วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เห่ย’ เปลี่ยนโลก

เวทีประลองหุ่นยนต์สุดเห่ย ไร้ซึ่งความไฮเทค ดูเหมือนทำเอาฮา แต่อย่าดูถูกไป.. รู้ไหมว่า นี่แหละคือ จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโลก

กระดานไม้ขนาดย่อมได้กลายเป็นสมรภูมิอันดุเดือดของเหล่าจักรกลนักสู้ ที่มีความ “เห่ย” เฉพาะตัวอย่างยิ่ง

ท่ามกลางเสียงเชียร์ของผู้ชมไม่ต่ำกว่า 30 ชีวิต ใครจะไปคิดว่า ตุ๊กตาน้องหมาน่ารักจะถูกดัดแปลงประกอบร่างใหม่เปลี่ยนขาหลังมาเป็นขาหน้าเพื่อใช้เป็นท่าไม้ตาย “อัปเปอร์คัต” ใส่คู่ต่อสู้ หรือหุ่นยีราฟฟรุ้งฟริ้งจะติดมอเตอร์ให้หัวหมุนได้ 360 องศา หลอกให้คู่ต่อสู้ ตาลาย!?

อย่าว่าแต่แปรงซักผ้าของแม่เลย เปลือกหอย (ที่เจ้าของยืนยันว่าเป็นของติดบ้านมาหลายปีแล้ว) จะถูกประกอบร่างเป็น “ชาบูเห่ย เห่ย” มา “กวาด” คู่ต่อสู้ทุกคนที่ขวางหน้า 

หรือถ้ายังนึกไม่ออก... 

แปรงสีฟันใหม่ (ยังไม่แกะกล่อง) จะใช้ฟังก์ชั่นรวมกับท่อพีวีซี หนังยางก็กลายเป็นหนึ่งในความน่ากลัว เทียบเคียงกับ “ปราการด่านสุดท้าย” คู่เปรียบเชิงมวยของคนดู ทั้งหมดนี้คือ “ภาพรวม” ของงาน Hebocon Thailand ครั้งที่ 1 หรือ หุ่นยนต์เห่ยสร้างสรรค์ประจัญบานที่จัดขึ้นไปเมื่อวันอาทิตย์ (19 เม.ย.) ที่ผ่านมา 

ทำไมต้องเห่ย เห่ยแล้วได้อะไร เห่ยแล้วยังไง

ยินดีต้อนรับสู่โลกเห่ยๆ

สร้างสรรค์ประชันเห่ย

“เป็นหุ่นที่ใครก็สร้างได้ครับ” หนุ่ม-มนัสศานติ์ มนูญชัย Makerspace Principal หนึ่งในทีมผู้จัดการแข่งขันให้นิยามง่ายๆ

Hebocon หรือ Heboi เป็นการแข่งขัน “ซูโม่หุ่นยนต์” ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยอาศัยฐานคิดในการทำหุ่นยนต์แบบพื้นฐานที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ แข่งขันกันบนเวทีขนาดกะทัดรัดภายในเวลา 1 นาที หุ่นตัวไหน “ไฝว้” แล้วตกเวที หรือล้มลงไปกอง ก่อนเป็นฝ่ายแพ้ แต่หากไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกันหุ่นตัวไหนเคลื่อนที่ได้ไกลกว่าก็คว้าชัยชนะไปครอง

“มันเป็นการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ สมมติเราเอามอเตอร์ตัวนี้มาต่อกับลูกปิงปองแล้วให้เคลื่อนไหวได้ไหม ถ้าเดินไม่ได้แล้วจะต้องทำยังไงก็อาจจะติดอุปกรณ์เพิ่มเติมก็ได้” เขามองถึงความสนุกของการประกอบร่างหุ่นยนต์ ซึ่งหลังจากจบการแข่งขัน ความรู้เบื้องตัวเกี่ยวกับการประกอบหุ่นต้องได้ติดตัวกลับไปอย่างแน่นอน

นอกจากสมองซีกกลไกจะได้เพิ่มรอยหยัก มุมมองของจินตนาการก็บรรเจิดขึ้นไม่แพ้กัน เพราะ หุ่น Wipeout ของ โต๋-ณภัทร ประพันธ์เทวา ถึงจะแค่ 10 ขวบ แต่ก็จัด “ออปชั่น” ชนิดมาเต็ม ทั้งอาวุธหลัก และอาวุธลับ เรียกว่าเรียกเสียง(ฮือ)ฮาชนิดที่ผู้ใหญ่บางคนยังอาย

ตั้งแต่จำความได้เขาก็ชอบเล่นอะไรที่เป็นกลไกแบบนี้แล้ว ที่บ้านถึงขนาดทำห้องแล็บส่วนตัวเอาไว้ประกอบผลงานประดิษฐ์ของตัวเองเลยทีเดียว การแข่งขันครั้งนี้จึงถือเป็นประสบการณ์ที่ดีไปอีกแบบ

สำหรับผู้ปกครองอย่าง นิพัทธพงษ์ ชวนชื่น ยอมรับว่า ที่ชวนหลานชายเข้าร่วมการแข่งขันก็เพราะเห็นว่าน่าสนใจ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมศักยภาพในตัวต่อไป อย่างน้อยการได้จับของ ได้ประดิษฐ์ผลงานก็ช่วยทำให้อาการสมาธิสั้นของหลานชายคนนี้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ

“จริงๆ ความสร้างสรรค์มีอยู่ในตัวคนทุกคนอยู่แล้วเพียงแค่บางคนอาจจะไม่รู้” ถ้าถามเจ้าของ “ชาบู เห่ย เห่ย” พลัส-ฐิติชญาน์ รัตน์มังกรสกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากคณะวิศวกรรมมัลติมีเดียและระบบอินเทอร์เน็ต จาก ม.กรุงเทพ

เธอคิดว่า ยิ่งคนเราโตขึ้นก็อาจจะลืมว่าความสร้างสรรค์คืออะไร การได้มาทำอะไรแบบนี้ก็ไม่ต่างกับการได้มาต่อเติมความสร้างสรรค์ที่อาจจะขาดหายไป

เรื่องนี้ วรางคณา รัตนประสิทธิ์ หรือ ‘ตั๊ก’ ยืนยันได้เป็นอย่างดี เพราะถึงจะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางสายนี้โดยตรง อีกทั้งอาชีพที่ทำอยู่ก็เป็นพนักงานออฟฟิศที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการใช้เครื่องมือหรือกลไกอิเล็กทรอนิกส์เลย แต่ความชอบแบบ “อดิเรก” ก็ทำให้ตั๊กไม่ลังเลที่จะหอบหิ้วเจ้า “จรวด” หุ่นยนต์สายประยุกต์จากของที่หยิบฉวยได้เอามาประกอบร่างเป็น “หุ่นเห่ย” เข้าร่วมการแข่งขันทันทีที่ได้ข่าว

ขณะที่ ชิณวัฒน์ บัวบาน ว่าที่นักศึกษามหาวิทยาลัย และเพื่อนๆ กลุ่ม “จอร์จ เดอะ ไฟต์” ที่ส่งหุ่นประกอบจากของเหลือใช้ในช่วงเวิร์กชอปทำหุ่นเพื่อแข่งขันเข้าประกวด โดยมีท่าไม้ตายในการข่มขวัญคู่ต่อสู้ด้วยการหมุนแบบทอร์นาโด คิดว่า นอกจากความสนุก เพื่อนใหม่ และความคิดสร้างสรรค์แล้ว หากสังคมเปิดโอกาสในการสร้างสรรค์ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นอีกตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคตได้อย่างแน่นอน

“กระเด็นออกนอกสนามไปเองซะงั้น” ใครบางคนพูดถึงหุ่นน้องหมาที่เหมือนจะทำใจรับคู่ต่อสู้ไม่ได้ อัปเปอร์คัตตัวเองออกจากสนามเสียเอง

เฮ่ออออ เห็นไหมว่า ...เห๊ย เห่ย

เห่ยแล้วไง ?

ถึงจะทำเอามัน แต่อีกหนึ่งเบื้องหลังความเห่ยอย่าง มิว-ภัทรพร โพธิ์สุวรรณ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Maker Zoo เจ้าของสังเวียนประลอง เผยว่า จริงๆ แล้วเกมนี้เป็นแค่กิมมิคเพื่อกระตุ้นให้คนทั่วไปนึกสนุก อยากจะลุกขึ้นมา ‘สร้าง’ อะไรสักอย่างบ้าง

ทำหุ่นยนต์สักตัวก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ต้องเรียนเขียนโปรแกรม ไม่ต้องออกแบบดีไซน์ล้ำ ก็สามารถมีหุ่นฮาๆ เอาไว้เล่นได้แล้ว

นอกจากได้ฮา ที่ตามมาโดยไม่รู้ตัวก็คือ การได้ทลายความเชื่อฝังหัวเกี่ยวกับการเป็น ‘ฮาร์ดแวร์ เมคเกอร์’ ที่คนไทยซึ่งเป็นยูสเซอร์มาตลอดชีวิต และมักคิดว่า การจะสร้างหุ่นยนต์สักตัวเป็นเรื่องยากเกินความสามารถ

แน่นอนว่า ถัดจากความเห่ย ย่อมเป็นสิ่งที่เห่ยน้อยลง.. น้อยลง.. จนเลิกเห่ยได้ในที่สุด ขอแค่ให้มีก้าวแรกเข้าสู่การเป็น ‘เมคเกอร์’ ฟันเฟืองสำคัญที่กำลังมาแรง

เพราะแกนหมุนของการผลิตสินค้าหรือนวัตกรรมกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ที่เคยแต่ควักกระเป๋าจ่ายนี่แหละ ที่สามารถลุกขึ้นมาคิด-สร้าง-จนถึงการทำให้เกิดธุรกิจได้เอง ด้วยพลังแห่ง ‘โอเพ่น ซอร์ส’ ทั้งฝั่งซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ มีคนใจดีนำออกมาแชร์อย่างไม่หวง

เมื่อ “ความรู้” ไม่ใช่ “ความลับ” อีกต่อไป วัฒนธรรมการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนกลายเป็นเรื่องที่หลายคนคุ้นเคย การพัฒนานวัตกรรมเลยสามารถสปีดอัพปานติดจรวด จนโลกกำลังเข้าสู่ยุคของ ‘Individual Innovation’ ทวีพลัง เทียบรัศมีองค์กรใหญ่ยักษ์ที่เคยผูกขาดนวัตกรรมได้กลายๆ

ยิ่งเมื่อสามารถเข้าถึง “เครื่องมือการผลิต” ที่แต่ก่อนเคยเป็นของเกินเอื้อมมีแต่รายใหญ่เท่านั้นที่เข้าถึงได้ และด้วยพลังของนักแชร์อีกเช่นกันที่ช่วยกันพัฒนา คิดค้น ต่อยอด จนทำให้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่แสนเว่อร์วังกลายเป็นของที่ทำขึ้นเองได้ในราคาไม่ปวดใจ ก็ยิ่งเป็นแรงหนุนสำคัญส่งให้ ‘ชุมชนนักสร้าง’ (Maker Community) ถีบตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด

‘เครื่องพิมพ์สามมิติ’ คือ ตัวอย่างผลผลิตจาก Maker Culture ที่ชัดเจน ทั้งฝั่งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์

ย้อนหลังไปหลายปีก่อน คนที่จะสามารถเข้าถึง หรือจับต้องเครื่องพิมพ์ชนิดนี้ได้ มีแต่รายใหญ่ เงินหนาเท่านั้น ด้วยสนนราคาหลักหลายล้านบาท แต่จากการช่วยกันคิดช่วยกันแชร์ในโลกออนไลน์ วันนี้ส่งผลให้เกิดเครื่องพิมพ์สามมิติขนาดกะทัดรัด พอๆ กับไมโครเวฟ และซื้อหามาใช้ได้ด้วยเงินไม่กี่หมื่นบาท ยิ่งถ้าเป็น Maker ตัวจริงเสียงจริงก็สามารถทำเองได้ด้วยเงินหลักพัน

เลยไม่แปลกใจถ้า “อยากได้อะไร ก็ปริ้นท์เอา” จะกลายเป็นประโยคติดปากของเหล่า Maker ไปแล้ว

ฟ้าเปิด ฝันสนุก

“ถามว่าฝันใหญ่ขึ้นไหม.. ผมว่า ผมฝันสนุกขึ้นมากกว่าครับ” บีม-อรรถพงศ์ ลิมศุภนาค ตอบขณะที่มือยังวุ่นวายกับการประกอบหุ่นเห่ย ข้างๆ กันคือ คามิน ภัคดุรงค์ เพื่อนซี้ที่วันนี้ขอตัดเพื่อนสักวัน เพราะคำว่า ‘คู่แข่ง’

จริงๆ บีม และ คามิน ไม่ใช่เมคเกอร์ธรรมดา เพราะพวกเขาและเพื่อนๆ ในทีมอีก 3 ชีวิต บัณฑิตจากรั้วจามจุรี ได้เลื่อนขั้นสู่การเป็น ‘ฮาร์ดแวร์ สตาร์ทอัพ’ ด้วยโปรดัคท์อย่าง ‘ไดรฟ์บอท’ แก๊ดเจ็ตฝีมือคนไทย กับจุดขายคือเป็นตัวช่วยตรวจเช็คสภาพรถและแจ้งเตือนเมื่อรถทำท่าว่าจะมีปัญหา แถมยังสามารถมอนิเตอร์พฤติกรรมการขับขี่มาวิเคราะห์เป็นข้อแนะนำได้อีกด้วย

หลังจากเปิดระดมทุนเพื่อผลิตจริงผ่านเว็บไซต์ Crowdfunding (การระดมทุนจากมวลชน) ชื่อดังอย่าง Indiegogo ไปได้เพียง 6 วัน ยอดสั่งซื้อพรีออร์เดอร์ก็ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ 35,000 ดอลลาร์สหรัฐ แถมพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ จนทะลุ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐไปในที่สุด โดยตอนนี้ไดรฟ์บอทอยู่ระหว่างการผลิต และจะได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

หนึ่งในข้อต่อสำคัญที่ทำให้เมคเกอร์อย่างบีม และคามิน มาไกลสู่การเป็นสตาร์ทอัพ ก็คือ การมีอยู่ของ ‘Maker Space’ ซึ่งในบ้านเรามีอยู่ 3-4 เจ้า โดย Maker Zoo เป็นหนึ่งในนั้น

“Maker Space ของเมืองนอกรูปแบบมันยังไม่เหมาะกับบ้านเรา เพราะหลักๆ เขาตอบสนองกลุ่มสตาร์ทอัพ คือคุณมีไอเดียอยู่แล้ว เรามีเครื่องมือ มีของให้เข้ามาใช้ คุณก็จ่ายเงินเพื่อเข้ามาใช้ แต่เอเชีย หรือเมืองไทยเอง วัฒนธรรม DIY ยังมีไม่มาก แถมยังไม่กล้าเข้ามาใช้ เพราะกลัวพัง มันก็เลยเกิดยาก ผมเลยคิดว่า การจะเกิด Maker Space ในไทยได้ มันต้องเป็น Community Hub Educator ประมาณว่า ใครอยากรู้อะไรก็เข้ามา ใครสนใจอะไรก็เข้ามา มีอะไรก็มาแชร์ มาสอนกัน”

เป็นที่มาของ Maker Sunday ในทุกวันอาทิตย์ซึ่งจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะเป็น ‘ฟรี เดย์’ ที่ใครก็สามารถเข้ามาใช้บริการเครื่องไม้เครื่องมือ ตลอดจนสอบถามได้ฟรี (ยกเว้นค่าพิมพ์สามมิติ) โดยแม้ใจจริง ก็อยากเก็บค่าบริการ แต่ถ้านับแค่เป้าหมายตรงหน้า มิวบอกว่า ขอแค่มีคนหันมาสนใจ ‘ทำ’ มากขึ้นก็พอใจแล้ว

วันนี้ Maker Zoo ก็เลยเป็นผู้ประกอบการสังคมไปกลายๆ แถมยังดึงดูดคนคอเดียวกันเข้ามาช่วยกันสร้างเรื่องดีๆ อีกด้วย

อย่าง ต้า-ศศพล บำรุงชีพ เจ้าของธุรกิจรับติดตั้งผ้าม่านและวอลเปเปอร์ ผู้ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้กระโดดเข้าร่วมวงเมคเกอร์มาก่อน แต่ด้วยความที่เห็นเครื่องพิมพ์สามมิติแล้วอยากซื้อมาใช้บ้าง ก็เลยไปเข้าคอร์สเรียนที่ Maker Zoo แต่ทำไปทำมา กลับพบสิ่งที่เจ๋งกว่านั้น นั่นคือ สังคมนักแชร์ ที่เป็นมากกว่าการให้หยิบยืมสถานที่ใช้อุปกรณ์ โดยแม้จะจบคอร์สไปนานแล้ว

จนทุกวันนี้ ต้าก็ไม่เคยมีโอกาสได้เป็นเจ้าของเครื่องพิมพ์สามมิติอย่างที่คิด แต่ที่เขาขนกลับบ้านไปหอบใหญ่นั่นคือ ‘ความฝัน’ ที่อยากจะผลิต ‘มือเทียม’ ให้กับเด็กๆ ผู้พิการ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาสได้ใช้มือเทียม เพราะราคาสูงหลายหมื่นบาท กลายเป็นโปรเจคพัฒนามือเทียมจากโมเดลที่มีอยู่แล้วบนโอเพ่นซอร์ส และสั่งพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ ทำให้ต้นทุนถูกลงมาก โดยในระดับความสามารถเดียวกัน มือเทียมของต้าที่ช่วยให้เจ้าของมือกำสิ่งของที่ไม่มีน้ำหนักมากได้ ประคองสิ่งของได้ มีสนนราคาอยู่ที่หลักพันบาท ขณะที่ในท้องตลาดขายอยู่ราว 6-7 หมื่น!

“ถึงวัสดุเราอาจไม่ดีเท่า แต่ถ้าพัง ก็เอาชิ้นนั้นๆ มาสั่งปริ้นท์ใหม่ได้ครับ”

ส่วน กระติ๊บ-ชลธิชา เหลิมทอง และไบรอัน เบอเลติก จากเว็บไซต์ progressth.org อีกหนึ่งกลุ่ม ‘นักทำ’ ที่ต้องการสร้างสังคมให้ดีขึ้นโดยไม่คิดรอให้ภาครัฐหรือคนมีอำนาจสั่งการลงมา หนึ่งในโปรเจคที่ทั้งสองพยายามผลักดันคือ การติดตั้งป้ายเตือนบริเวณจุดตัดรถไฟซึ่งเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง หลังจากวิ่งรอกไปมาอยู่หลายหน่วยงาน เห็นท่าจะยาก เลยหันมาคุยกับ Maker Zoo เพื่อคิดทำป้ายเตือนด้วยตัวเอง โดยที่วางแผนไว้ จะทำป้ายพร้อมติดตั้งแผงโซลาเซลล์เพื่อจะได้มีไฟกระพริบตอนกลางคืน

อาจยังไม่ต้องคิดไปไกลถึงระดับเมคเกอร์ตัวพ่ออย่าง แอนตัน วิลลิส เจ้าของ ‘Oru Kayak’ เรือคายัคที่พับเก็บได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 5 นาทีซึ่งสามารถระดมทุนจาก Kickstarter ได้ถึง 440,000 ดอลลาร์สหรัฐ แถมยังไปชนะรางวัลจากรายการ Shark Tank TV show ได้เงินมาอีก 500,000 ดอลลาร์ หรือ เจมส์ แมคเคลวีย์ เจ้าของเครื่องมือชำระเงินสำหรับติดตั้งกับโทรศัพท์มือถือ ‘Square’ ซึ่งได้รับความนิยมล้นหลามด้วยยอดการทำธุรกิจสูงถึง 8 ล้านดอลลาร์ต่อปี

เพราะต่อให้เป็นเมคเกอร์สายเห่ย ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เหมือนกับประโยคบนเสื้อของคนกลุ่มนี้ที่เขียนไว้ว่า MAKE THINGS.. NOT WAR!