พลันเมื่อแรงสั่นสะเทือน 7.8 แมกนิจูด ที่เขย่าหุบเขากาฐมาณฑุ ใจกลางประเทศเนปาลเพียงไม่กี่นาทีลดระดับความรุนแรงลง
ตัวเลขซึ่งพุ่งสูงขึ้นแทนที่ชนิดนาทีต่อนาที คือสถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการที่อาคารหลายหลังถล่มลงมา กลายเป็นเพียงกองเศษอิฐเศษปูน พร้อมๆ กับหัวใจที่แตกสลายของผู้สูญเสียคนที่รัก เฉกเช่นเดียวกับผู้ตระหนักในคุณค่าของงานศิลปะทั่วโลก ที่เพ่งมองภาพข่าวเทวสถาน ปราสาทราชวัง และสถูปเจดีย์ล้ำเลอค่าอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี อันรายล้อมจัตุรัสพระราชวัง (Durba Square) ของหลายเมืองในหุบเขากาฐมาณฑุพังทลายในพริบตา...ด้วยดวงใจปวดร้าว
กระทั่งเมื่อฝุ่นที่ตลบอบอวลในวันแรกเริ่มจางลง แล้วเริ่มสำรวจและพิสูจน์ทราบอย่างจริงจัง จึงรู้ว่ายังพอมีความหวังให้ชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาบ้าง เพราะนอกจาก หอคอยภีมเสน หรือหอคอยธราหรา ที่หักพังลงมาจนไม่เหลือสภาพหอคอยประจำเมืองอย่างแน่นอนแล้ว โบราณสถานสำคัญระดับ “มรดกโลก” แห่งอื่นๆ ได้รับความเสียหายไม่หนักหนาจนเกินไป อาทิ เจดีย์พุทธนาถ หรือโพธินาถ เสียหายเฉพาะเจดีย์บริวาร ส่วนองค์เจดีย์ประธานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเนปาล และเคยเป็นฉากถ่ายทำภาพยนตร์ The Little Buddha ยังเด่นตระหง่านดังเดิม เช่นเดียวกับ เจดีย์สวยัมภูนาถ มีเจดีย์บริวารทรงสิขร พังลงมา 1 องค์ และเจดีย์บริวารทรงโอคว่ำพัง 1 องค์ แต่เจดีย์ประธานยังคงอยู่
จัตุรัสพระราชวังลลิตปูร์หรือ “ปาตัน” ภาพข่าวที่มาวันแรกดูว่าเสียหายหนักมาก แต่ตรวจสอบกันจริงๆ พบว่ามีเทวสถานบางองค์ในจำนวนนับสิบองค์ที่พังครืน คือเทวสถานพระหริ (พระนามหนึ่งของพระนารายณ์) กับเสาที่ประดิษฐานพระราชานุสาวรีย์พระเจ้าสิทธินรสิงห์ ส่วนเทวสถานองค์สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นของเมือง คือเทวสถานศิลาทรงสิขร สร้างถวายพระกฤษณะ และเทวสถานกฤษณะมันดิร์ ที่มีภาพจำหลักหินเล่าเรื่องมหาภารตยุทธ และมหากาพย์รามายณะ ยังมั่นคงเช่นกัน
ที่เสียหนักกว่ากลับเป็นจัตุรัสพระราชวังกานติปูร์ (ชื่อเดิมของกรุงกาฐมาณฑุ) เทวสถานพังหลายหลัง โดยเฉพาะตำหนักพระศิวะมหาเทพกับพระนางปารพตี ซึ่งชาวเนปาลนิยมมาทำพิธีแต่งงานกันตรงลานหน้าพระตำหนัก ด้วยเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตคู่หวานชื่นยืนยาว บัดนี้พังราบลงมาแล้ว พร้อมกับเทวสถานบางองค์ซึ่งกำลังตรวจสอบให้แน่ชัดว่าเป็นองค์ใดแน่ รวมถึง จัตุรัสพระราชวังภักตะปูร์ อัญมณีน้ำงามของหุบเขากาฐมาณฑุ ก็ได้รับความเสียหายพอสมควร แต่ทั้งนี้ ต้องเข้าใจว่าจัตุรัสพระราชวังของทุกเมือง จะมีเทวสถานรายล้อมอยู่หลายองค์ ที่พังทลายไปก็มี แต่ที่ยังคงทนอยู่ก็มาก มิได้ราบพนาสูรไปทั้งเมืองอย่างที่หลายคนคิด
เพราะหุบเขากาฐมาณฑุเป็นพื้นที่มรดกโลกที่มีชีวิต หาใช่ “อุทยานประวัติศาสตร์” ที่แยกขาดจากชุมชน เฉกเช่นมรดกโลกอย่าง อยุธยา สุโขทัย และหากมองย้อนกลับไปในกาลเวลากว่าสามศตวรรษ จะพบว่าหุบเขาแห่งศรัทธานี้ เคยมั่งคั่งทางศิลปะสถาปัตยกรรมอย่างที่สุดในสมัยราชวงศ์มัลละ ราชวงศ์นี้สถาปนาขึ้นโดยชาวเนวาร์ (Newar) ชนเผ่าหลักแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ เข้ายึดครองอำนาจได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่ พ.ศ.1743 ร่วมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มหาราช ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรนครธม กัมพูชา เมื่อ 800 ปีก่อน แล้วสร้างความรุ่งเรืองให้หุบเขากาฐมาณฑุต่อเนื่องยาวนานถึง 569 ปี ก่อนเสียอำนาจให้ราชวงศ์ชาห์ที่รุกคืบมาจากตอนเหนือของอินเดียใน พ.ศ.2312 นั่นหมายความว่าราชวงศ์มัลละเรืองอำนาจก่อนสุโขทัยทว่า หมดอำนาจหลังกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย!
โดยเฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าจัยสถิตี มัลละ (ร่วมสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา) หุบเขากาฐมาณฑุมั่งคั่งถึงขีดสุด ในฐานะชุมทางการค้า ระหว่างจีน ทิเบต และอินเดีย โดยในพ.ศ.2025 ทรงจัดสรรอำนาจให้พระโอรสและธิดา ปกครองเมืองสำคัญ 4 เมือง คือ “กานติปูร์” - เมืองแห่งความรุ่งเรืองอันเป็นที่รัก (ปัจจุบันคือกาฐมาณฑุ) “ภักตะปูร์” - เมืองแห่งความจงรักภักดีต่อเทพเจ้า 3.ลลิตปูร์ เมืองที่สวยงามอย่างน่ารักน่าเอ็นดู และเป็นเมืองที่สร้างช่างฝีมือชั้นเลิศจนได้ชื่อว่า “ตักสิลา” ของเนปาล ปัจจุบันเรียก “ปาตัน” และ “กีรติปูร์” - เมืองแห่งเกียรติยศ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของราชวงศ์มัลละ ก่อนเสียอำนาจให้ราชวงศ์ชาห์
ช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 - 23 หรือราว 300 - 400 ปีก่อน ถือเป็นห้วงยามแห่งการแข่งขันกันของสี่นคราที่เป็นบ้านพี่เมืองน้อง แข่งกันทั้งการทหาร การค้า การศาสนา และการรังสรรค์งานศิลป์หลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นงานไม้ งานโลหะ งานปูนปั้น งานสำริด กระทั่งงานกระดาษ ก่อเกิดสกุลช่างศิลปะที่โลกจดจำในนาม “ศิลปะมัลละ” หรือ “ศิลปะเนวาร์” หนุนส่งให้หุบเขากาฐมาณฑุ ก้าวสู่การเป็นราชธานีที่เปล่งปลั่งมลังเมลืองด้วยวิจิตรศิลป์อันอลังการ
ไม่ว่าจะเป็นกรอบประตูหน้าต่าง ที่ต่อคิ้ว เติมปีก กรุช่อง จำหลักลายอย่างวิลิสมาหรา แม้แต่ “ฮัมมิกะ” หรือดวงเนตรกรุณา ดวงตาเห็นธรรม ที่ประดับตรงบัลลังก์เจดีย์สวยัมภูนาถ และโพธนาถ อันกลายเป็นภาพลักษณ์โดดเด่นของเนปาลในสายตาชาวโลก ก็เป็นพุทธศิลป์อันทรงพลังที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์มัลละ ทั้งๆ ที่ราชวงศ์นี้ประกาศให้ศาสนาฮินดูเป็นศาสนานำ แต่ก็มิได้รังเกียจเดียดฉันท์ศาสนาพุทธ กระทั่งนำเอาคติความเชื่อบางอย่างของพุทธมาผสมกลมกลืนอย่างสมานฉันท์ จนเป็นเรื่องปกติ ที่ชาวฮินดูเนปาลคนหนึ่ง จะนับถือพระอวโลกิเตศวรของฝ่ายพุทธ ขณะที่ชาวพุทธเนปาลจะกราบไหว้รูปเคารพศิวลึงค์บนฐานโยนี ศิลปินสกุลช่าง “มัลละ” จึงรังสรรค์ทั้งงานพุทธศิลป์และฮินดูศิลป์ อย่างมิอาจแยกออกจากกันได้
ด้วยพลังศรัทธาและสมานฉันท์เช่นนี้ ที่ขับเคลื่อนชาวเนปาลรังสรรค์งานศิลปะประดับโลกไว้มากมาย จนหุบเขากาฐมาณฑุถูกกระแนะกระแหนว่าเป็น “ชุมชนมรดกโลกแออัด” เพราะเป็นหุบเขาเดียวในโลก ที่มีโบราณสถานขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ชุมนุมกันหนาแน่นที่สุด ถึง 6 แห่ง คือ 1.จัตุรัสพระราชวังกาฐมาณฑุ 2.จัตุรัสพระราชวังภักตะปูร์ 3.จัตุรัสพระราชวังลลิตปูร์ (ปาตัน) 4.เจดีย์พุทธนาถ 5.เจดีย์สวยัมภูนาถ 6.วัดปศุปตินาถ ซึ่งทุกแห่งล้วนมีชุมชนอาศัยอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงจัดเป็นพื้นที่มรดกโลกที่มีชีวิต เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวา ด้วยประติมากรรมพระศิวะ พระนารายณ์ พระคเณศ ที่บ้านเราขัดสีฉวีวรรณแล้วตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ แต่ที่หุบเขานี้ พบได้ตามถนนรนแคม แต่ละองค์ดู “เขรอะ” และมอมแมม แต่สุดขลังเพราะผู้คนยังเซ่นไหว้ด้วยดอกไม้ ผงสี ทุกวี่วัน
นอกจากอินเดียแล้ว ผมจึงเป็นหนี้บุญคุณเนปาล ที่สอนบทเรียนจริง ให้ผมได้เข้าใจศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธสายวัชรยาน และอีกมากมายหลายลัทธิความเชื่อที่อยู่รวมกันอย่างสันติสุขในหุบเขาแห่งศรัทธานี้ ธรณีพิบัติภัยที่เนปาลครั้งนี้ จึงเป็นความสูญเสียร่วมกันของมนุษยชาติอย่างน่าอาดูรเป็นที่สุด




