เส้นทางที่เปลี่ยนไป เป้าหมายที่เปลี่ยนแปลง

เส้นทางที่เปลี่ยนไป เป้าหมายที่เปลี่ยนแปลง

ถึงแม้จักรยานจะเป็นยานพาหนะที่พานักปั่นไปไหนต่อไหนได้

 แต่บางครั้งปัจจัยหลายๆ อย่างก็หักเหให้จากที่หมายหนึ่งกลายเป็นอีกที่หมายหนึ่งก็ได้...ชีวิตก็เช่นเดียวกัน


ก่อนอื่นต้องขอไว้อาลัยแก่ ฮวน ฟรานซิสโก นักปั่นจักรยานรอบโลกชาวชิลีที่ต้องมาเสียชีวิตบนท้องถนนประเทศไทย ทั้งที่เหลือระยะทางอีกไม่มากนักและใกล้ครบกำหนดจบทริป 250,000 กิโลเมตรในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งถ้าเขาทำสำเร็จก็จะเป็นสถิติโลก


นี่เป็นอีกครั้งที่มีนักปั่นต่างชาติต้องมาสังเวยชีวิตให้พฤติกรรมการขับรถแบบไทยๆ คิดจะแซงซ้ายก็แซง คิดจะปาดก็ปาด เมาก็ขับ ง่วงก็ขับ ฯลฯ


ถึงแม้ตอนนี้นักปั่นหลายคนรวมถึงผมจะอยากบ่นเรื่องทำนองนี้อีกมาก แต่คงไม่มีประโยชน์อะไรนักเพราะสิ่งหนึ่งซึ่งปฏิเสธไม่ได้คือคนขับรถในบ้านเราส่วนหนึ่งมีทัศนคติว่ารถยนต์คือเจ้าของถนนดังนั้นจะขับอย่างไร จะทำอย่างไรก็ได้ตามใจฉัน แน่นอนว่าผลลัพธ์ก็มีให้เห็นเป็นศพหลายรายแล้ว


และอีกสิ่งที่ทำให้ผมไม่อยากบ่นต่อนักเพราะ เป่ยหลิง ภรรยาชาวสิงคโปร์ของฟรานซิสโกซึ่งประสบอุบัติเหตุเดียวกัน ออกมากล่าวผ่านสื่อต่างๆ ว่าแม้เธอเสียใจต่อการจากไปของสามีแค่ไหน แต่เธอพยายามคิดว่านี่คือโชคชะตา และไม่อยากให้กล่าวโทษหรือรุมประณามคนขับรถที่ชนสามี เธอ และลูก
ในทางกลับกันคนที่ขับรถชนแม้จะออกมาแสดงความรับผิดชอบ และพร้อมชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ (ซึ่งไม่อาจทดแทนชีวิตคนๆ หนึ่งได้) แต่ปากคำที่เขากล่าวแก่สื่อหนึ่ง คือ "เพื่อความปลอดภัยก็อยากให้บนท้องถนนมีทางวิ่งสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ ถ้าไม่มีทางวิ่งสำหรับจักรยานเหตุการณ์แบบนี้คงมีไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่คนสุดท้าย"


บอกตามตรงในฐานะนักปั่นคนหนึ่งที่ใช้จักรยานเป็นยานพาหนะมากกว่าใช้ออกกำลังกาย...ถ้ามีเลนจักรยานก็ดี แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้าคนขับรถอื่นๆ มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง และขับรถโดยเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด


เพราะ หนึ่ง ถึงแม้จะมีเลนจักรยานก็ถูกแย่งด้วยรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถเข็นขายของ หรืออะไรต่อมิอะไรอยู่ดี


สอง เลนจักรยานไม่ได้ช่วยเปลี่ยนนิสัยหรือสร้างจิตสำนึกให้คนขับรถยนต์ แต่เป็นการผลักภาระให้ออกไปไกลตัว สุดท้ายจะวนมาจบที่ชุดความคิดเดิมว่ารถยนต์คือเจ้าของถนน


...จะไม่บ่น ก็บ่นจนได้


จากเรื่องเศร้าปรับอารมมณ์กันสักนิด เพราะนี่ถือเป็นทริปแรกในฤดูร้อนปีนี้ที่ต้องบอกว่าร้อนกันจริงจังตั้งแต่ต้นฤดูเลยทีเดียว สำหรับนักปั่นสายชิลล์ต้องยอมรับว่านี่ไม่ใช่สภาพอากาศที่น่าปั่นจักรยานเลย นอกเสียจากว่าจะปั่นเช้ามาก เย็นมาก หรือปั่นกลางคืนกันไปเลย แต่สำหรับผมที่เลือกเวลาไม่ได้ก็จำเป็นจะต้องฝ่าเปลวแดดออกไปปั่น


จุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ทีแรกคือร้านหนังสือเล็กๆ แต่น่ารักในย่านเอกมัย ด้วยความที่ต้องการหาหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งตอนนี้ยังหาไม่ได้ในร้านหนังสือขนาดใหญ่ และอยากหามุมนั่งทำงานแบบสบายๆ บ้าง


ทำธุระอื่นๆ เสร็จ มองนาฬิกาเป็นเวลาบ่ายสองโมงพอดี ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสงแดดทรมานจิตใจและท้าทายนักปั่นเสียเหลือเกิน หนังสือเล่มหนึ่งชื่อเรื่องแดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ แต่ในโลกความจริงแดดบ่ายร้อนเกินกว่าจะออกไปปั่นจักรยาน...แต่ผมทำ


หลังจากทำธุระแถวประเวศเสร็จ ผมนึกเส้นทางไปเอกมัย มันไม่ไกลเลย และน่าจะฝ่าแดดร้อนๆ ไปได้ไม่กี่อึดใจ จึงรีบปั่นจักรยานไปตามถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 มุ่งหน้าสู่แยกศรีอุดมเพื่อจะเลี้ยวขวาเข้าถนนศรีนครินทร์ แต่ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ที่ผมคุ้นเคย วันนี้กลับปั่นยาก ไม่ใช่เพราะสภาพถนน แต่เป็นเพราะอากาศร้อนเกินเยียวยา คือทั้งแดดที่ส่องลงมา และอากาศที่ร้อนอบอ้าวอย่างน่าประหลาด


ผมปั่นช้าๆ เพราะเริ่มรู้สึกว่าทริปนี้อาจไม่ราบรื่นนัก ความร้อนภายนอกทะลวงไปถึงภายในร่างกาย วิธีคลายร้อนที่พอจะทำได้คือแวะจิบน้ำเรื่อยๆ นั่นก็พอช่วยได้บ้าง จนกระทั่งเข้าสู่ถนนศรีนครินทร์ ขณะที่กำลังหงุดหงิดกับทางจักรยาน (Bike Lane) บนทางเท้าที่ดูสวยงามและเหมือนจะดี แต่ตลอดเส้นทางมีทั้งท่อระบายน้ำ ต้นไม้ ป้าย เสาไฟฟ้า บลาๆ ตอนนั้นเองที่ผมรู้แล้วว่าจะต้องหยุดพักก่อนเพราะร่างกายกำลังจะเข้าสู่ภาวะโรคลมแดด (Heat Stroke) คือมีอาการเหงื่อไม่ออก (ทั้งที่ปั่นจักรยานเหนื่อยมาก) อ่อนเพลีย กระหายน้ำ หายใจเร็ว และปวดหัว ผมจึงจอดจักรยานแล้วหาร่มไม้นั่งพักจิบน้ำอยู่พักใหญ่


นี่คงเป็นผลกรรมของการดันทุรังออกมาปั่นจักรยานกลางแดดฤดูร้อน แต่เทวดานางฟ้าคงเห็นใจ เพราะหลังจากนั่งพักหายเหนื่อยและอาการดีขึ้น ผมปั่นต่อมาจนเกือบถึงหน้าห้างสรรพสินค้าพาราไดซ์พาร์ค ฝนก็ตกลงมาอย่างไม่บอกไม่กล่าว ผมตัดสินใจยกจักรยานขึ้นสะพานลอยข้ามไปยังห้างพาราไดซ์เพื่อไปหลบฝนและหาน้ำดื่มดับกระหายเพิ่มเติม


ขณะหาที่จอดจักรยานก็เหลือบเห็นป้าย 'Bike & Extreme' บ่งบอกว่ากำลังมีงานจักรยาน และในวาระพิเศษแบบนี้ทางห้างก็จัดที่จอดจักรยานไว้ที่หน้าห้าง มีที่แขวนอย่างดี มีรปภ.ดูแล และต้องรับบัตรจอด มีกล้องวงจรปิด เรียกได้ว่าปลอดภัยมากทีเดียว


...จอดจักรยานปุ๊บ ฝนหยุดปั๊บ


ผมเคยเดินตลาดนัดจักรยานทุกที่แล้ว ทั้งที่ลาซาล (ในอดีต), สายใต้, ฟอร์จูน, เมืองทอง และที่ห้างนี้ แต่ครั้งนี้ดูจะแตกต่างจากครั้งอื่นๆ เพราะจัดใหญ่กว่าและมีความเป็นอีเว้นท์มากกว่า แม้จะไม่เท่ากับงานไบค์แฟร์แต่ก็ดูมีอะไรมากกว่าคำว่า "ตลาดนัดจักรยาน"


เริ่มจากเดินเข้ามาก็เจอจักรยานสวยๆ จอดโชว์อยู่ ใครใคร่ชมชม ใครใคร่แชะแชะ แต่ถ้าใครใคร่ช็อปต้องเข้าไปในงานกันเลย...


บริเวณชั้น 1 ลานหน้าโตคิวมีเวทีกลางที่ใช้ทั้งเปิดงาน มีการแสดง กิจกรรมต่างๆ และรอบๆ ลานคือบูธขายจักรยานที่มีทั้งยี่ห้อตลาดราคาไม่แพงไปจนถึงจักรยานโครโมลี่แฮนด์เมดราคาเหยียบแสน


นอกจากจักรยานแล้วข้างเวทีมีหน้าผาจำลองให้ได้ลองปีนกันด้วย สำหรับใครที่ไม่เคยปีนหรือกลัวว่าจะอันตราย ขอบอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยสอนและดูแลใกล้ชิด


ต้องยอมรับว่าตรงชั้น 1 นี้ผิดคาดไปสำหรับผม เพราะคิดว่าน่าจะมีสินค้ามากกว่านี้อีกสักเท่าตัว แต่ไม่เป็นไรเดินขึ้นไปอีกหน่อยที่ชั้น 3 ฝั่งโฮมโปรก็ได้เจอสินค้าจักรยานจุใจ ย้ำว่าสินค้าจักรยาน เพราะจักรยานเป็นคันมีไม่มากนัก ถ้าตั้งใจไปซื้อจักรยานเลยคงต้องลุ้นหน่อยว่ามียี่ห้อที่สนใจหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นสินค้าจักรยาน เช่น กระติก ไฟ เสื้อผ้า หมวกกันน็อค อุปกรณ์ซ่อมบำรุง หรือแม้แต่อะไหล่ ก็หาได้จากในงานนี้ เพราะในร้านจักรยานส่วนมากจะเน้นขายสินค้าที่เป็นตลาดกลางๆ คือไม่เฉพาะทางเท่าใดนัก การจะหากระติกน้ำแบบทัวริ่ง หรือหาถุงมือถักแบบวินเทจ นับเป็นเรื่องยาก ทว่าในงานตลาดนัดจักรยานแบบนี้มีให้เลือกพอสมควรเลย


สำหรับคนที่อยากหาซื้อของเกี่ยวกับจักรยาน และอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากร้านจักรยานมาเป็นเดินตลาดนัดจักรยาน แนะนำว่าให้หาข้อมูลมาก่อนสักนิดว่าสนใจสินค้าชนิดไหน ยี่ห้ออะไร และราคาเท่าไร เพราะใช่ว่าขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดนัดแล้วของจะถูกเสมอไป อย่าลืมว่างานแบบนี้มีค่าเช่าที่ และนอกจากราคาที่ต้องเช็คมาก่อน ควรรู้ด้วยว่าของแท้ของเทียมนั้นแตกต่างกันอย่างไร เพราะในงานแบบนี้มีขายทั้งของแท้และเทียม แต่ส่วนมากพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่เอาเปรียบลูกค้า คือ ของเทียมก็จะราคาถูกกว่าของแท้ชัดเจน แต่จะเป็นไรไปหากเราดูเป็น


ส่วนคนที่คิดจะซื้อจักรยานเป็นคันๆ ก็ซื้อได้ เพียงแต่จักรยานและอุปกรณ์ถือเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างตายตัว ไม่ว่าจะซื้อที่ร้านหรือซื้อในตลาดนัดจักรยาน ราคาก็จะใกล้เคียงกันมาก อาจถูกบ้างแพงบ้างก็ไม่แตกต่างกันชนิดฟ้ากับเหว คือใคร่ซื้อที่ไหนก็ตามใจปรารถนา แต่ถ้าอยากเดินชมบรรยากาศด้วยก็คงต้องเป็นตลาดนัดนี่แหละ และงาน 'Bike & Extreme' จะมีไปถึงวันที่ 8 มีนาคมนี้


ชีวิตไม่แน่นอนจริงๆ จากร้านหนังสือย่านเอกมัย แต่แสงแดดและสายฝนกลับทำให้ผมมาเดินอยู่ในห้าง ถึงแม้ผมไม่เสียชีวิตจากอาการฮีทสโตรก แต่ผมเสียสตางค์ให้กระติกน้ำหนึ่งใบ...ชีวิตไม่แน่นอนจริงๆ