วินัย ปราบริปู กว่าจะเป็น น่าน เนิบ เนิบ

คำบอกเล่าของศิลปินอาวุโสที่ตัดสินใจก้าวออกมาทำหอศิลป์ของตนเองเมื่อหลายปีก่อน ผ่านประสบการณ์ของการสร้างเครือข่ายคนทำงานจิตอาสา จนมาสู่กิจกรรม
"ผมเป็นคนเมืองน่าน เกิดและเติบโตที่นี่ แต่ว่าไปอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2516 เรียกว่าใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพเป็นหลัก เพิ่งเริ่มสนใจแล้วมาอยู่เมืองน่านจริงๆ ปี 2542 แล้วสร้างหอศิลป์เสร็จปี 2547 เปิดเป็นทางการตั้งแต่นั้นมา รวมแล้วตอนนี้เป็นหอศิลป์ 11 ปี"
วินัย ปราบริปู เล่าให้ฟังถึงปูมหลังของตัวเองอย่างเรียบๆ แต่หากจะขยายความอีกสักหน่อย เขาคือจิตรกรที่มีชื่อเสียง ผู้หันหลังให้แก่แวดวงศิลปะที่กรุงเทพฯ เป็นห้วงเวลากว่า 1 ทศวรรษแล้ว โดยเขาเลือกทำงานศิลปะควบคู่กับการดำเนินงาน 'หอศิลป์ริมน่าน' ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งใน 'แลนด์มาร์ก" สำคัญของเมืองน่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่นั่นยังไม่เพียงพอ สำหรับความคิดฝันในการนำศิลปะเข้าสู่การเข้าถึงของภาคประชาชน ในวาระครบรอบ 10 ปี หอศิลป์ริมน่าน เมื่อปีกลาย แนวคิดในการจัดงานได้พัฒนาขึ้นจนกลายมาเป็น 'เทศกาลศิลปะเมืองน่าน' (Nan Arts Festival) ซึ่งหลายคนคุ้นเคยในชื่อของงาน 'น่าน เนิบ เนิบ' นั่นเอง
เมื่อออกโรงขับเคลื่อนกิจกรรมศิลปะระดับจังหวัด จนประสบความสำเร็จด้วยดีในปีแรก การมาถึงของธีม 'เผ่า ฮัก ป่า' ในปีที่สอง ยิ่งตอกย้ำว่ ถึงจะเนิบเนิบในแบบสโลว์ไลฟ์เพียงใด แต่กิจกรรมศิลปะของที่นี่ยังเข้มข้นในเนื้อหาเสมอ
อย่างน้อยๆ บางทีนี่อาจจะเป็นต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ ได้ศึกษาในฐานะ best practice สำหรับการผลักดันและสนับสนุนงานศิลปะในภาครวม
ที่ผ่านมา จากการดำเนินงานหอศิลป์ เงียบเหงาหรือเคยรู้สึกว่าโดดเดี่ยวบ้างไหม
ที่จริง ไม่เลยนะ มันมีกิจกรรมเยอะ แล้วกิจกรรมเราไม่ได้โดดเดี่ยว เพียงแต่ว่ามีความรู้สึกบางอย่างในช่วงที่เรามีจังหวะว่าง เหมือนจะโดดเดี่ยวจริงๆ แต่ไม่ใช่ เวลาว่าง เราก็เขียนรูป เราทำงานของเรา แล้วตอนนี้ มีคนมาเที่ยวหอศิลป์เพิ่มขึ้นๆ
ความรู้สึกโดดเดี่ยวด้านอื่นๆ ไม่มี เพียงแต่ว่า หลายคนมักจะนึกว่าเราโดดเดี่ยว ไม่มีคนมาสนใจ หรือไม่ได้รับการสนับสนุน อันนี้คือสิ่งที่เขาเป็นห่วง
(แต่) เราไม่ได้ห่วงเรื่องนั้น เราไม่ได้สน เพราะเรารู้แล้ว มันยากที่จะให้หน่วยงาน หรือองค์กรอะไรมาให้เราโดยตรง มันยาก เพียงแต่ว่าพอมีคำถามต่างๆ เข้ามา ทำให้เรารู้สึกแบบ เอ๊ะ! แสดงว่าประชาชน หรือศิลปิน หรือทุกคนเข้าใจนะ เพราะงานศิลปะจริงๆ แล้ว อย่างการทำหอศิลป์ มันไม่ใช่หน้าที่ศิลปิน แล้วทีนี้สิ่งที่ศิลปินทำ อย่างผมเขียนรูปด้วย มาทำแบบนี้ มันก็น่าจะมีองค์กรช่วย พอมาถามบ่อย มันก็เหมือนกับว่า คำถามคำตอบพวกนี้ เขามักจะอยากได้ฟังว่า มันเกี่ยวข้องกับรัฐบาล หรือกระทรวงวัฒนธรรมไหม อะไรอย่างนี้ กระทรวงวัฒนธรรมช่วยไหม เป็นต้น
อันนี้จริงๆ แล้ว เราทำแต่ต้น เราไม่ได้คิดถึงเขา เพราะตอนที่ผมเริ่มทำ กระทรวงวัฒนธรรมยังไม่เกิดด้วยซ้ำ ยังไม่มีรูปกฎหมายอะไร ผมไม่ได้คำนึงถึงเขา เราไม่คิดว่าจะพึ่งพาอาศัยเขาเลย
ฟังดูเหมือนจะเข้าใจเงื่อนไขของสังคมไทยว่าสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป จะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง
จริงๆ แล้ว ผมไม่คิดว่า มันจะลำบาก เพราะว่าลำพังของผม ผมคิดว่า ผมอยู่รอด คำว่า 'อยู่รอด' นี่ คือเราเข้าใจชีวิตของสังคมไทย แล้วยิ่งอยู่ต่างจังหวัด แล้วผมเข้าใจชีวิตของศิลปิน ฉะนั้น ไอ้สิ่งคำว่า 'อยู่รอด' ของผม คือเราไม่ต้องรวย เราไม่ต้องมีอะไรมาก เราอยู่ได้ อันนั้นคือผมไม่กลัว
ไม่ได้คำนึงถึงว่า อนาคตจะมีการสนับสนุนมั้ย งานศิลปะจะขายได้-ไม่ได้ เพราะตอนนั้นผมมีเงินอยู่ในกระเป๋า แล้วอีกอย่างหนึ่ง วิถีชีวิต หรือความเป็นตัวเองที่จะรู้ว่ามันอยู่ได้ เราไม่ใช่ประเทศที่อากาศหนาว จนไม่ออกไปทำมาหากิน จนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ เราไม่ได้อยู่ในเมือง สังคมเมืองที่ต้องมีเงิน ถึงจะซื้อของกิน แต่ถ้าไปอยู่ต่างจังหวัด ผมมีสระน้ำ ผมมีน้ำ ผมมีผัก มีอาหารพอสมควร มันอยู่ได้ ผมมั่นใจตรงนี้ เลยไม่ได้กังวลเรื่องอย่างอื่น ว่าจะอยู่ได้-ไม่ได้
การพำนักอยู่ที่น่าน เอื้อให้สร้างงานศิลปะได้มากกว่าเดิมไหม
คำว่า 'สร้างงานศิลปะ' ได้-ไม่ได้ อยู่ที่ศิลปิน ไม่ใช่สิ่งแวดล้อม หรืออะไร ตัวหลักคือตัวศิลปิน อยู่ที่ใจเขา ถ้าเขาไม่สร้าง ก็สร้างไม่ได้นะ เขาก็อ้างโน่น อ้างนี่ อ้างนั่น บางทีอ้างที่คับแคบ อ้างไม่มีผ้าใบ อ้างไม่มีสี คือสารพัดอ้าง
แต่ถ้าสมมติทำได้ ทำได้ทุกอย่าง กระดาษ กล่องกระดาษ มีความคิดสร้างสรรค์สามารถทำได้ กระดาษห่อของสีน้ำตาล ก็เอามาเขียนรูปได้ ไม่ใช่ผมโม้นะ อาจารย์คนอื่นศิลปินคนอื่นเขาทำมาแล้ว เห็นอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ ท่านไปเห็นอะไรต่อมิอะไร ท่านอยากจะทำ ท่านมีแค่กระดาษห่อสีน้ำตาล ท่านมีสีชอล์ค ท่านมีด้านเทคนิค ท่านเข้าถึงศิลปะ ท่านก็เขียนในสิ่งที่ต้องการจะบันทึก มันก็ทำได้ ศิลปินมิกซ์มีเดียเอาสิ่งเหลือใช้มา ก็ทำได้ เพราะฉะนั้นมันอ้างไม่ได้
ผมเห็นว่าความสำเร็จของศิลปินไม่ได้อยู่ที่ว่า มีที่อยู่หรูหรา หรือมีฐานะร่ำรวย หรือมีเงินทอง แต่เป็นเพราะศิลปินทำให้เกิดผลงานต่างหาก ไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ ผมเห็นบางคนมีความพร้อม ก็ไม่เห็นเขาทำงานศิลปะ บางคนที่ขาดแคลน เขาทำงานศิลปะเป็นประจำ จนในที่สุดเขาก็อยู่ได้ บางประเภทถึงแม้มีเงิน ผมก็เห็นเขาทำงานอยู่ดี ไม่มีเงินเขาก็ทำงาน มันไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน หรือความเป็นอยู่ มันเกี่ยวที่ว่ามีแรงผลักอะไรสักอย่าง ที่ทำให้มีความคิดที่อยากจะทำงานจริงๆ
แล้วส่วนตัวอาจารย์มีแรงผลักอย่างไร
ถ้าสมมติว่าผมอยู่ที่กรุงเทพ เงินอยู่ในกระเป๋า แล้วก็ประหลาด คำว่าประหลาด คือคนสนใจซื้องานผม มันมีเยอะอยู่ แล้วรูปแบบก็เข้าตาเขาอยู่ แต่ทีนี้ ผมละทิ้งรูปแบบนั้นไป มันบอกไม่ถูก มันเหมือนกับการเข้าใจมั่นใจว่า ตัวเองอยู่ได้ ไปเขียนรูปสไตล์อื่น รูปอย่างนี้อย่างนั้น โดยไม่ต้องไปสนใจความคาดหวังของคนซื้องาน ผมทำอีกอันหนึ่งได้ ผมเลยมาอยู่ข้างนอก
พอมาอยู่ข้างนอก เราทำหอศิลป์ที่เราอยากจะทำ แล้วเรามีประสบการณ์ในการไปเห็นในต่างประเทศว่า ประชาชนเขาก็สนใจอยู่ ถ้ามันมีแหล่งพื้นที่ที่เรียกว่า 'แหล่งโชว์งานศิลปะ' ให้คนที่รักไปเสพ ถ้าพื้นที่ไหน มีด้านเวทีการแสดงของละคร โรงละครโอเปร่า คนก็ไปเสพ มีเวทีดนตรี เขาก็ไปเสพ มันแล้วแต่ใช่ไหม พอเราไปเห็นแบบนั้น เอ๊ะ! สิ่งที่ผมทำได้ มีเครือข่าย แล้วเข้าใจว่าคนอื่นจะพอช่วยได้ ไม่ช่วย เราก็อยู่ได้ นี่คือทำหอศิลป์
เมื่อเราทำหอศิลป์ สิ่งที่ตามมา สิ่งที่เราคาดไม่ถึง คือเงินไม่พอที่จะหมุนเวียนให้กับพนักงาน แต่ว่าเรามีทรัพย์สมบัติที่เราได้จากงานศิลปะ จากตรงโน้นตรงนี้แล้ว ก็ขายไปสิ เพราะสิ่งที่ก่อนจะได้มา มันก็ไม่มี เบื้องต้นเราได้จากการขายงานศิลปะ แล้วเอาไปซื้อ เราก็ขายไป เพื่อจะมาช่วยงานศิลปะ
จนถึงวันนี้ เรื่องรายได้จากงานศิลปะของผม ผู้ซื้อน้อยลงนะ แต่ผมได้กิจกรรมสังคม ผมมีวิธีการที่จะได้เงินหมุนเวียนจากการที่คนสนับสนุน เรามีสินค้า ตั้งแต่หนังสือศิลปะ หนังสือศิลปวัฒนธรรม แล้วบัตรผ่านประตู ซึ่งตอนหลังก็ได้ขึ้นมาซัพพอร์ต สินค้าที่เอาไปตกแต่งงานศิลปะ แล้วเราได้ขายงานของเราด้วย คำว่า 'น้อยลง' คือมันไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราเคยได้ แต่ไม่ได้หมายถึงว่ามันไม่มี จนขาดแคลน จนแย่ ไม่ใช่ มันพออยู่ได้ แต่ว่าเรามีความสุข เรามีความสุขกับการจัดกิจกรรมในสังคมด้านศิลปะ
อย่างกรณีที่มีเพื่อนผมผลักดัน แบบกระทุ้ง จัดอะไรที่หอศิลป์ เนื่องในวาระ 10 ปีหอศิลป์ เดี๋ยวจะช่วย มาเขียนรูปกัน มาเวิร์กช็อปกัน ผมว่า โอ้ ! มันได้ ผมไม่มีปัญหา แต่เราคิดคำนึงถึงเรื่องที่ประชาชนจะได้เสพงานศิลปะสาขาอื่นๆ ด้วย ขณะเดียวกัน ศิลปะควรจะอยู่ด้วยกันหลากหลายด้าน อย่างที่เราเห็น อย่างกรณีเรายกตัวอย่า งคำว่า 'ดนตรี-กวี-ศิลป์' พอขึ้นเวทีปุ๊บ เสียงดนตรี เสียงร่ายกวี กับการวาดรูป มันอยู่ด้วยกัน อันนี้คือตัวอย่าง
แต่มันมีวิธีการอื่นอีกเยอะ ที่สถาปนิก ที่มัณฑนากร นักสร้างสรรค์ด้านเวที หรือว่าการแสดงสด ในที่สุด เราเลยตัดสินใจทำ น่าน อาร์ตส์ เฟสติวัล ครั้งที่ 1 แล้วก็ครั้งที่ 2 ในปีนี้ อันนี้ คือการนำศิลปะเข้าสู่มวลชน แล้วให้ประชาชนได้เสพ แล้วก็ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่เมืองน่านเรา อันนี้คือสิ่งที่เราคาดหวังว่าจะยั่งยืน เพราะเราพยายามผลักดันให้มันเกิดทุกๆ ปี โดยทีมงานน้องๆ เป็นคนน่าน ที่มีประสบการณ์หลากหลายอยู่ด้วยกัน คือไม่ใช่อัญเชิญจากที่อื่นมา หรือต้องจ้าง ไม่ใช่ อันนี้จิตอาสากันหลายคน มันเลยอยู่ได้ครับ
เครือข่ายลักษณะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใช้เวลาบ่มเพาะมากน้อยแค่ไหน
ที่ผ่านมา ผมเป็นคนหนึ่งที่ไปเป็นกรรมการผลักดันสมัชชาศิลปินร่วมกับอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็มีศิลปินสาขาอื่นๆ ที่เรารู้จักวรรณกรรม ฯ เอ่อ... แต่ทัศนศิลป์นี่มีน้อย ทัศนศิลป์มักจะเข้าไปทำกิจกรรมอย่างนี้ยาก ไม่ค่อยมี แต่เขาก็ให้ผมเป็นประธานอนุกรรมการภาคเหนือ ผมก็จัดสัมมนาเรื่องนี้ คือผมเข้าไปเรียนรู้ แล้วผมรู้ว่าการที่จะผลักดันเวที หรือจะผลักดันกิจกรรมศิลปะเข้าสู่ประชาชน มันต้องมีกระบวนการการทำงานร่วมกันของหลายๆ ฝ่าย แม้แต่ผลักดันให้เกิดกฎหมายรองรับ
ทุกวันนี้ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธานกำลังผลักดันให้มันมีองค์กรของศิลปะภาคประชาชนเกิดขึ้น ใน สนช. ก็พยายามทำกันอยู่
ทีนี้ถ้ามันเกิดขึ้น จากไอ้จุดบกพร่อง ช่องว่างที่รัฐไม่ได้มาเอื้อ รัฐอาจจะมีช่องกฎหมายหรือช่องปฏิบัติ หรือการปฏิบัติที่ไม่เข้าใจศิลปิน ไม่เข้าใจศิลปะ ตำแหน่งหน้าที่ หรืออะไรของเขา มันก็จะลดช่องว่างตรงนั้น อันนั้นจะปล่อยเขาทำไป ในช่วงของกระทรวงวัฒนธรรม มันมีช่องให้เขาทำ
แต่ช่องที่ยังขาดอยู่ ศิลปินควรจะดำเนินการ หรือคนในวงการศิลปะ จะเข้ามาอยู่ในกลุ่มนี้ มาใช้ช่องตรงนี้ เพื่อจะผลักดัน เพื่อจะให้งานศิลปะไปหาประชาชนได้ง่ายขึ้น อันนี้เป็นช่องที่ผมได้เรียนรู้อย่างนี้
ผมเลยมาที่เมืองน่าน ได้เห็นน้องในพื้นที่ต่างๆ เราได้รู้ว่า อ๋อ! ได้ทักทาย เขามาหอศิลป์เรา คนนี้จบมัณฑนากร อ้าว! คนนี้สถาปนิก คนนี้เคยทำงานเอ็นจีโอ เคยทำงาน มีจิตอาสาอยู่ เป็นผู้ประสานงานได้ เลยชวนกัน เอาความถนัดของแต่ละคนมา ทีนี้ความถนัดของแต่ละคน ไปมีเพื่อนฝูงอีก คนนี้เคยทำงานด้านซาวด์เอ็นจีเนียร์มา คนนี้เคยจัดเวทีคอนเสิร์ตให้กับน้าหงาน้าแอ๊ด อะไรก็ไม่รู้ ผมไม่รู้ ผมมารู้ทีหลัง คนนี้ โอ้โฮ! มือกล้องถ่ายรูปเลย เขาศรัทธาซึ่งกันและกัน แล้วขยายเป็นเครือข่ายรวมกันมา ...
การจัดงานครั้งที่สอง เราราบรื่นขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่และคนในวงการเห็นผลงานว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ประชาชนมีความสุข ในแง่การท่องเที่ยว กระแสคนมาเที่ยวน่านตอบรับจะมางานนี้กัน แวดวงศิลปิน เราแจ้งเขา แล้วองค์กรที่อยู่ในมหาวิทยาลัย 2-3 แห่ง เต็มใจจะมา อย่างนี้ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นว่างานมันเดินมาถูกทางแล้ว
เทศกาลศิลปะเมืองน่าน ทำขึ้นในนามใคร หอศิลป์ริมน่านหรือของหน่วยงานใดเป็นพิเศษ ?
เราไม่ได้ใช้ชื่อหอศิลป์ริมน่าน แต่ว่ามีผมเป็นประธานการดำเนินงาน แล้วเราก็ขอทุน ขออะไรจากที่อื่นๆ จาก อพท. จากทุกภาคส่วน แต่ราชการ เราจะไม่ได้โดยตรง นอกจากได้การประสานงานและช่วยเหลือ
อย่างกรณีเทศบาล เต็มใจให้ติดป้ายคัตเอาท์ตรงนั้นตรงนี้ อย่างการไฟฟ้า เอ้า! ขอมา ก็ดำเนินการให้ แต่ก็เก็บค่าไฟตามนั้น แต่อำนวยความสะดวก อย่างส่วนราชการ ผู้ว่าฯ ท่านก็อำนวยความสะดวก อันไหนติดๆ ขัดๆ ก็พยายามช่วย แม้แต่ทหาร กอรมน. ท่านก็ยังมาช่วย กำลังทหารจากบางส่วน จะช่วยยกของตรงนั้นตรงนี้ แม้แต่สละพื้นที่ของกอรมน.ที่ใกล้ๆ ให้เป็นเซ็นเตอร์ องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านก็มาช่วย ส่วนกระทรวงวัฒนธรรม ในนาทีสุดท้าย แรงผลักดันไปจนถึงท่านปลัด (อภินันท์ โปษยานนท์) ท่านปลัดบอก ไม่ได้ ยังไงก็ต้องมาช่วย
อันนี้คือสดๆ ที่ได้จากการที่เราสื่อสารกัน เลยเอาต้นแบบเอาต้นขั้วที่เราเสนอไปตั้งนานแล้ว กลับมาพิจารณาแล้วส่งให้ท่านปลัดโดยตรง เพราะจริงๆ แล้ว บางเรื่องมันไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ที่ผมเคยพูดว่า บางทีช่องราชการเนี่ย กระทรวงวัฒนธรรมเนี่ย ผู้บริหารงานไม่ได้เข้าถึงงานศิลปะ ไม่เข้าถึงกิจกรรมด้านศิลปะ เพราะฉะนั้นก็จะแทงกั๊กอยู่ กึ่งๆ กลางๆ แล้วให้ความสำคัญ-ไม่สำคัญ มันอยู่กับจุดอะไรบางอย่างเขา ซึ่งผมไม่ทราบ ในเรื่องของการบริหาร แต่ว่าโครงสร้างโดยรวม แทนที่จะให้ประชาชนได้รับงานศิลปะ หรือสนับสนุนให้เกิดศิลปะในส่วนภูมิภาค กลับมองไม่เห็นชัด แล้วกลับเป็นลักษณะงานที่ก้ำกึ่ง จะช่วย-ไม่ช่วย ก็แทงกั๊กอยู่
แต่ถ้ามันมีกระบวนการที่เป็นองค์กรของศิลปินเอง ได้ถูกต้องตามกฎหมาย และมีเงินภาคส่วนของรัฐอยู่ตรงนั้น การบริหารจัดการมันก็จะง่ายขึ้น
ถือเป็นอีกงานใหญ่ประจำปีของจังหวัดน่านที่น่าภาคภูมิใจ ?
ในเมื่อเมืองน่านเรา มีเทศกาลเรือแข่งเมืองน่าน อันนี้เป็นเหมือนเอกลักษณ์ของเมืองน่าน เพราะเรือแข่งเมืองน่าน จะไม่เหมือนใคร มีเอกลักษณ์อยู่ ทีนี้ไอ้เทศกาลศิลปะ มันยังไม่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมของจังหวัดอื่น ของเรากำลังผลักดันให้เป็นรูปธรรมว่าเป็นที่แรกของประเทศ แล้วก็ให้มันเป็นเทศกาลประจำปีของเรา เพราะที่อื่นอาจจะเป็นบางวาระ แล้วก็เป็นหัวข้อ ไม่ได้บอกเทศกาลศิลปะ อาจจะเป็นหัวข้ออะไรสักอย่าง บางปีมี บางปีไม่มี
ถ้าหลายๆ หน่วยงานเข้ามาสนับสนุน มีคำถามตามมาว่าจะรักษาสิ่งที่เป็นหัวใจหรือวัตถุประสงค์ดั้งเดิมได้ไหม
ผมไม่ห่วงเรื่องเนื้อหา ที่จะมีการแบบว่าเป็นกรณีพิเศษ เป็นกรณีอะไร เพราะว่าเนื้อหาต่างๆ ในเชิงศิลปะเรามีอยู่แล้ว เวลาเรากำหนดผลงานศิลปะให้มันมีธีมเรื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าธีมเรื่อง มันไม่ขัดกับความรู้สึกสร้างสรรค์ของศิลปิน ผมไม่ห่วง
ถามว่ามันมีธุรกิจการค้ามาไหม มันไม่มีหรอก เพราะอันนี้ คือการแสดงการละเล่น ขึ้นเวที เราต้องจ้างศิลปินมาใช่ไหม เราไม่ใช่ไปเกี่ยวกับธุรกิจ ไปทุ่มเท คนไหนที่มีอะไรไม่พร้อม แล้วก็เป็นด้านธุรกิจโดยตรงจากบริษัท เราก็ไม่เชิญ เราก็เอาคนที่มีหัวใจศิลปะศิลปินที่จะขึ้นเวทีพร้อมกับงาน แล้วบางคนพร้อมที่จะมาปล่อยของบนเวที บนพื้นถนน เวทีเล็กใหญ่ และสตรีทโชว์
ต่อไปที่นี่จะมีโอกาสเป็นพื้นที่สำหรับศิลปินระดับอินเตอร์มากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้เราคงยังไม่กล้าไปมองตรงนั้น เพราะว่าค่าใช้จ่ายมันจะตามมา ถ้าเราวางเป้าอย่างนั้นปุ๊บ เราจะเอาเป็นออเดอร์ของนอกเข้ามา มันก็จะโดนเพ่งเล็ง แล้วก็โดนว่า เอาเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่าย แล้วศิลปินไทยไปไหน ข้ามหัวไปใช่ไหม มันมีแง่อยู่
ปัญหาก็คือ เรื่องเงิน มันจะทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์ แล้วตอนนี้ เรายังไม่มีเงินที่จะทำขนาดนั้น ถ้ามันมี แล้วสามารถเชิญเขาได้ แค่ค่าใช้จ่ายถูกๆ แล้วเขาก็มีหัวใจเต็มมานะ คิดสะระตะแล้ว มันมีผลดีมากกว่าผลเสีย ก็คงจะเกิดขึ้นได้ มันขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงขององค์กร แล้วก็ทำงานให้เห็นผล แล้วเขาก็เต็มใจจะเสียสละบางส่วน เพื่อจะมาร่วมงานเรา
อย่าง เวนิส เบียนนาเล ถามว่าฝรั่งจัด คนไทยเสียตังค์ไหม แล้วต่างชาติที่ไปร่วมงานเสียตังค์ไหม ทุกคนเสียงตังค์เยอะ เสียตังค์เยอะมาก แล้วเขาได้ประโยชน์มาก ประชาชนในพื้นที่ได้เสพ แล้วคนในพื้นที่เดินทางไปดูงาน ค่าโรงแรมค่าที่พัก ค่าอะไร เขาได้เงินหมดในพื้นที่ ศิลปินไทย รัฐบาลต้องจ่ายตั้งหลายล้าน มากกว่าห้าล้าน เป็นสิบล้านก็มี ไปใช้เงินที่นั่น ใช่ไหมฮะ อันนี้ทำให้เรารู้ว่า เอ๊ะ! ถ้าสมมติว่าพื้นที่ไหนทำ ส่วนอื่นพร้อมมาช่วย พร้อมเอาเงินมาจ่าย ใครจะได้ ประเทศไทยได้ จังหวัดน่านได้ ประชาชนได้
ต้องกำหนดแผนยุทธศาสตร์ของด้านนี้ขึ้นมา ?
ตอนนี้เรายังไม่คิดก้าวไกลถึงตรงนั้น เราคิดว่าทำอย่างไร ให้มันเกิดเทศกาลประจำปี แล้วคนที่มีประสบการณ์ น้องๆ ที่เข้ามาอยู่ตรงนี้ หรือรัฐบาลเห็นความสำคัญผลักดันให้เกิดจังหวัดอื่นๆ ด้วย จังหวัดอื่นขออะไร หรือมีแปลน มีแผนงานก็ควรสนับสนุน เหมือนกับเป็นโมเดลสักหน่อย เพราะเราก็อยากให้ประชาชนทั่วประเทศไทยได้เสพงานศิลปะทุกๆ แขนงเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าที่ทำตรงนี้แล้ว ไม่อยากให้เกิดที่อื่น ไม่ใช่ อย่างน้อยที่สุดเป็นตัวอย่างแล้ว ไอ้คนในพื้นที่ทำได้ไหม
ศิลปะทุกๆ แขนง ตอนนี้มันยาวมันกว้าง ไปจนถึงพวกคอมพิวเตอร์ ด้านออกแบบ ทุกอย่าง แอนิเมชั่น ทั้งหลายแหล่ มันไปอยู่ด้วย ผมเลยไม่รู้ว่านักวิชาการ เขาจัดไปถึงไหน แต่เมื่อก่อน เรามีแค่ 5 แขนงเอง ไฟน์ อาร์ต มีพวกทาง วิชวล อาร์ต แต่วิชวล อาร์ต ก็ตีรวมกว้างอยู่นะ เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนเราจะเข้าใจว่า เอ่อ สถาปัตย์นะ ดนตรีดุริยางค์ จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม แล้วการแสดงมาทีหลัง ตอนหลังมันค่อยๆ เข้ามาทีละนิด ตอนหลัง เราเติมภาพถ่ายอีก เออ ! ตอนนี้ภาพถ่ายก็อยู่ในวิชวล อาร์ต
แต่ทีนี้หมายถึงว่า เขาลงดีเทลไป ตอนนี้ก็มาเป็นหนังเป็นภาพยนตร์เข้ามา แอนิเมชั่นก็เข้ามา โอ้ย! ผมเลยไม่รู้เขาแยกยังไง ให้นักวิชาการเขาจัดไว้ เขาเรียงลำดับอยู่ในหลักสูตรก็แล้วกัน
เกี่ยวกับชื่อธีมงาน ปีที่แล้ว น่านเนิบเนิบ ปีนี้เป็น เผ่าฮักป่า ?
จริงๆ แล้ว ก็คือ 'น่านเนิบเนิบ' แต่ตอน 'เผ่าฮักป่า' มันอยู่โครงสร้างของเทศกาลศิลปะน่าน ชื่อ น่านเนิบเนิบ ตอนนั้น เราตั้งธีมให้คนจำ ปรากฏมันไม่จำอย่างเดียว มันติด แล้วบางคนก็อยากจะขอคำว่า น่านเนิบเนิบ ไปสกรีนเสื้อบ้าง ไปตั้งชื่อร้านบ้าง เราก็ว่า เอ๋! จริงๆ แล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปห้าม เพียงแต่ว่า ถ้าเป็นดีไซน์ที่เราพิมพ์บนเสื้อตัวนั้น เราขอสงวน เพราะเป็นงานครีเอทของธีมเรื่องเรา ของกลุ่มเรา แต่ถ้าเกิดเขาจะไปเขียนน่านเนิบเนิบ อะไรตรงไหนเนี่ย เราไม่รู้จะฟ้องร้องยังไง
พอจะขยายความถึงที่มาของ เผ่าฮักป่า ?
ผมเห็นตัวอักษรที่เขาเขียนนะ มันเหมือนกับ ฮัก ขณะเดียวกันก็เหมือน รัก เพราะตัว ร.เรือ กับตัว ฮ.นกฮูก มันก้ำกึ่งกัน แต่ว่าไม่สำคัญหรอก ความหมายมันอันเดียวกัน รักกับฮักความหมายเดียวกัน ทีนี้ เรื่องของเรื่องคือสมเด็จพระเทพฯ ท่านเป็นองค์ประธานสัมมนาเรื่อง รักษ์ป่าน่าน เป็นครั้งที่ 2 เพราะครั้งที่แล้ว พระองค์ท่านก็ทรงมาสัมมนา เป็นประธานสัมมนาที่ศูนย์เรียนรู้จุฬาฯ แล้วปีนี้ก็จะมีอีกรอบหนึ่ง
ทีนี้บังเอิญเป็นเรื่องการครบรอบ 60 พรรษา ซึ่งคุณบัณฑูร ล่ำซำ ประชาชนกิตติมาศักดิ์ของเมืองน่านเรา เกิดอยากจะให้ธีมเรื่องของเทศกาลศิลปะ สอดคล้องกับที่องค์สมเด็จพระเทพฯ ท่านมาเป็นประธาน ในเรื่องการสัมมนาเพื่อจะได้ให้ประชาชนระลึกถึงเรื่องของป่า แล้วความห่วงใย แสดงความห่วงใยของพื้นที่เมืองน่านเรา ที่มีภูเขาหัวโล้น มีการตัดไม้ทำลายป่า ทั้งที่ป่าเมืองน่านเรา เป็นป่าที่สร้างแม่น้ำน่าน เป็นต้นแม่น้ำ เป็นป่าต้นน้ำ ที่จะผลิตน้ำเจ้าพระยาได้มากกว่าแม่น้ำสายอื่น อันนี้เป็นประเด็นหลัก ในพื้นที่ในภูมิศาสตร์ แล้วยิ่งเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านทรงเป็นห่วง ประชาชนถ้าได้รับแรงกระตุ้น ถ้าเด็กได้รับแรงกระตุ้น จะเริ่มเข้าใจการอนุรักษ์ป่ามากขึ้น เลยเป็นเรื่องที่เรามีธีมเรื่องให้สอดคล้อง
ผมไม่เป็นห่วงเรื่องธีมเรื่อง ถ้ามันสอดคล้องกับความดีความงามของศิลปะ มันไม่มีปัญหา เพราะว่าการทำงานศิลปะทุกอย่าง มันก็ต้องมีธีมเรื่องของมัน ถ้าไม่ติดขัด ก็ไม่มีปัญหาหรอก
มีไฮไลท์หรือใครอยากจะพูดถึงใครเป็นพิเศษไหมครับ
เอ่อ.... แต่ละคนมา ต้องเหมือนกับเป็นไฮไลท์ เอาเป็นว่า มันน่าสนใจทั้งหมดแหละ เพราะขึ้นเวทีปุ๊บ ทุกคนก็แสดงบทบาทหน้าที่ของเขา แล้วก็เป็นจุดสุดยอดของเขา เขาถึงมา แล้วก็ศิลปินแห่งชาติหลายคน เราก็เชิญมา แต่ว่าบังเอิญด้านทัศนศิลป์จะติดๆขัดๆ แล้วก็จะเจอศิลปินแห่งชาติด้านกวี ด้านวรรณกรรม พี่เนาวรัตน์ ก็จะมาร่ายกวี แล้วอาจารย์สถาพร ศรีสัจจัง ศิลปินแห่งชาติก็จะมาขึ้นเวทีด้วย แล้วถัดไปนี่ ผมไม่รู้ว่าจะมีกวีคนอื่นหรือเปล่า ส่วนด้านการแสดงก็พี่หงา ศิลปินแห่งชาติก็จะขึ้นเวทีอีก รู้สึกจะปิดท้ายเป็นวันที่ 15 แต่เห็นทาง อพท. จะเชิญอาจารย์จากคณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มาผสมผสานดนตรี ด้านแจ๊สผสมกับดนตรีพื้นเมือง ก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งสำคัญที่ทำให้เราเห็นว่า 'สมัยใหม่' กับ 'ร่วมสมัย' อันเดียวกันนี่นะ ขณะเดียวกัน เรามีพื้นฐานด้านดนตรีอยู่ ของเดิมพื้นเมือง มันสามารถอยู่ร่วมกันได้
ทุกวันนี้ผมเขียนภาพแอ็บสแตร็คท์ โดยมีผมเขียนภาพรู้เรื่องเขียนภาพเก่า ภาพเรียลิสติก แล้วผมก็มีโอกาส ประชาชนเข้ามา ผมมีโอกาสดีมากสำหรับของผมนะที่เขียนภาพไม่รู้เรื่องเนี่ย ทำให้ผมมีโอกาสที่ยืนต้อนรับ แล้วก็ทำความเข้าใจ ให้ความมั่นใจว่า ภาพเขียนที่ดูไม่รู้เรื่องเนี่ย มันเสมอกันกับพวกศิลปินที่เขียนภาพคนอื่น พวกศิลปินเรียนศิลปะมาก็ดูไม่รู้เรื่องเหมือนกัน เพราะมันเป็นรูปแบบที่ดูไม่รู้เรื่อง เหมือนกับดนตรีพื้นเมืองสะล้อซอซึง ปู่ย่าตายายพ่ออุ้ยแม่อุ้ย ผมไม่เคยฟังรู้เรื่องแต่เข้าถึง ฟังดนตรีพื้นเมืองเนี่ยไม่ได้รู้เรื่องหรอก เสียงสะล้อซอซึงเสียงอะไรเขาไม่ได้เรียงลำดับเหมือนนักวิชาการ แต่เขาเข้าถึงในอารมณ์เพลง เขาโยกตัวเขามีความสุขกับเพลง การเข้าถึงศิลปะด้านดนตรีพื้นเมืองหรือด้านดนตรีคลาสสิกของคนกรุงเทพฯที่เดินตามห้าง ดูหนังดูทีวีเพลงคลาสสิกมาสอดคล้องกับบทละครบทอะไร เขาเข้าถึงโดยไม่รู้ตัว
ทีนี้งานศิลปะเราโดนสกัด ไปเห็นอะไรมา เห็นอะไรลูก หนูนั่นคืออะไร นี่คืออะไร เราไปโดนสกัดที่ตา แต่ที่หูเราได้ยินเนี่ย ไม่เคยโดนสกัด ดนตรีอะไรนั่น เสียงไวโอลินหรือเสียงสะล้อ นั่นคือเสียงเบส หรือเสียงอะไร ไม่เคยถามเลยลูก ครูก็ไม่เคยถาม ไปเดินตามห้างฯ เสียงดนตรีขึ้นมานี่เพลงของใคร เพลงของใคร ของประเทศไหน พื้นเมืองหรืออะไรของใคร ไม่เคยถาม แต่พอเจอรูป เจออะไร บอกไม่รู้เรื่อง หัวไม่ถึง
ความจริงแล้ว ตอนนี้ผมเลยมีโอกาสเขียนแอ็บสแตร็คท์ แอฟสแตกซ์ ผมบอกว่า ลืมซะคำว่า รู้เรื่อง-ไม่รู้เรื่อง แต่เป็นการเข้าถึงเรื่องสีเหมือนฟังดนตรีเข้าถึงเรื่องเสียง นี่ไง ทำให้เรารู้ว่าเราทำหอศิลป์ แล้วเรามีศิลปินต้องมีหน้าที่ที่จะต้องทำความเข้าใจ คำว่าความเข้าใจ อย่าไปเค้น อย่าไปบอกเขามึงต้องรู้เรื่องต้องแบบว่า เข้าถึง รับรองเข้าถึงได้ ผมว่าคุณเข้าถึง เพราะว่าคุณใส่เสื้อ คุณเลือกสีเสื้อผ้า เลือกรสนิยมของตัวเองได้ เพราะฉะนั้น การเข้าถึงเรื่องสีนี่เป็นปกติเข้าถึงได้ อย่าไปสนใจเลยว่า มันคืออะไร เป็นอะไร เหมือนฟังดนตรี ...
ผมมีความสุขมาก เวลาที่เด็กได้ยินเสียงดนตรี แล้วเขาก็โยกตัว แล้วเดินตามจังหวะดนตรี แสดงว่า เข้าถึงดนตรีได้ง่าย เหมือนเรานั่งฟัง แล้วเราได้ยินเสียงดนตรี เราก็รู้สึกนะ เพราะแค่ยกขายกเท้าขึ้นนิดๆ มันเข้าถึง ไม่ต้องไปเข้าใจมันหรอกว่าคืออะไร
คนที่มางานน่านเนิบเนิบ ก็แค่พาตัวเข้ามาเสพ ?
พาตัวเข้ามา แล้วมาเสพมาดูศิลปินปล่อยของ ทำบ้าทำบออะไร ก็ไม่เป็นไร แล้วผมมีประสบการณ์อย่างหนึ่งว่า พี่ชายผมโดยตรง บอกว่าคนนั้นน่ะ ทำอะไรก็ไม่รู้ แต่เห็นแล้วเดินๆ ไปแล้วก็หยิบของมา แล้วก็เทลงหัว แล้วก็ตะโกนอะไรเสียงดังไม่รู้เรื่อง อะไรอย่างนี้นะ แต่ว่าเขาดู เขาเล่าเรื่องได้ แสดงว่าเขาดู เขาตาม แล้วเขาโดนสะกด แล้วเขาเข้าใจว่า นี่คือการแสดงที่ระทึก ที่เขาจะต้องติดตาม
นี่ฮะแสดงว่า ศิลปินได้ผล ศิลปินทำให้คนติดตามอิริยาบถที่เขาทำ แล้วเรื่องที่เขาทำ เขากำลังแสดง แค่เราฟังถ้าเราเข้าใจว่า เออที่เขายังงุนงง และไม่รู้เรื่อง นี่เป็นปกติ แต่ให้เขาติดตาม ให้เขาดู เพราะว่างานศิลปะจะได้แบบว่า นอกจากกรอบที่เขาเห็น เขาคุ้นเคย ให้หลุดจากกรอบได้
จากงานที่ทำอยู่ อาจารย์เป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากทำตามอย่างบ้าง พอจะมีคำแนะนำให้บ้างไหม
เบื้องต้นทำความเข้าใจว่า คำว่าประชาชน นี่คือจริงๆ แล้ว ทุกคนมีความรักศิลปะ ด้านใดด้านหนึ่ง เขามีอยู่ในตัวแล้ว แค่เขาอยู่ตามไร่ตามนา เขาได้ยินเสียงขลุ่ย เสียงสะล้อซอซึง หรือเสียงอะไรของภาคกลางภาคเหนือภาคอีสาน โปงลาง เขาอยู่ของเขา เขามีอยู่แล้ว
ทีนี้พอมาปรากฏที่เป็นรูปด้านสายตา ถ้าสามารถนำมาให้เขาได้ สอดคล้องกับสิ่งที่ได้ยินกับหู มันจะเป็นเพิ่มคุณภาพชีวิตอีกด้านหนึ่ง ทีนี้วิธีการจัดการ ถ้าเราเข้าใจเบื้องต้นว่า งานศิลปะต้องมีเวที ประชาชนควรจะได้เสพ อันนี้คือเบื้องต้นที่จะผลักดัน หาวิธี หากรรมวิธีของพื้นที่ของเขาเอง เขามีกลุ่มคน มีญาติพี่น้อง มีเพื่อนฝูงที่จะรวมตัวกันได้ไหม ช่วยกันได้ไหม มีใครลงขันบ้าง ใครจะเริ่มต้นบ้าง แล้วมีผู้ใหญ่บางคนที่สามารถประสานงานได้ไหม ไปขอหน่วยงานขออันนี้เป็นหัวหอกได้ไหม ให้เขาแสวงหากันเอง
เมื่อทำงานมาถึงระดับนี้ คิดว่าศิลปินต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการงานศิลปะไหม
เอ่อ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะ เพราะผมไม่ได้เรียน เพียงแต่ว่า ถ้าเรามีหัวใจ เราคำนึงว่า งานศิลปะต้องเข้าอยู่กับมวลชน ศิลปะควรให้มีการเสพทั่วถึงกัน ควรจะมีความหลากหลาย ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งเดิม ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งสิ่งเดิมด้วยนะ ควรอนุรักษ์ด้วย แต่ว่าทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้ เพราะว่าจริงๆ แล้ว ชีวิตเราจริงๆ เราอยู่กับอดีต กับปัจจุบัน กับอนาคต ที่เราคาดหวังที่นำเสนอ
เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ปุ๊บ ผมว่างานศิลปะอยู่ด้วยกันได้ บางคนอาจจะบอกว่า อันนี้ไม่ใช่เอกลักษณ์ของพื้นที่ อันนี้ไม่ใช่เอกลักษณ์ของภาค ผมว่าถ้ายึดอย่างนั้นปุ๊บ เราจะได้แต่งานศิลปะรูปแบบเดิม ซ้ำซาก แล้วก็ไม่ใช่ในวิถีชีวิตจริง เพราะผมว่าคุณนั่งโต๊ะแบบนี้ มันเป็นวิถีของไทยจริงหรือเปล่า มันก็ไม่ใช่ คุณใส่เสื้อผ้าก็ไม่ใช่ ใส่กางเกงยีนส์ก็ไม่ใช่ แล้วตัดผมทรงนี้ มันก็ไม่ใช่ คือจริงๆแล้ว เราหยิบคอมพิวเตอร์มาอันหนึ่ง หยิบมือถือมาอันหนึ่ง มันก็ไม่ใช่วิถีชีวิตของในอดีตทั้งนั้น แต่มันต้องชีวิตจริง คืออยู่กับปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เราชื่นชมอดีตด้วยนะ เราก็อยู่ด้วยกัน ทำความเข้าใจร่วมกัน มันก็อยู่ได้ครับ ไม่รู้ ผมคุยตามภาษาที่ผมเข้าใจนะ เพราะว่ามันเป็นเรื่องจริง.







