พลังอะคูสติกจาก เจสัน มราซ

พลังอะคูสติกจาก เจสัน มราซ

เสน่ห์น่าดึงดูดมากที่สุดช่วงหนึ่ง คือการเปลี่ยนมาใช้ไมโครโฟนเพียงตัวเดียว ทำเอาคนทั้ง 5 ชีวิตมีร่วมกระจุกตัวอยู่กลางเวที อย่างอบอุ่นน่ารัก







ต้องบอกว่า "เสียใจ" สำหรับหลายคนที่เป็นแฟนเพลงของ เจสัน มราซ แต่กลับพลาดคอนเสิร์ตครั้งล่าสุดของเขา เพียงเพราะคิดว่าเป็น "อะคูสติก เซ็ท" ที่ร่วมร้องบรรเลงกับ 4 สาวเพื่อนเก่า นั่นคือวง Raining Jane ซึ่งแน่นอนทีเดียวว่า มีความแตกต่างจากรูปแบบคอนเสิร์ต "ฟูล สเกล" ก่อนหน้านั้น


แต่ความแตกต่างครั้่งนี้ มาพร้อมกับ "คุณค่าเฉพาะตัว" ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

คอนเสิร์ต Jason Mraz & Raining Jane เป็นผลสืบเนื่องจากอัลบั้มล่าสุดชุด Yes เมื่อปีกลาย ซึ่งคลี่คลายออกมาอย่าง "พลิกความคาดหมาย" ด้วยวิธีการนำเสนอที่แยบยล ผ่านดุลยภาพระหว่างดนตรีกับการแสดง ให้ประสบการณ์ชนิดที่หลายคนอาจจะไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน โดย เจสัน มราซ และเพื่อนสาว รวม 5 ชีวิต ได้สร้างบรรยากาศอันอบอุ่นให้เกิดขึ้น ภายในอิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี ซึ่งในคราวนี้ มีการลดขนาดการใช้พื้นที่ลงเกินกว่าครึ่ง โดยขยับเวทีออกมาอยู่ตรงกึ่งกลาง นับเป็นการ "กระชับพื้นที่" ที่รื่นรมย์กว่าครั้งไหนๆ

ด้วยช่วงเวลาการแสดงที่เต็มอิ่มกว่า 2 ชั่วโมงของ เจสัน มราซ ในคราวนี้ ถูกคั่นด้วย "อินเตอร์มิสชั่น" นาน 15 นาที ซึ่งไม่ค่อยปรากฏบ่อยนักกับคอนเสิร์ตในแนวป๊อปร็อค (ปกติ intermission มักใช้กับการแสดงของดนตรีจำพวก serious music อย่างคลาสสิกและแจ๊สมากกว่า) แต่เป็นที่สังเกตว่า แม้ศิลปินจะไม่บรรเลงให้เสร็จสิ้นในเวลารวดเดียว แต่มิตรรักแฟนเพลงก็ไม่ได้หนีหายไปไหน ทุกคนพึงพอใจกับการดื่มด่ำเสียงเพลงจนถึงโน้ตตัวสุดท้าย

เริ่มต้นกันด้วยการแสดงของ 4 สาว วง Raining Jane ประกอบด้วย ไม บลูมฟีลด์ มือเชลโล กีตาร์ และเชลโล , แชสกา พอตเตอร์ มือกีตาร์, โมนา ทาวาโคลี มือกลอง และ เบคกี เก็บฮาร์ดท์ มือเบส เผยให้เห็นฝีมือทางดนตรีที่รอบตัว และความเป็น multi-instumentalist ตามแนวทางของศิลปินแนวโฟล์คร็อคทั้งหลาย ก่อนจะมาถึงการปรากฏตัวของ เจสัน มราซ โดยในคอนเสิร์ตครั้งนี้ แม้จะนำเสนอแบบ "อะคูสติก" แต่ด้วยการขับเคลื่อนอย่างมีพลังล้นเหลือ ทำให้ดึงกระแสอารมณ์ของคนดูให้เคลื่อนไหวไปตามเสียงเพลงได้อย่างน่าทึ่ง

พวกเขาขนเพลงมาให้ฟังกันอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็น Love Someone ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มใหม่ ของ เจสัน มราซ ตามด้วย Geek in the Pink และ The Dynamo of Volition จากนั้นยังมีเพลงฮิตที่ทุกคนคุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น Lucky ; Make It Mine ; Quiet ตามด้วย Back to the Earth โดยระหว่างการแสดง มีการใช้กราฟฟิกนำขึ้นจอขนาดยักษ์บนเวที จังหวะการเคลื่อนย้ายเครื่องดนตรี การดีไซน์ระบบไลท์ติงที่ทำได้อย่างแนบเนียน โดย เจสัน ใช้ทักษะอันเจนจัดรอบตัวของเขาได้อย่างน่าติดตามและสะกดแฟนเพลงของเขาได้อย่างง่ายดาย

เสน่ห์ที่น่าดึงดูดมากที่สุด ช่วงหนึ่งคือการเปลี่ยนมาใช้ไมโครโฟนเพียงตัวเดียว ทำเอาคนทั้ง 5 ชีวิตมีร่วมกระจุกตัวอยู่กลางเวที อย่างอบอุ่น น่ารัก เพื่อร่วมกันถ่ายทอดเสียงดนตรีให้มีความกลมกลืน ไพเราะ งดงาม

ไฮไลท์ในช่วงครึ่งแรก ยังอยู่ที่เพลง Mr.Curious ที่ เจสัน โชว์พลังเสียงสูง (hi register) ชนิดเป็นเซอร์ไพรส์ให้แก่ทุกคนในฮอลล์ ขณะที่ในครึ่้งหลัง เจสัน มราซ ปรับเปลี่ยนแนวทางการแสดงด้วยเซ็ทเพลงชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Long Drive ; Beautiful Mess ; The Remedy ; Shine จากนั้นนำเข้าสู่ I’m Yours ที่ทุกคนร้องตามกันเสียงดังทั้งฮอลล์ ก่อนจะลงเอยอย่างงดงาม ด้วย I Won’t Give Up ที่ทำเอาทุกคนกลับบ้านอย่างสุขใจ
แถมยังมีการเปิดเพลง Gonna Make You Sweat ของ C+C Music Factory เป็นการส่งท้ายอย่างครื้นเครง

Photo : Courtesy of Live Nation BEC-Tero