ไฮไลท์ของงานคือ “เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด” เป็นนิทรรศการที่ชวนให้เรากลับมาสำรวจทัศนคติและวิธีการต่าง ๆ ที่ร่วมสร้างหรือหล่อหลอมลูกหลาน
คอลัมน์ “หนัง ชวน เชื่อ” ในวันนี้ ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากการดูหนัง มาหาหนังสืออ่านเพื่อให้เข้ากับกระแสงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 43 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 13”
งานนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “เด็กดี ?” ซึ่งจะเชื่อมโยงกับนิทรรศการไฮไลท์ของงานคือ “เพราะเป็นเด็กจึงเจ็บปวด” เป็นนิทรรศการที่ชวนให้เรากลับมาสำรวจทัศนคติของตนเองว่าวันพรุ่งนี้ พวกเขาควรจะเติบโตอย่างไร?
หลายคนอาจจะมองว่า การไปเดินงานสัปดาห์หนังสือ ไม่ใช่เรื่องน่าสนุก หนังสือก็ไม่ได้ลดราคาเยอะขนาดนั้น ไหนจะค่าเดินทาง ไหนจะคนเยอะแยะมากมายที่เบียดเสียดกันซื้อหนังสือ หรือบางคนที่สนใจเรื่องธุรกิจภาพรวม ก็อยากจะสนับสนุนการซื้อหนังสือตามร้านหนังสือ โดยเฉพาะร้านหนังสืออิสระ เพื่อให้ธุรกิจนี้ อันประกอบไปด้วย ผู้เขียน, สำนักพิมพ์ และร้านหนังสือ เติบโตอย่างยั่งยืน
แต่ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่ผมเดินในงานหนังสือที่บ้านเรา ทั้งงานใหญ่ในเดือนมีนาคม และเดือนตุลาคม ในทุกปี รวมแล้วประมาณ 25 ครั้ง เป็นการพยายามทำความรู้จักกับทุกบูท ทุกสำนักพิมพ์ให้ได้มากที่สุด โดยส่วนตัวผมเอง จึงค้นพบว่า การเดินเที่ยวในงานสัปดาห์หนังสือ มันมีเสน่ห์บางอย่างที่น่าสนใจ เพราะอย่างน้อยที่สุดมันทำให้เห็นภาพย่อของวงการธุรกิจหนังสือ และมันบอกกับเราได้ว่าบรรยากาศในสังคมตอนนั้นเป็นอย่างไร?
สำนวนฝรั่งบอกว่า You are what you read คุณอ่านอย่างไร คุณก็เป็น(คน) แบบนั้น แต่หากมองในภาพรวม สังคมที่นิยมอ่านหนังสือ แบบไหน สังคมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน อยากให้สังคมสร้างสรรค์ ต้องหาหนังสือดี ๆ อ่านครับ
นี่ก็เข้าสู่ช่วงท้าย ๆ ของงาน แล้ว สำหรับคนที่ยังลังเลว่า ในงานนี้มีหนังสือเล่มไหนที่น่าอ่านบ้าง เท่าที่รวบรวมมาก็มีดังนี้ครับ
ทางฝั่งสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจเอง หนังสือที่ออกมาวางขายในช่วงนี้ มีความวาไรตี้มาก ๆ สำหรับคนรักกาแฟ หนังสืออย่าง “Coffee Venture” ก็น่าหยิบมาอ่าน หนังสือเล่มนี้ต่อยอดมาจากความสำเร็จของรายการ Coffee Venture ที่ออกอากาศทางช่อง NOW26 เป็นเหมือนลายแทงตามหาสุดยอดร้านกาแฟทั่วไทย ที่อ่านแล้ว จะทำให้เข้าใจวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ และรักการดื่มกาแฟมากยิ่งขึ้น
กูรูการท่องเที่ยวอย่าง กาญจนา หงษ์ทอง ก็มีผลงานหนังสือที่มีชื่อว่า “พาซ่า Bazaar” หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือท่องเที่ยวที่คอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจมาก ๆ ตรงที่ ผู้เขียนจะพาเราไปเที่ยวตลาดต่างประเทศ โดยเน้นไปที่ตลาดยุโรปและเอเชีย ตลาดนี่แหล่ะ เป็นที่มาของวัฒนธรรมที่แตกต่างของแต่ละประเทศ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า พวกเขาอยู่และกินอย่างไร
ทางฝั่งสำนักพิมพ์เนชั่นบุคส์ รอบนี้เขาตั้งบูทที่ M51โซนซี ชั้น 1 มีหลายเล่มที่ผมอยากเชียร์ให้ลองอ่านกันเล่มแรก ก็คือ “อะเมซอน ร้านค้าออนไลน์ ยอดขายหมื่นล้าน” หนังสือแปล งานเขียนของแบรด สโตน หนังสือเล่มนี้บอกเล่าความเป็นมาของร้านค้าออนไลน์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง อะเมซอน ที่เริ่มต้นธุรกิจจากโรงรถ จนเติบโตมาเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ เขา “คิดต่าง” แบบไหน ถึงมีวันนี้
อีกเล่มหนึ่งที่ตีคู่กันมา นั่นคือ หนังสือ “How Google Works” ที่จะเจาะลึกเรื่องราวของบริษัทที่มีคนอยากทำงานด้วยมากที่สุดในโลกอย่าง กูเกิ้ล ว่าเขามีปรัชญาการทำธุรกิจอย่างไร ผ่านสายตาของประธานบริษัทกูเกิ้ลอย่าง อีริค ชมิดท์ และอดีตผู้บริหารกูเกิ้ลอย่าง โจนาธาน โรเซนเบิร์ก หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีติดอันดับ New York Times Best seller
หนังสือแนวธุรกิจ ดูจะเป็นหนังสือที่เข้ากับกระสังคมอยู่เสมอ หนังสืออีกเล่มที่น่าสนใจของสำนักพิมพ์เนชั่นบุคส์ ก็คือ “แจ็ค หม่า พญามังกรแห่งอาณาจักร Alibaba” (Jack Ma: Founder and CEO of the Alibaba Group ) จากการเป็นครูสอนภาษาสู่การเป็นคนที่รวยที่สุดในเมืองจีน เขาผ่านอะไรมาบ้าง หนังสือเล่มนี้จะพาเราไปเจาะชีวิตอีกมุมหนึ่งของเขาในสายตาของ เฉินเหว่ย ผู้เป็นทั้งลูกศิษย์คนสนิทและผู้ช่วยของแจ็ค หม่า เอง
หนังสือชีวประวัติของแจ็ค หม่า เอง สำนักพิมพ์โพสต์บุค ก็มีขายเช่นกัน กับหนังสือ “ชีวประวัติ แจ็ค หม่า มีชีวิตอยู่เพื่อสะท้านโลก” เป็นหนังสือเล่มแรกที่ บันทึกชีวิตของ แจ็ค หม่า มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศจีนคนปัจจุบัน หากมีพลังเหลือ ลองอ่านประวัติแจ็ค หม่า ของทั้งสองเล่ม จะเห็นภาพของกว้างในหลายมิติยิ่งขึ้นไป
สำหรับคอหนังสือการ์ตูนที่เคยอ่าน “หงสาจอมราชันย์” ตอนนี้มีเวอร์ชั่นนิยายออกมาให้อ่านกันแล้ว โดยสำนักพิมพ์โพสต์บุค หยิบงานเขียนของหวังอี๋ซิง มาแปลเป็นภาษาไทย นี่คืออีกหนึ่งสุดยอดวรรณกรรมที่ตีความจากตำนานสามก๊ก ที่มีผู้อ่านมากที่สุดอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง
การดื่มกาแฟ กลายเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมของคนเมืองในบ้านเราไปแล้ว โดยเฉพาะการดื่มกาแฟในร้านสไตล์ซีแอตเติ้ลอย่างเช่น สตาร์บัค ที่เน้นการดื่มกาแฟอัดความดันแบบเอสเพรสโซ่ แต่ในบ้านเรากระแสการดื่มกาแฟทางเลือกอย่างการดื่มกาแฟแบบดริปปิ้งที่ค่อย ๆ ปล่อยให้กาแฟหอม ๆ ผ่านกระดาษกรอง หยดลงแก้ว กลายเป็นกระแสในบ้านเรามาสัก 2-3 ปี แล้ว โดยเจ้าแรก ๆ ที่เปิดร้านกาแฟที่มีการชงแบบนี้คือ ร้าน Gallery Coffee Drip ที่หอศิลป์ กทม. ซึ่งในวันนี้ “เกด-ริน” หนึ่งในหุ้นส่วนร้านกาแฟดริปดังกล่าว ได้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า “ที่เรียกว่า กาแฟดริป”(สำนักพิมพ์โพสต์บุค) นอกจากจะบอกเล่าเรื่องกาแฟดริปแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังพาเราไปเปิดโลกกาแฟถึงถิ่นปลูกเลยทีเดียว
สำนักพิมพ์มติชน คือออีกสำนักพิมพ์ที่มีหนังสือน่าอ่านมากมายและหลากหลาย ที่ขายดีในงานนี้ก็เช่น “ประวัติย่อของตัวผม” หนังสืออัตชีวประวัติของนักฟิสิกส์ชื่อดังระดับโลกอย่าง สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้เรารู้จักหลุมดำ เขาเป็นนักฟิสิกส์ที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่หัวใจแกร่งมาก มุเขียนหนังสือบนเก้าอี้รถเข็นของเขาจนเป็นเล่มนี้ออกมา และ “ในแสงแดด มีดวงดาว” หนังสือสร้างแรงบันดาลใจของคอลัมนิสต์แนวธุรกิจชื่อดังอย่าง หนุ่มเมืองจันท์
ที่จริง หนังสืออีกชุดหนึ่งของสำนักพิมพ์มติชนที่โดดเด่นและทำคอนเท้นต์ได้แข็งแรงมาก ก็คือหนังสือแนวประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม เล่มหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ “บันทึกทูตเมียนมาร์ : จากลุ่มอิรวดีสู่เจ้าพระยา” งานเขียนของ Maung Swe Thet เอกอัคราชทูตเมียนมาร์ประจำประเทศไทยที่จำทำให้เราเห็นถึงสายสัมพันธ์ระหหว่างไทยและเมียนมาร์ในสายตานักการทูต
อีกสำนักพิมพ์ที่ผมอยากแนะนำก็คือ สำนักพิมพ์โอเพ่นเวิลด์ส เล่มที่ขายดีที่สุดก็คือ “Talk like TED” อยากเป็นนักพูดที่ทรงพลังเหมือนอย่างนักพูดในแบบรายการ TED ต้องลองอ่านกันดู และคอนเท้นต์ของสำนักพิมพ์นี้อีกอย่างที่ผมชอบมากก็คือ การพิมพ์หนังสือในหมวด “ความรู้ฉบับพกพา” ที่พยายามจะนำเสนอความรู้เบื้องต้นด้านต่าง ๆ มากมาย ผ่านหนังสือแต่ละเล่ม อย่างเช่น เรื่อง ศิลปะสมัยใหม่, ประชาธิปไตย, ทฤษฎีเกม, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก และอีกมากมาย
เล่มอื่น ๆ ที่น่าสนใจที่ผมอยากแนะนำก็อย่างเช่น “อ่านทีวี” ผลงานของสมสุข หินวิมาน ที่จะพาไปถอดรหัสทางวัฒนธรรมของละครโทรทัศน์ ที่มากกว่าการตบตีกันระหว่างนางร้าย กับนางเอก เรามองเห็นอะไร? “ความโดดเดี่ยวทั้งมวลที่ไม่มีใครสังเกตเห็น” ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองของนิวัติ พุทธประสาท, "ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้ Journey of my life" (สำนักพิมพ์บิซซี่เดย์) บันทึกการเดินทางเล่มแรกของ ปอ-สาวน้อยวัยเพียง 24 ปี ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวมาแล้ว กว่า 40 ประเทศทั่วโลก ภายในระยะเวลา 3 ปี, “สีซอ ให้ คสช. ฟัง” รวมข้อเขียนของ ส.ศิวรักษ์ ในยุค คสช. ครองเมือง ที่น่าสนใจคือ หนังสือเล่มนี้ ไม่มีขายหน้าร้าน ถ้าอยากซื้อ เดินไปที่บูทเคล็ดไทย แล้วถามหาหนังสือจากพนักงานที่หลังร้าน, หนังสือรวมเรื่องสั้นอย่าง “ช่อการะเกด” ออกฉบับพิเศษในหัวข้อ “กลับมาพบกันใหม่ รัฐประหารในสังคมไทย” ในเชิงประวัติศาสตร์ นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าเก็บ, “มนต์รักทรานซิสเตอร์”(สำนักพิมพ์ไรเตอร์) งานเขียนของวัฒน์ วรรลยางกูร ที่เคยทำเป็นภาพยนตร์ก็ถูกนำมาพิมพ์ใหม่ และหนังสือที่แปลกันมาหลายปีจนคิดว่า จะยกเลิกโปรเจ็กต์ไปแล้ว อย่างหนังสือ “กำเนิดสปีชีส์ “(The Origin of Species- สำนักพิมพ์สารคดี) ของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่คนทั้งโลกควรอ่าน (ถ้ามีโอกาส)
ตัวเราเอง และสังคมเรา จะมีหน้าตาแบบไหน? หนังสือที่ท่านจะเลือกอ่านให้คำตอบนี้ได้นะครับ





