วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฉ่ำน้ำชื่นใจ ทั่วไทยเปี่ยมสุข

ถ้าจะมีสักประเพณีหนึ่งที่สามารถรวมน้ำจิตน้ำใจคนไทยให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ "สงกรานต์" น่าจะใช่ที่สุด

แต่เพราะประเทศไทยมีพื้นที่กว้างใหญ่ ทั้งยังผสมรวมไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ประเพณีในแต่ละพื้นถิ่นจึงค่อนข้างแตกต่างกันออกไป


อย่างไรก็ตาม ทุกๆ พิธีกรรมเหล่านั้นล้วนแต่กระทำไปเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่แบบไทย อันจะนำมาซึ่งความสุขกายสบายใจแก่ทุกคน


.................



แห่ต้นดอกไม้, เลย 


เลยเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีประเพณีสงกรานต์แบบน่ารัก คือนอกจากจะมีพิธีรดน้ำดำหัวแบบชาวไทยทั่วไป ในวันสำคัญนี้ยังมีพิธี "แห่ต้นดอกไม้" ที่ถือปฏิบัติต่อกันมาช้านานกว่า 400 ปีด้วย


แห่ต้นดอกไม้ เป็นประเพณีที่ชาวบ้านแสงภา ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย จัดขึ้นทุกปีในช่วงสงกรานต์ โดยกำหนดให้วันที่ 14 เมษายนของทุกปีเป็นวันประกอบพิธีแห่ต้นดอกไม้ และมีปลายทางอยู่ที่วัดศรีโพธิ์ชัย(แสงภา) วัดเก่าแก่ที่ก่อสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กับการเริ่มต้นประเพณี


หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็น "ต้นดอกไม้" คำอธิบายแสนง่าย นั่นก็เพราะ ดอกไม้เป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัยตามความเชื่อของคนในศาสนาพุทธ ซึ่งชาวบ้านแสงภาเองเชื่อว่า การนำดอกไม้มาบูชาพระในวันสงกรานต์ หรือวันเริ่มต้นปีใหม่แบบนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตที่ดีที่เป็นสิริมงคล นอกจากนี้ด้วยบุญที่ได้จากดอกไม้จะทำให้เรือกสวนไร่นาอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข เกิดมงคลชีวิตแก่ทุกคนที่ร่วมประเพณี


เมื่อดอกไม้เป็นสิ่งมงคล ชาวบ้านจึงต้องคัดสรรดอกไม้ที่หาได้ในชุมชนมาประดับประดาเป็นต้นดอกไม้ขนาดยักษ์ และโดยมากก็จะหาดอกไม้ง่ายๆ ในท้องถิ่น เช่น ดอกหางนกยูง ดอกคูน ดอกรัก ดอกพุด ดอกลั่นทม ดอกเฟื่องฟ้า ฯลฯ เมื่อได้แล้วก็นำมาผูกเป็นช่อพร้อมกับนำไปประดับกับโครงไม้ไผ่ขนาดใหญ่ กระบวนการนี้ถือเป็นการเชื่อมความสามัคคีเพราะทุกคนจะมาช่วยกันตกแต่ง เพื่อให้ได้ต้นดอกไม้ที่สวยงาม มีคุณค่าทางจิตใจ


สำหรับประเพณีแห่ต้นดอกไม้จะทำพร้อมกับวันสงกรานต์ โดยวันที่ 13 เมษายน ถือเป็นวันเริ่มต้นสิ่งดีๆ จึงกำหนดให้วันนี้เป็นวันที่มีการสรงน้ำพระ จากนั้นวันที่ 14 เมษายน เวลาประมาณ 19.00-21.00 น. จึงจะเป็นวันแห่ต้นดอกไม้ แล้วจะมีการแห่แบบนี้ไปตลอดเดือนเมษายนในคืนวันพระ โดยต้องแห่ให้ครบ 3 รอบ เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เมื่อทำการแห่จนครบแล้ว ต้องวางต้นดอกไม้ทุกต้นไว้รอบพระอุโบสถ เพื่อบูชาพระรัตนตรัยตลอดทั้งคืน โดยภายในต้นดอกไม้จะต้องติดเทียนไข และจุดไฟเพื่อให้เกิดแสงสว่างด้วยทุกต้น


รุ่งเช้าชาวบ้านจะช่วยกันนำต้นดอกไม้ออกจากวัด ถ้าต้นไหนยังแข็งแรง ไม่เสียรูปทรง สามารถที่จะนำมาเปลี่ยนดอกไม้ใหม่ แล้วนำไปแห่ในคืนต่อไป ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างคุ้มค่าจริงๆ



สรงน้ำโอยทาน, สุโขทัย


"คนสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน" นี่คือคำที่ปรากฏอยู่บนศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 2 ซึ่งบ่งบอกถึงวิถีของคนสุโขทัย และนั่นก็เป็นที่มาของประเพณีโบราณที่มีชื่อว่า "สรงน้ำโอยทาน"


สรงน้ำโอยทาน เป็นประเพณีสงกรานต์ของชาวศรีสัชนาลัยที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย และลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระยาลิไท อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย โดยคำว่าโอยทานนั้น มีความหมายตามภาษาพื้นถิ่น หมายถึง การทำทาน ถือเป็นหนึ่งในวิถีของคนสุโขทัยโบราณที่ถูกจารึกไว้


พระยาลิไทหรือพระมหาธรรมราชาที่ 1 ทรงเป็นพระราชโอรสของพระยาเลอไทยก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ พระองค์ได้ไปปกครองดูแลเมืองศรีสัชนาลัย ซึ่งอยู่ในฐานะเมืองลูกหลวง โดยได้รวบรวมเมืองต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย ครอบคลุมเมืองระหว่างลุ่มแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน และแควป่าสัก นอกจากนี้ยังทรงย้ายไปประทับที่เมืองพิษณุโลก เพื่อป้องกันการขยายอำนาจของอาณาจักรอยุธยาอีกด้วย


นอกจากนี้พระยาลิไททรงนำหลักการปกครองแบบธรรมราชา ที่พระมหากษัตริย์จะต้องประพฤติปฏิบัติตนตามหลักทศพิธราชธรรมมาใช้ในการปกครองอาณาจักรสุโขทัย ด้านศาสนาพระยาลิไททรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง โดยพระองค์ทรงผนวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดป่ามะม่วง และยังทรงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิกถา ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และนับว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย


เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีอย่างเป็นสิริมงคล ในวันสงกรานต์ของชาวศรีสัชนาลัยจึงมีพิธีบวงสรวงพระมหาธรรมราชาลิไท และบูรพกษัตริย์สมัยศรีสัชนาลัย พิธีบวงสรวงหลักเมือง มีการถวายสลากภัต การตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแก่พระภิกษุที่เดินมาจากวัดเขาพนมเพลิง การสรงน้ำพระ การรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ


และเพราะเป็นเมืองช้าง ในงานจึงมีขบวนแห่ช้างพ่อเมือง ขบวนแห่ของดีศรีสัชนาลัย ขบวนวัฒนธรรมของอำเภอสรีสัชนาลัย การปล่อยนก ปล่อยปลา การละเล่น และแข่งขันกีฬาไทย ประกวดว่าวพระร่วงพระลือ และกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายด้วย



แห่สลุงหลวง, ลำปาง 


ประเพณีของชาวลำปางที่ชนรุ่นปัจจุบันยังคงสืบสานอนุรักษ์นั่นก็คือ "แห่สลุงหลวง" ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันสงกรานต์


คำว่า สลุง นั้นเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวล้านนา หมายถึง ภาชนะใส่น้ำ ส่วนใหญ่ทำด้วยโลหะเงิน มีลักษณะเช่นเดียวกับขันน้ำ มีขนานแตกต่างกันตามความต้องการในการนำไปใช้สอย หลวง แปลว่าใหญ่ สลุงหลวงจึงแปลว่า ภาชนะใส่น้ำใบใหญ่ ในอดีตเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันเถลิงศกใหม่ของชาวล้านนา มีประเพณีสรงน้ำพระ ชาวบ้านจะนำขมิ้น ส้มป่อย น้ำอบ น้ำหอมใส่ในสลุงไปสรงน้ำพระที่วัด ถือเป็นการแสดงความเคารพบูชาในองค์พระที่ให้ความสุขสงบร่มเย็น


การสรงน้ำพระที่ถูกต้องตามประเพณี ไม่ใช่สาดน้ำไปสู่องค์พระแต่จะใช้วิธีตักน้ำจากสลุงเทสู่รางริน ซึ่งเป็นทางให้น้ำไหลไปสรงองค์พระ ถือว่าเป็นการสรงน้ำที่ถูกต้องตามประเพณี ส่วนน้ำนั้นก็ถือเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนานำมาประพรมศีรษะ ร่างกาย หรือที่อยู่อาศัย เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชีวิตและครอบครัวของตัวเอง


สำหรับสลุงหลวงที่ใช้แห่ปัจจุบันนี้ทำด้วยเงินหนัก 38 กิโลกรัม หรือ 2,533 บาท มีความกว้าง 89 เซนติเมตร สูง 49 เซนติเมตร ซึ่งชาวลำปางร่วมกนบริจาคทรัพย์เพื่อสร้างขึ้นมาเมื่อปี 2533 โดยจารึกข้อความเป็นภาษาพื้นเมืองล้านนาว่า


"สลุงแก่นนี้จาวเมืองลำปางแป๋งต๋านไว้ใส่น้ำอบ น้ำหอม ขมิ้น ส้มป่อย สระสรงองค์พระเจ้าแก้วดอนเต้า เวียงละกอนในวันปี๋ใหม่เมือง เพื่อค้ำจุนพระศาสนา ฮอดเติงห้าปันวรรษา" แปลว่า "สลุงหลวงใบนี้ชาวเมืองลำปางจัดสร้างถวายไว้ใส่น้ำอบ น้ำหอม ขมิ้ม ส้มป่อย เพื่อสรงพระเจ้าแก้วดอนเต้า แห่งเวียงละกอน ในวันปีใหม่เมืองลำปาง เพื่อค้ำจุนพระศาสนา จวบจนห้าพันพรรษา"


ต่อมาทางชมรมเทิดมรดกเขลางค์นคร ได้จัดสร้างฐานสลุง ทำด้วยไม้แกะสลักและประดิษฐ์เป็นรูปเทวดารอบๆ ฐานขึ้นอีก 6 องค์ ในปี 2534 ประกอบเป็นฐานสูง ขนาด 91 เซนติเมตร กว้าง 80 เซนติเมตร บุด้วยเงินบริสุทธิ์หนัก 1,500 บาท หรือ 23 กิโลกรัม หุ้มโดยรอบ เป็นสลุงตั้งบนแท่นแลดูสง่างามเข้ากันเป็นอย่างดี และในปีเดียวกันชาวลำปางก็ได้ร่วมกันบริจาคเงินสร้างบังวันโลหะเงิน เป็นเครื่องประดับสลุงอีกอย่างหนึ่ง
ตามประเพณีของชาวล้านนาลำปางจะเริ่มแห่สลุงหลวงไปรอบเมือง เพื่อรับน้ำขมิ้น ส้มป่อย น้ำอบ น้ำหอม จากนั้นจึงอัญเชิญพระแก้วมรกตดอนเต้า องค์พระศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานคู่บ้านคู่เมืองลำปาง จากวัดพระธาตุลำปางหลวง มาประกอบพิธีสรงน้ำพระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ลูกหลานชาวลำปางสืบไป



แห่ผ้าห่มพระ, ยะลา 


แม้บรรยากาศจะอึมครึม แต่พุทธศาสนิกชนในจังหวัดยะลาก็ยังสืบทอดประเพณี "แห่ผ้าห่มพระ" ณ ถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งถือเป็นประเพณีหนึ่งในเทศกาลสงกรานต์ของภาคใต้ที่น่าสนใจมาก


ประเพณีแห่ผ้าห่มพระสืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน โดยเริ่มต้นระเพณีด้วยการทำบุญตักบาตร จากนั้นชาวยะลาจะร่วมใจกันแห่ผ้าไปห่มพระพุทธไสยาสน์ พร้อมๆ กับสรงน้ำพระ และรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุตามประเพณี แม้ทุกวันนี้จะมีสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ หากทว่า ชาวยะลาก็ยังสมัครสมานสามัคคี และผูกใจร่วมประเพณีนี้กันอย่างเนืองแน่น


สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปมักรู้จักวัดคูหาภิมุขในชื่อ "วัดหน้าถ้ำ” เป็นวัดที่สำคัญของเมืองยะลา ลักษณะโดดเด่นของวัดนี้คือมีถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ขนาดความยาว 81 ฟุต 1 นิ้ว ปั้นด้วยดินเหนียวโดยใช้ไม้ไผ่เป็นโครง สร้างขึ้นสมัยศรีวิชัยรุ่งเรืองราว พ.ศ.1300 หรือสมัยเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนคร


พิกัดทางภูมิศาสตร์ของวัดคูหาภิมุข ระบุว่า เคยเป็นแหล่งชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบร่องรอยศาสนสถาน เมืองโบราณ ซึ่งเป็นศาสนสถานที่พบเทวรูปสำริด กำแพงเมือง พระพิมพ์ดินดิบแบบทวารวดีศรีวิชัย ภาพเขียนสีพระพุทธรูปฉาย ภาพเขียนสีราชรถมีสัตว์เทียม มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-17 นักโบราณคดีได้พบภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์บริเวณถ้ำคูหาภิมุข เป็นภาพพระพุทธฉาย และภาพราชรถแกะสลักไว้บนหน้าผา


ภายในถ้ำนี้มีหินงอกหินย้อย และน้ำใสสะอาดไหลรินจากโขดหิน นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัยที่เก็บวัตถุโบราณจากหลากหลายที่ไว้ โดยในสมัยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม มีการเปลี่ยนชื่อจากวัดหน้าถ้ำเป็นวัดคูหาภิมุขเช่นในปัจจุบัน



แห่พญายม, ชลบุรี


ถือเป็นประเพณีที่แปลกแหวกแนวอยู่พอสมควร สำหรับ "แห่พญายม" ประเพณีของชาวบ้านบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ ปลดปล่อยความทุกข์และสิ่งเลวร้ายให้ลอยไปกับพญายม ถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่แบบที่ชาวบางพระได้ร่วมสืบสานมา


ประเพณีแห่พญายมจะจัดขึ้นทุกปีในวันที่ 18 เมษายน โดยมีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ครั้งหนึ่งได้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอหิวาต์ในหมู่บ้านบางพระ ทำให้ชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงต้องล้มตายไปเป็นจำนวนมาก จนอยู่มาวันหนึ่ง มีชาวบ้านเกิดนิมิตว่า การที่จะลบล้างให้ชาวบ้านได้พ้นภัยจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ ต้องสร้างองค์พญายมผู้เป็นใหญ่มาสะเดาะเคราะห์ พร้อมกับเครื่องบวงสรวง แล้วแห่นำไปทั่วหมู่บ้าน โดยให้ชาวบ้านทุกคนมารวมตัวกันที่บริเวณกลางลานหมู่บ้าน เพื่อเป็นการทำพิธีขอขมาลาโทษต่อองค์พญายม และปล่อยพญายม


เมื่อเชื่อเช่นนั้น ชาวบ้านจึงเริ่มประเพณีแห่พญายม โดยจะแห่มาจนถึงชายทะเลบางพระ จากนั้นนำพญายมนั่งหันหน้าออกสู่ทะเล แล้วทำพิธีบวงสรวงด้วยเครื่องเซ่นไหว้อาหารคาวหวาน แล้วนำพญายมลุยน้ำลงทะเลให้ลึกและไกลที่สุด เพื่อให้พญายมนำความทุกข์โศกโรคภัยไข้เจ็บและความตายให้พ้นไปจากชาวบางพระ จากนั้นก็จะนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุข ราวกับปาฏิหาริย์ เมื่อชาวบ้านบางพระทำพิธีเสร็จ โรคภัยที่ระบาดนั้นก็หายไปจริงๆ ชาวบ้านจึงยืดถือประเพณีนี้สืบต่อกันมาจนมาถึงปัจจุบัน แต่นักท่องเที่ยวจะรู้จักกันในชื่อ "วันไหลบางพระ"


นอกจากพิธีกรรมที่ขรึมขลัง ภายในวันงานยังมีการละเล่นพื้นบ้านที่สร้างความสนุกสนานอีกมากมาย เช่น อุ้มสาวลงน้ำ เล่นตี่จับ ชักกะเย่อ มอญซ่อนผ้า เล่นลูกช่วงรำ ฯลฯ ถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีที่มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย หรือจะการันตีว่าเป็นหนึ่งเดียวในโลกก็คงไม่ผิด