่ด้านตะวันออกของตุรกี
คุณลุงดีใจมากเพราะบอกว่าเดินหาโฮสเทลมาเกือบ 2 ชม.แล้ว จึงนั่งร่วมโต๊ะพูดคุยกัน เขาเล่าให้ฟังว่าเป็นวิศวกรเกษียณ เลยออกเดินทางรอบโลกตามความฝันของตัวเอง
“ผมเดินทางมาสามปีครึ่งแล้ว ตามกำหนดอีกครึ่งปีจะถึงบ้าน นี่เพิ่งมาจากแอฟริกา อีโบล่าไล่หลังผมมาติดๆ”
เราได้แต่อ้าปากค้าง และคิดว่าการเดินทางของเรามันสุดแสนจะธรรมดานักเมื่อเทียบกับคุณลุงฮัคคิว จุดหมายต่อไปของเขาคืออิหร่านเช่นเดียวกับผม เขาจึงสอบถามวิธีทำวีซ่า และหวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในอิหร่าน นี่คือสิ่งที่ผมชอบในการพักที่โฮสเทล คือเราจะได้พบคนเจ๋งๆ จากทั่วโลกอยู่เสมอ
หลังมื้อเช้า เราไปเยี่ยมชม Goreme Open Air Museum หรือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งเมืองโกเรเม่ หนึ่งในเมืองมรดกโลกของยูเนสโกที่เต็มไปด้วยศาสนสถานโบราณที่สร้างจากการขุดเจาะถ้ำหิน แม้โดยรวมจะดูไม่แตกต่างจากสถานที่อื่นๆ ที่เราได้ไปชมมาแล้ว แต่แนวคิดการทำพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งในโบราณสถานจริงๆ แบบนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ถัดจากพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เรากางแผนที่ดูเส้นทาง และเห็นว่า Pigeon Valley ที่เราพลาดไปเมื่อวันก่อน เพราะพระอาทิตย์ตกเร็วนั้น อยู่ไม่ไกลนัก เลยตัดสินใจเดินเท้ากันไป (เข็ดจากการปั่นจักรยานแล้ว) อันที่จริงแล้วการเดิน Hiking ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่นิยมในโกเรเม่ เพียงแต่ช่วงที่เราไปอาจต้องระวังเพิ่มขึ้น เพราะทางเดินบางช่วงยังคงถูกปกคลุมด้วยหิมะ
เดินไปเดินมาเราก็หลุดมาอยู่กลาง Pigeon Valley มองขึ้นไปบนยอดเขาเป็นจุดชมวิว เลยยึดให้ที่นั่นเป็นปลายทางสำหรับการเดินในวันนี้ แต่หนทางข้างหน้าดูไม่ง่าย เพราะทางขึ้นนั้นค่อนข้างชัน ผมค่อยๆ เดินอย่างระมัดระวัง และเกือบจะลื่นไปเหมือนกัน จึงหันไปเตือนหลี่ถิงให้ระวังบริเวณนี้ แต่ยังไม่ทันที่ผมจะพูดอะไร เธอก็ลงไปนอนกองอยู่กับพื้นเสียแล้ว...ฮา
หลังตั้งสติกันใหม่ และปัดเสื้อผ้าที่เลอะเทอะให้พอดูได้ขึ้นบ้างแล้ว เราก็ออกเดินกันต่อด้วยความระวังที่เพิ่มมากขึ้น ในที่สุดก็ถึงจุดชมวิวแห่งเมืองโกเรเม่ (Goreme Panorama View) ที่สวยงามคุ้มค่ากับการเดินวิบากในครั้งนี้ ที่นี่เราได้ลิ้มลองไอศครีมตุรกีที่ขึ้นชื่อ และก็อร่อยจริงๆ เพราะมันมีความเหนียวหนึบกว่าไอศครีมทั่วๆ ไป เป็นของกินที่ต้องลองอีกอย่างของตุรกี
ขากลับเราเลือกเดินตามทางถนนใหญ่ เพราะการย้อนกลับทางเดิม ที่เป็นทางลงเขาคงอันตรายเกินไป อาจจะไกลกว่าบ้างนิดหน่อยแต่ก็ปลอดภัยกว่ากันเยอะ
เมื่อถึงที่พักเวลาเกือบหกโมง อากิโกะซัง ผู้ดูแลชาวญี่ปุ่น ก็ถามเราว่าเมื่อวานได้ไปจุดชมพระอาทิตย์ตกมาหรือยัง เราไม่รู้มาก่อนว่าเมืองนี้มีจุดชมพระอาทิตย์ตกด้วย เธอจึงชี้เส้นทางให้เรา และกำชับว่า ต้องรีบไป มิฉะนั้นอาจจะไม่ทันเวลา
เรารีบวิ่งหน้าตั้งกันออกมาจากที่พักอีกครั้ง หวังจะไปให้ทันแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ แต่ด้วยความที่ไม่ใช่คนพื้นที่ กว่าจะไปถึงตะวันก็ลับขอบฟ้าไปเสียแล้ว... แสงจากอาทิตย์อัสดงเป็นสีส้มไปทั่วทั้งท้องฟ้า เป็นสัญลักษณ์ว่าถึงเวลาต้องบอกลาคัปปาโดเคีย...





