พุกาม กระทบแสง

พุกาม กระทบแสง

ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ แต่ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า ชีวิตเมืองที่ผ่านมาไม่ค่อยพบพานนาทีชีวิตของดวงตะวันเท่าไรนัก

ค่าที่ว่าตื่นสายกว่าแสงแรก และไม่ค่อยจะทันได้เห็นแสงสุดท้ายของวัน หากการมาเยือนเมียนมาร์เมื่อปลายปีที่แล้ว เรากลับได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นอีกนิด

ทั้งแสงยามพลบสบกับลำน้ำอิระวดีจากยอดเขามัณฑะเลย์ฮิลล์ จนถึงการเก็บซีนตะวันคล้อยอ้อมหลังเหล่าเจดีย์ที่เคลียคลอด้วยสายหมอกในพุกาม แถมยังล่องลำน้ำอิระวดีไปสบตากันซึ้งๆ กับแสงสุดท้ายของวันที่กลางลำน้ำ

และยังเสริมความฟิต วัดกำลังแขนกำลังขาด้วยการไต่บันไดทั้งชันทั้งสูง ปีนขึ้นลง สิริรวม 4 เที่ยวสำหรับฉากแรกพบและจากลาของพระอาทิตย์จากยอดเจดีย์ ชเวสันดอว์

...ถึงจะยังไม่สนิทกันถึงขั้นโอบไหล่ แต่อย่างน้อยก็ไม่อายที่จะพยักส่งสายตาทักทายไปอย่างมั่นๆ ยามเจอกันได้ เพราะถ้าเป็นคน การต้องเจอกันตั้งแต่ลืมตาตื่น กระทั่งลาลับติดกันสามวัน คิดว่าคงไม่ตู่เกินไปที่จะนับเป็นคนคุ้นหน้ากันได้บ้างล่ะ

OOOOO

หลังเครื่องร่อนลงจอด มัณฑะเลย์ ต้อนรับเราด้วยแดดแรงๆ ยามเที่ยง เลยทำให้ใช้เวลาไม่นานก็ผ่านหมุดหมายแรกของทริปอย่าง สะพานไม้อูเบ็ง ที่เมืองอมรปุระ ทางผ่านจากสนามบินสู่ตัวเมืองมัณฑะเลย์

สะพานอูเบ็งถือเป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลกด้วยระยะทาง 2 กิโลเมตร โดยกล่าวกันว่า เสาไม้ตลอดแนวสะพานกว่า 1 พันต้นนั้นได้จากการรื้อพระราชวังเก่าแห่งกรุงอังวะเมื่อครั้งพระเจ้ามินดงทรงโปรดให้ย้ายเมืองหลวงจากอังวะมายังนครอมรปุระ

เราใช้เวลาไม่นานที่สะพานแห่งนี้ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่มัณฑะเลย์ โดยมีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ วิหารไม้สักทอง 'ชเวนันดอว์' ที่ทั้งสวย ทั้งอลังการด้วยงานแกะสลักสุดละเอียดทั่วทั้งหลัง ตั้งแต่หลังคา บานประตู หน้าต่าง กระทั่งเสาต้นยักษ์ ก็ไม่มีเว้นที่จะได้เห็นฝีมือแกะสลักชั้นเซียนของช่างในยุคนั้นซึ่งตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ และทศชาติของพระพุทธเจ้าตามแบบฉบับศิลปะเมียนมาร์แท้ๆ

เดิมทีชเวนันดอว์เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังมัณฑะเลย์ และถือเป็นสถานที่ที่พระเจ้ามินดงทรงโปรดมาก จนกระทั่งหลังสิ้นพระชนม์ พระเจ้าธีบ้อ พระราชโอรสที่ขึ้นสืบราชบัลลังก์ต่อได้ทำการย้ายเฉพาะตัววิหารออกมาจากเขตพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งกลายเป็นเรื่องดี เพราะส่งผลให้วิหารไม้หลังนี้รอดจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะพระราชวังถูกเพลิงเผาไหม้เกือบทั้งหมด (ที่เห็นในปัจจุบันเป็นการบูรณะขึ้นมาใหม่)

ชื่นชมสมใจ ก็ได้เวลาย้ายวิกไปสู่นัดสำคัญของทริปที่แม้ไม่ได้ล็อกคิวแต่ก็มั่นใจอย่างไรต้องได้พบ.. เพราะนัดของเราคือ 'ตะวันยามพลบ' ซึ่งเราจะต้องนั่งรถขึ้นไปบนเนินเขามัณฑะเลย์ โดยระหว่างทางก็เห็นชาวเมียนมาร์เดินกันแบบชิลๆ จนเกือบจะขอลงเดินกับเขาบ้าง แต่ก็เบรค(ความคิด)ตัวโก่ง เมื่อได้ยินว่า เขาลูกนี้ที่เขาเรียกว่า 'เนิน' มีความสูงที่ 236 เมตร!

แม้ตั้งใจมาแต่เนิ่นๆ แต่ก็ดูเหมือนจะมีหลายคนมุ่งมั่นกว่าเรา เพราะเมื่อขึ้นมาถึงด้านบนของ มัณฑะเลย์ ฮิลล์ ก็ได้เห็นเหล่าตากล้องพร้อมอุปกรณ์จัดเต็ม จับจองทำเลทองกันไปแทบจะหมดแล้ว

ไหว้พระขอพรตามประสาชาวพุทธเสร็จสรรพ ก็เตร็ดเตร่รอเวลานัด เลยได้เห็นว่า วัยรุ่นที่นี่นิยมเข้าวัดมากจริงๆ แถมมากันเป็นแก๊งเป็นกลุ่ม เหมือนเด็กบ้านเราไปเที่ยวสยามอย่างไรอย่างนั้น

แต่มันไม่แค่นั้นสิ... เพราะพอตั้งใจสังเกตจริงจัง ดูเหมือนน้องๆ จะชอบเข้าหาชาวต่างชาติมากเป็นพิเศษ ถามไถ่ไกด์ เลยได้รู้ว่า ชาวเมียนมาร์ตื่นตัวกับการฝึกภาษาอังกฤษมาก(ไกด์เน้นเสียง) ทำนองว่า เห็นชาวต่างชาติต้องรีบวิ่งเข้าใส่ ชวนคุยโน่นนั่นนี่ แลกเปลี่ยนความเห็นสัพเพเหระกันสนุกสนาน แม้กระทั่งพระสงฆ์ก็ยังเป็นไปกับเขาด้วย เห็นแล้วก็แอบสะท้อนใจ เพราะถ้าเป็นเด็กไทย คงมีแต่วิ่งหนี

แล้วเสียงจอกแจกเมาท์มอยรอบองค์วิหาร "ซูตองพญา" ก็เริ่มเบาลงเมื่อพระอาทิตย์หรี่แสง ทุกสายตาเริ่มหันไปจับจ้อง รอฉากสำคัญของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าสีแดง แดดสุดท้ายตกกระทบลำน้ำอิระวดี ก่อนจะทิ้งทวนด้วยดวงกลมสีแดงที่มักโดนล้อว่า 'ไข่แดง' ค่อยๆ หย่อนตัวลงหลังทิวเขา แล้วม่านฟ้าสีดำก็ปิดลงมา เป็นอันปิดโชว์อย่างงดงาม ผู้ชมหลายคนประทับใจจนถึงกับปรบมือให้..

OOOOO

ตีสาม คือ ดีเดย์เวลาตื่นของเราในเช้ามืดวันที่สองที่มัณฑะเลย์ แต่เปล่า.. เราไม่ได้มีนัดกับพระอาทิตย์หรอกนะ แต่เรามีนัดกับศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวเมียนมาร์ผ่านพิธีกรรมล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี ซึ่งทำกันมาทุกวันไม่เคยขาด ต่อเนื่องนับพันปี

สาเหตุที่ต้องทำการล้างหน้าแปรงฟันให้กับองค์พระนั้น ก็เนื่องจากมีความเชื่อกันว่า พระพุทธเจ้าได้ทรงประทานลมหายใจอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในพระวรกายของพระพุทธรูปองค์นี้ นั่นหมายความว่า พระมหามัยมุนีเป็นดั่งตัวแทนของพระพุทธองค์ที่มีชีวิตจิตใจ ใครที่มากราบไหว้บูชาจะได้รับศรัทธาอันสูงล้ำ

พิธีกรรมดังกล่าว จะเริ่มต้นในเวลา 03.45 น. ของทุกวัน และยาวไปจนถึงราวตีห้า ตั้งแต่การตระเตรียมน้ำพรมกลิ่นหอมฟุ้งสีเหลืองข้น ปรุงจากน้ำไม้จันทน์หอมและผงทานาคา เจ้าอาวาสก็นำผ้ามาคลุมองค์พระ ถวายอาหารผลไม้ เปลี่ยนดอกไม้เก่าออกไป นำดอกไม้ใหม่มาถวาย ส่วนขั้นตอนการล้างพระพักตร์จะล้างด้วยขันทอง 3 ครั้ง ขันเงิน 3 ครั้ง และขันธรรมดา 3 ครั้ง และนำผ้ามาเช็ดบริเวณพระโอษฐ์เหมือนการแปรงฟัน จากนั้นก็ทำการเช็ดพระพักตร์ด้วยผ้าเช็ดหน้าที่ผู้คนนำมาถวาย คะเนด้วยสายตา... เห็นทีจะเกินร้อยผืน ท่านเจ้าอาวาสก็เลยใช้วิธีหยิบผ้ามาเช็ดคราวละหลายๆ ผืนแทน

จบจากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ก็ถึงคราวลามัณฑะเลย์ เพื่อมุ่งสู่เมืองพุกาม หรือ 'บากัน' โดยเครื่องบิน ซึ่งที่นี่มีอยู่หลายสายการบินให้เลือกใช้บริการลัดฟ้าสู่พุกาม ทั้งจากร่างกุ้งก็มี.. จากมัณฑะเลย์ก็มี..

สำหรับนักท่องเที่ยวที่มั่นใจกับประสบการณ์โชกโชน ชนิดร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำมาแล้ว เราขอเตือนว่า อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจสายการบินท้องถิ่นที่นี่ เพราะกัปตันท่านพร้อมออกสตาร์ทเครื่องทุกเมื่อ อย่างคำพระท่านว่า ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน เวลาบนบอร์ดดิ้งพาสก็เอาแน่เอานอนไม่ได้เช่นเดียวกัน

เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ผู้โดยสารเช็คอินครบหมดแล้ว ใบพัดก็พร้อมหมุนทันใด ฉะนั้นอย่าทำเป็นเอ้อระเหยลอยชาย นั่งชิลจิบกาแฟดริป ฮิปๆ แบบที่เขาฮิตกัน เพราะอาจฮิปไม่ออกได้ถ้าเห็นเจ้าหน้าที่สนามบินมาทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่หน้าร้าน โปรดชูตั๋วให้เห็นชัดๆ ถ้าเป็นไฟลท์เป้าหมาย นั่นแหละ! หมดเวลาฮิป หยิบกระเป๋าวิ่งไปขึ้นเครื่องได้เลย

เคยเห็นแบ็คแพคเกอร์เจนสนามวิ่งกระหืดกระหอบ กระโดดขึ้นบัสตามไปขึ้นเครื่องถึงรันเวย์ไหมล่ะ... มาหาดูที่นี่ได้

อ้อ! แล้วก็อย่าหลับเพลิน เพราะโดยมากสายการบินระยะสั้นแบบนี้ เขาดร็อปคนลงหลายจุดนะจ๊ะ (เหมือนนั่ง บขส.) ถ้าขี้เซา แล้วแอร์ลืมปลุก อาจไปตื่นอีกทีเมืองไหน ไม่กล้ารับประกันเลยจริงๆ

OOOOO

อย่างที่รู้กันดีว่า เอ่ยชื่อพุกามทีไร.. คำห้อยท้ายทำนองว่า ทะเลเจดีย์ หรือ ทุ่งเจดีย์ เป็นต้องตามมาเสมอ นั่นก็เพราะจากความศรัทธาอย่างเหนียวแน่นในพระพุทธศาสนา ส่งผลให้บ้านเมืองนี้เต็มไปด้วยเจดีย์นับพันๆ องค์ ว่ากันว่า มีทั้งสิ้นกว่า 4 พันองค์ แต่หลงเหลือจนถึงปัจจุบันราวครึ่งหนึ่ง (ราวๆ 2 พันกว่าองค์)

ฟังแล้วอย่าเพิ่งเหนื่อย เพราะถ้าจะเก็บเฉพาะเจดีย์เป้าหมายสำคัญๆ ของเมืองพุกาม อันที่จริงใช้เวลาหนึ่งวันเต็มก็น่าจะเรียกว่าไม่ตกหล่นได้แล้ว

ไฮไลต์สำคัญที่ห้ามพลาดในการเยี่ยมชมเมื่อมาถึงเมืองพุกามแห่งนี้ ที่ง่ายที่สุดในการจำคือเจดีย์ตระกูล 'ที่สุด' มีทั้งหมด 4 ที่สุดด้วยกัน ได้แก่ ชเวสิกอง ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด.. ดัมมะหยั่นจี แข็งแรงที่สุด.. แต๊ดเบียนยู สูงที่สุด.. อนันดา สวยที่สุด..

และในฐานะชาวพุทธ หากจะท่องแดนเจดีย์ อาจจะเริ่มต้นที่ เจดีย์ชเวสิกอง ก่อนเพื่อนก็ได้ เพราะที่นี่ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ติดอันดับ 1 ใน 5 ที่ชาวเมียนมาร์เคารพนักถือ โดยเจดีย์แห่งนี้เริ่มต้นก่อสร้างขึ้นโดยพระราชประสงค์ของ 'พระเจ้าอโนรธา' เมื่อปี พ.ศ.1602 แต่มาแล้วเสร็จในรัชสมัยของ 'พระเจ้าจานสิตา' เมื่อปี พ.ศ.1633 รวมเวลาก่อสร้างทั้งหมด 31 ปี โดยไม่เพียงแค่ติดทำเนียบศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแล้ว ในแง่สถาปัตยกรรม เจดีย์ชเวสิกองก็ถือเป็นต้นแบบการก่อสร้างเจดีย์ในยุคหลังๆ ในเมียนมาร์อีกด้วย

นอกจากนี้เจดีย์ชเวสิกองยังมีความอัศจรรย์ทั้งหมด 9 ประการ ตั้งแต่ ความชาญฉลาดในการก่อสร้างด้วยภูมิปัญญาโบราณ โดยยอดเจดีย์ไม่มีการใช้เหล็กเสริม แถมพื้นที่ภายในเขตองค์เจดีย์ก็ยังกว้างใหญ่เกินคะเน โดยสามารถรองรับผู้แสวงบุญได้อย่างไม่จำกัดจำนวน และแม้พระเจดีย์จะตั้งอยู่บนพื้นราบ แต่เมื่อมองจากภายนอก เรามักจะเข้าใจไปว่า เจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่บนที่สูง โดยแม้ว่าฝนจะตกหนักขนาดไหน ก็ไม่มีทางที่จะมีน้ำฝนขังอยู่ในอาณาเขตองค์พระเจดีย์ได้เลย

ในส่วนของความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีคำอธิบายได้ ก็เป็นเรื่องที่กระดาษทองที่ปิดส่วนยอดของพระเจดีย์ไม่เคยปลิวพ้นฐานสี่เหลี่ยมของพระเจดีย์ออกมาเลย ขณะที่เงาองค์เจดีย์ไม่เคยล้ำออกนอกฐานเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องที่ยังไม่มีใครหาคำตอบได้ อย่างการให้ทานด้วยข้าวสุกร้อนๆ ที่ไม่ว่าเราจะมาแต่เช้ามืดขนาดไหน ก็จะต้องมี ‘ใครสักคน’ มาวางไว้ก่อนหน้าเราเสมอ

และหากฝั่งหนึ่งตีกลองใบใหญ่ ก็เป็นที่น่าแปลกใจเพราะจะไม่มีเสียงใดเล็ดรอดมาถึงอีกฝั่งตรงข้ามได้เลย แถมท้ายด้วยความอัศจรรย์ของต้นพิกุลเก่าแก่อายุ 900 ปีที่ออกดอกอยู่ตลอดเวลาไม่แคร์ฤดูกาล

OOOOO

ถึงแม้จะฝักใฝ่ในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แต่อีกสิ่งที่ฝังแน่นในวิถีของชาวเมียนมาร์นั่นคือ การนับถือ ‘นัต’ (NAT) เป็นเทพ หรือบางตำราก็ว่า เป็นวิญญาณตายโหง โดยมีทั้งสิ้น 37 องค์ ซึ่งที่ชเวสิกองก็มี 'หอนัต' ที่ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรกันด้วยเช่นกัน

นัตแต่ละองค์ก็มีอิทธิฤทธิ์มากน้อยแตกต่างกันไป แต่ที่ออกจะคิวยุ่งสักหน่อยเพราะมีคนมาไหว้ขอพรกันเยอะ เห็นจะเป็น คู่นัต พ่อ-ลูก ที่นั่งลดหลั่นกันในศาลาหนึ่ง โดยนัตลูกมีตำแหน่งสูงกว่านัตผู้พ่อ สาเหตุที่ลูกมียศสูงกว่าพ่อก็เพราะในตอนที่เรียกประชุมนัตทั้งหมด ปรากฏว่า นัตคนลูกมาถึงก่อนนัตคนพ่อ ก็เลยมียศสูงกว่าไปโดยปริยาย ก็เลยเป็นที่มาของความนิยมมากราบไหว้นัตคนลูกเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ส่วนนัตองค์พ่อเด่นเรื่องช่วยให้มีคนรัก คนเมตตา แล้วก็ยังมีนัตองค์ที่ช่วยเรื่องธุรกิจการค้า และแน่นอนว่า สุขภาพก็ต้องขาดไม่ได้

..เอาเป็นว่า ถ้ามาวัดนี้ ก็ไหว้เสียให้ครบทุกนัตเป็นอันได้กลับบ้านนอนสบายใจ ไม่ต้องกระสับกระส่ายเพราะรู้สึกพลาดอะไรไป

ส่วนที่สุดในแง่ความแข็งแรงอย่าง วัดดัมมะหยั่นจี ซึ่งมีโครงสร้างแน่นปึ้กชนิดที่พอเดินเข้ามาภายในแล้วให้ความรู้สึกทั้งอับทั้งอึมครึมนั้น ไกด์เจ้าถิ่นเฉลยว่า วัดนี้สร้างโดยพระเจ้านะระตู่เพื่อหวังจะชดเชยกับความผิดที่กระทำปิตุฆาต

แม้โดยทั่วไป ก้อนอิฐที่ทำกันเองในพุกามซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมระหว่าง ทราย, หนังวัว หนังควาย, ดินแดง และยางไม้ นำมาคนเข้าด้วยกันและปั้นเป็นก้อน นำไปตากแดดจน 'แกร่ง' แต่สำหรับเบื้องหลังความแข็งแรงกว่าเพื่อนของวัดแห่งนี้ ก็เพราะพระเจ้านะระตู่ทรงกำชับช่างที่ทำการก่ออิฐให้ทำอย่างแน่นหนาชนิดที่ว่า ถ้ามีเข็มลอดได้แม้เพียงเล่มเดียว เตรียมตัวโดนตัดมือได้เลย!

นอกจาก 4 ที่สุดของพุกามแล้ว... ที่นี่ยังมีเจดีย์และวัดสำคัญห้ามพลาดอีกหลายแห่งด้วยกัน อาทิ วัดติโลมินโล, วัดกุบยางจี, วัดชเวกู่จี และวัดมนูหะ เป็นต้น แต่ที่ไม่ว่าจะมาเพราะสวยงาม หรือต้องการกราบไหว้ แทบจะร้อยทั้งร้อยของนักท่องเที่ยวเป็นต้องได้ปีนขึ้นสู่ยอด เจดีย์ชเวสันดอว์ เพื่อชมวิวพาโนรามาจากมุมสูง โดยเฉพาะในยามเย็นและเช้ามืด เราจะได้เห็นหมอกลอยละเรื่อยเอื่อยคลอไปกับยอดเจดีย์น้อยใหญ่ สมนิยาม 'ทะเลเจดีย์' ชนิดปฏิเสธไม่ได้เลยทีเดียว

สำหรับการเดินทางที่นี่ ทำได้ตั้งแต่เช่ารถโดยสาร หรือจะรถตู้ก็ได้ ส่วนใครอยากสโลว์ไลฟ์ จะเช่าจักรยานถีบกินลมชมวิวไปก็ได้ ไม่ผิดกติกา โดยที่พุกามมีจักรยานให้เช่าทั่วไป มีทั้งจักรยานเท้าถีบ.. หรือจะเท้าถีบบ้างเครื่องถีบบ้าง (จักรยานไฟฟ้า) ก็มีให้เห็นเยอะแยะ

แต่ถ้าอยากได้ความถึงใจให้เหมือนกับการถึงพุกาม ก็ต้อง 'รถม้า' เท่านั้น แต่ขอเตือนให้นั่งแค่พอชิลๆ เพราะถ้านั่งทั้งวัน รับประกันได้ว่า อิ่มฝุ่นอย่างแน่นอน!

.................

การเดินทาง

การเดินทางไปพุกามนั้นสามารถเลือกใช้เส้นทางได้ตามความถนัด ทั้งทางบก และทางอากาศ หากสนใจใช้เวลาบนถนนของดินแดนทุ่งเจดีย์แห่งอุษาคเนย์นี้ อาจต้องใช้เวลาเดินทางราว 8 ชั่วโมง จากย่างกุ้งถึงพุกามโดยรถบัส แต่หากต้องการประหยัดเวลา (และเก็บแรงเอาไว้เที่ยว) แนะนำให้ทดลองใช้บริการสายการบินภายในประเทศอย่าง Air Bagan หรือ Yangon Airways ซึ่งผู้ให้บริการทั้ง 2 ค่ายนี้ราคาไม่ต่างกันเท่าไหร่

สำหรับการเดินทางในพุกามนั้น รถม้า ดูจะเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าถึงอรรถรสของการชมเมือง หรือหากต้องการบรรยากาศอีกแบบก็สามารถเช่าจักรยานไฟฟ้าขี่ชมเมืองก็ได้ไม่ว่ากัน