วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อุโมงค์ข้ามภพที่สตูล

ปีก่อนผมเขียนถึงเมืองสตูลที่มีฟอสซิลอยู่ในหินแทบทุกก้อน

โดยเฉพาะในย่าน อ.ทุ่งหว้า และใกล้เคียง จนผมตั้งชื่อเรื่องว่า FOSSILLAND แดนสตูล แล้วก็ชอบใจกันยกใหญ่ขอชื่อไปใช้เป็นมอตโต้ของจังหวัดไปแล้ว ด้วยศักยภาพที่น่าสนใจทางธรณี ธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ของพื้นที่จังหวัดสตูล ทางกรมทรัพยากรธรณีเลยปลุกปั้น สร้างที่นี่ให้เป็นอุทยานธรณี (GEO PARK) ตัวอย่าง ประกอบกับนายก อบต .ทุ่งหว้า คุณณรงค์ฤทธิ์ ทุ่งปรือ เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ผมก็เพิ่งเจอนายก อบต.ที่ทำงานระดับประเทศก็คราวนี้ หาเงินหางบประมาณมาสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์อุทยานธรณี และจัดงาน FOSSIL FESTIVAL มาครั้งหนึ่งแล้ว

จากอำเภอเล็กๆ ที่คนเดินทางผ่านจะแวะเข้าห้องน้ำยังไม่เคยทำอย่างอำเภอทุ่งหว้า เดี๋ยวนี้สามารถจัดเป็นงานฟอสซิลระดับชาติได้ ประกอบกับพ่อเมืองสตูล นายเดชรัฐ สิมศิริ ให้การสนับสนุนเต็มที่ ซ้ำกะให้สตูลเกิด ให้เป็น Fossil Land ให้ได้ กรมทรัพยากรธรณีก็หนุนช่วยเต็มที่นำโดยท่านอธิบดี และรองฯช้าง นายทศพร นุชอนงค์ รองอธิบดีฯ ที่ปลุกปั้นมาแต่แรก ส่วนสำนักธรณี ท่าน ผอ.มนตรี เหลืองอิงคะสุต ก็ขนสรรพกำลังทั้งนักธรณี ทั้งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ และผลงานความรู้ต่างๆ มาจัดงานจนน่าสนใจ

สำนักธรณีนี่แหละที่พาผมเข้ามารู้จักโลกของธรณี จนผมหลงใหล ที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างเครือข่ายอุทยานธรณีทั่วประเทศ โดยมีตัวแทนชุมชน, อบต.มาจากทั่วประเทศที่เขามีศักยภาพทางธรณี มาร่วมศึกษา ดูงาน เพื่อจะผลักดันให้พื้นที่ตัวเองเป็นอุทยานธรณี อย่างจังหวัดตาก ที่มีวนอุทยานไม้กลายเป็นหิน สำนักงานสิ่งแวดล้อมจังหวัดตาก นายพุฒิพงษ์ สุนพฤกษ์ ก็ขนชาวบ้านมาดูงานกันหลายวัน ด้วยจะผลักดันที่จังหวัดตากเช่นกัน เรียกว่างานนี้ทางราชการพร้อมช่วยชาวบ้านเต็มที่ ที่สำคัญพอสตูลสร้างอุทยานธรณีขึ้นมาได้ ททท.ตรังที่ดูแล สตูล-ตรัง เอาไปช่วยประชาสัมพันธ์ ผมว่านี่คือความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่น่ายกย่อง

ทำไมถึงอยากจะให้พื้นที่ตัวเองเป็นอุทยานธรณีกันนักหนา? ผมสรุปตามประสาผมก็คือ เพื่อบอกเล่าให้คนทั่วไปทั้งในพื้นที่และจากที่อื่นรู้ว่าที่บ้านตัวเองนั้นมีอะไรดีบ้าง แม้ชื่อจะเป็นอุทยานธรณี แต่ไม่ได้เอาจุดเด่นทางธรณีอย่างเดียว ครอบคลุมหลายเรื่อง (เข้าไปค้นในกูเกิล คำว่าอุทยานธรณี) บอกว่าบ้านฉันมีอะไรดี มาดูมาเที่ยวสิ มาดูของดีบ้านฉัน คล้ายๆ กับการมีแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นนั่นแหละ โดยไม่ต้องมีกฎหมายไปบังคับไปกำหนดพื้นที่เหมือนอุทยานแห่งชาติ อุทยานธรณีในต่างชาติอย่างอเมริกา จีน และอีกหลายประเทศ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนให้ความสนใจมาก เหมือนกับว่าถูกรับรองแล้ว เขามี Global Geo Park กันด้วย เหมือนการเป็นมรดกโลกทางธรณีนั่นเอง นักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เขาดูแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้จากการรับรองขององค์กรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุ่งหว้ากำลังจะก้าวไปเป็นแห่งแรกในบ้านเรา

จุดเด่นทางธรณีสำหรับที่ทุ่งหว้า ถ้ามาดูอุทยานธรณีที่นี่นอกจากจะไปดูเซมัง(ซาไก) ไปแงะหินตามริมทางดูฟอสซิล ไปเข้าถ้ำภูผาเพชรแล้ว ก็มีที่ถ้ำเลสเตโกดอนนี่เองที่ต้องไม่พลาด ถ้ำนี้ตั้งชื่อตามฟอลซิลกรามช้างโบราณที่อายุนับล้านปี อย่างช้างสเตโกดอนที่มาเจอกันในนี้ ถ้ำนี้เป็นถ้ำลอดขนาดใหญ่ที่ลอดผ่านภูเขาหินปูน มีความยาวเป็นกิโลๆ การล่องก็คือต้องนั่งเรือแคนูเข้าไป ภายในถ้ำจะเห็นลักษณะของถ้ำลอดทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่ทุกปรากฏการณ์ในถ้ำยัง “เป็น” ทั้งหมดคือการก่อเกิดยังคงมีตลอดเวลา

ในถ้ำมีทั้งแก่งน้ำ เนินดิน หาดหินระหว่างทางที่ล่องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะทะลุออกอีกด้านของปากอุโมงค์ แม้เป็นถ้ำเลที่เชื่อมต่อกับทะเลได้ แต่น้ำในถ้ำที่ล่องแคนูก็เป็นน้ำจืดสนิท ถ้าถามว่าในถ้ำสวยมั้ย ? ตามสายตาผม ผมว่าไม่สวยเท่าไหร่ แต่ให้ความรู้สึกถึงการผจญภัย เหมือนการหลุดหลงเข้าไปในโลกใต้พิภพ หลังคาถ้ำที่โปร่งโค้ง บางช่วงสูง บางช่วงต่ำ เรือที่ค่อยๆ เลื่อนไป ปรากฏการณ์ถ้ำแต่ละอย่าง ทั้งทำนบถ้ำ น้ำตกถ้ำ หลอดถ้ำ หินย้อยรูปหัวใจ ที่น้ำยังไหลตกลงมา อุปมาเหมือนเป็นสายเลือดแห่งพิภพที่ไหลมาเลี้ยงหัวใจ ฯลฯ เราไม่สามารถมองปราดเดียวเห็นทั้งถ้ำ ต้องอาศัยการค่อยๆ ไหลเลื่อนของเรือลำน้อย และแสงตะเกียงดวงเล็กๆ ที่ค่อยๆ เฉลยว่าอะไรซ่อนในความมืดนั้น เพื่อกำนัลแด่นักผจญภัยเฉลยให้เห็นทีละอย่าง ทีละอย่าง

ผมถึงบอกบรรยากาศเหมือนกับการค้นหาโลกใต้พิภพ การกลับคือสู่ห้วงแห่งกาลเวลาภายใต้ภูเขาลูกใหญ่ สนุก และเพลินจนออกมาถึงปากถ้ำอย่างไม่รู้ตัว การล่องเรือในถ้ำเลสเตโกดอน จึงเหมือนการเข้าไปในอุโมงค์ข้ามภพจากโลกปัจจุบันที่ปากถ้ำ เข้าสู่ความมืดยุคของการก่อเกิดโลก ความเปลี่ยนแปลงทางธรณี พบซากสัตว์อายุนับล้านปีที่ถูกความมืดเก็บงำ จนกระทั่งกลับสู่โลกปัจจุบันที่ปลายถ้ำ

ไม่สวยมาก แต่สนุกจนต้องบอกต่อ...!

อุทยานธรณี ไม่ใช่แค่ทางธรณีอย่างเดียวที่สมควรจะเป็นอุทยานให้คนรู้จักคุณค่า ให้คนรู้จักของดีของแผ่นดินถิ่นเกิดนี้ หากแต่มันคือการตระหนักรู้ของคนในท้องถิ่น ให้รู้จักค่าของบ้านตัวเอง แล้วค่อยบอกคนอื่นว่า บ้านเรามีดีอะไร เมื่อบอกเขาไปแล้ว ก็ต้องช่วยกันรักษาของดีเหล่านี้ไว้ให้ยั่งยืน สมกับที่เราไปบอกคนอื่นไว้เมื่อเขามาเห็นก็ไม่ขายหน้า อุทยานฯธรณีจึงเป็นอุบายที่แยบยลให้คนได้ช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตไปด้วยกันอย่างไม่ขัดแย้ง

ทั้งกรมทรัพยากรธรณี(กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) จังหวัดสตูล และ อบต.ทุ่งหว้า คิดดี ทำดีแบบนี้ แฟ้มบุคคลจะปรบมือให้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมปรบมือให้ครับ