ใครจะต่อจิ๊กซอว์ปริศนา ปราสาทเมืองสิงห์?

ใครจะต่อจิ๊กซอว์ปริศนา ปราสาทเมืองสิงห์?

“ภาพสันนิษฐานชิ้นส่วนรอยต่อพระพุทธรูป”

คำอธิบายภาพประกอบชิ้นส่วนประติมากรรมหินทรายสองชิ้น ภายในอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุ ณ อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ทำให้การมาเยือนเทวาลัยริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยของผมครั้งนี้ แตกต่างจากครั้งก่อนที่มีระยะห่างกันนับสิบปีทีเดียว เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นชิ้นส่วนประติมากรรมหินทราย 2 ชิ้น ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเรียกว่า “จิ๊กซอว์ปริศนา”

ซึ่งหากดูภาพประกอบที่เป็นภาพวาดพระพักตร์พระพุทธรูป มีแนวโน้มจะให้ผู้ชมเข้าใจว่านี่คือ “ข้อสันนิษฐาน” ว่าจิ๊กซอว์ปริศนา 2 ชิ้นนี้ ชิ้นหนึ่งเป็นครึ่งบนของใบหู หรือพระกรรณขวาของพระพุทธรูป อีกชิ้นหนึ่งเป็นจมูก หรือพระนาสิก (ค่อนมาทางข้างซ้าย) ของพระพุทธรูป แต่ที่ทำให้เกิดปริศนาขึ้นในใจผู้ชม คือไม่มีคำอธิบายว่าโบราณวัตถุ 2 ชิ้นนี้ มาจากส่วนไหนของตัวปราสาท ต่างจากชิ้นอื่นๆ อาทิ พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระนางปรัชญาปารมิตา ฯลฯ ซึ่งล้วนระบุที่มาได้

ประเด็นสำคัญอันชวนพิศวง คือหากชิ้นส่วนแค่ครึ่งบนของพระกรรณขวา กับพระนาสิกซ้าย ยังมีขนาดใหญ่เท่านี้ (ชิ้นหนึ่งราว 1 x 3 ฟุต) แล้วพระพักตร์พระพุทธรูปองค์นี้จะใหญ่โตโอฬารสักเพียงใด? ตามมาด้วยคำถามว่าใหญ่ขนาดนี้ จะประดิษฐานไว้ตรงไหน ? และชิ้นส่วนที่เหลืออีกหลายชิ้น ที่ประกอบเป็นพระพักตร์พระพุทธรูปนั้น...หายไปไหน ?

ปราสาทเมืองสิงห์เป็นพุทธสถานฝ่ายมหายาน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศถวายแด่พระอวโลกิเตศวร ประมุขแห่งพระโพธิสัตว์ ต่างกับปราสาทหินส่วนใหญ่ที่เป็นฮินดูสถาน สร้างเพื่ออุทิศถวายแด่เทพเจ้าในศาสนาฮินดู อาทิ ปราสาทนครวัดสร้างถวายพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ปราสาทพนมรุ้งสร้างถวายพระอิศวร หรือพระศิวะ ฯลฯ ดังนั้น หากย้อนกลับไปที่คำอธิบายภาพประกอบจิ๊กซอว์ปริศนา 2 ชิ้นนี้ คำว่า “พระพุทธรูป” อาจมิได้หมายถึงพระพุทธรูป ซึ่งเป็นตัวแทนของพระโคตมพุทธเจ้าอย่างที่เราเข้าใจโดยทั่วไป

แต่อาจเป็นพระพักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อย่างที่โลกได้ประจักษ์แล้ว จากหมู่ปรางค์ทั้ง 54 ปรางค์ของปราสาทบายน ณ ใจกลางเมืองพระนครหลวง หรือนครธม ในกัมพูชา ปราสาทประจำรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 วีรกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในอุษาคเนย์ เมื่อราว 800 ปีก่อน พระองค์ทรงเลื่อมใสในศาสนาพุทธ นิกายมหายาน และทรงเชื่อว่าพระองค์เองเป็น “อวตาร” หรือการแบ่งภาคมาเกิดของพระอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณา แล้วแสดงออกถึงความเชื่อนั้น ด้วยการออกแบบงานประติมากรรมจำหลักหินเป็นรูปพระพักตร์พระอวโลกิเตศวร ขนาดใหญ่ 1.5 - 2 เมตร ประดับไว้ทั้งสี่ทิศของทั้ง 54 ปรางค์ รวมทั้งสิ้น 216 พระพักตร์ 432 พระเนตร เพ่งมองออกไปทุกทิศทาง หากที่ใดมีราษฎรตกทุกข์ได้ยาก พระองค์จะทรงยื่นพระหัตถ์ไปบรรเทา แต่หากที่ใดส้องสุมคนที่คิดร้ายต่อแผ่นดิน ก็จะถูกกำจัดสิ้น พระอวโลกิเตศวรจึงเป็นสัญลักษณ์ของพระเดชและพระคุณ ที่พระองค์ทรงมีต่ออาณาราษฎร

แล้วรัชสมัยชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724 - ราว 1763) กับปราสาทเมืองสิงห์ เกี่ยวพันกันอย่างไร ? ต้องไม่ลืมว่าห้วงยามนั้น ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน บางปะกง แม่กลอง แควน้อย ฯลฯ มีชุมชนคนไทอาศัยอยู่แล้วก็จริง แต่ยังไม่กรุงศรีอยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ สยามประเทศ และประเทศไทย หากเป็นดินแดนในพระราชอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยศิลาจารึกพบที่ปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนครหลวง (นครธม) ในกัมพูชา มีข้อความสรรเสริญความกล้าหาญ และพระราชกรณียกิจด้านงานบุญของวีรกษัตริย์พระองค์นี้ รวมถึงระบุชื่อเมือง 23 เมือง ที่อยู่ในพระราชอำนาจ อาทิ “ลโวทยะปุระ” คือเมืองละโว้ หรือลพบุรี ที่มีศาสนสถานศิลปะเขมรคือพระปรางค์สามยอด “ศรีชยวัชรปุรี” คือเมืองพริบพรี หรือเพชรบุรี ที่มีศาสนสถานวัดกำแพงแลง รวมถึง ศรีชยสิงหปุรี คือเมืองสิงห์ ที่มีปราสาทเมืองสิงห์ ก่อนที่จะมาเป็นตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแควน้อย เรื่อยไปจนถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำสาละวิน สะโตง และอิระวดี ช่วงพ.ศ.1724 - ราว1763 เป็นดินแดนของชาวมอญ แต่เวลานั้นตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรพุกามของชาวเมียนมาร์แล้ว นั่นหมายความว่า ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นหมุดหมายสำคัญทางทิศตะวันตกสุดของดินแดนในพระราชอำนาจของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นหัวเมืองสุดท้ายของราชอาณาจักรกัมพูชาฝั่งตะวันตก หากแม้นว่าไม่สามารถขยายอาณาเขตข้ามฝั่งลำน้ำแควน้อยไปได้ ก็จะต้องทำหน้าที่ดั่งปราการป้องกันไม่ให้ชาวเมียนมาร์รุกคืบข้ามมาได้เช่นกัน

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จารึกปราสาทพระขรรค์จะระบุว่า ศรีชยสิงหปุรี เป็น 1 ในบรรดาหัวเมืองที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระราชทาน “พระชัยพุทธมหานาถ” ไปประดิษฐานไว้เป็นดั่งตัวแทนของพระองค์ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็อาจมีความเป็นไปได้ ที่จะมีพระพักตร์พระอวโลกิเตศวรขนาดใหญ่ประดับไว้ที่ปราสาทเมืองสิงห์ เช่นเดียวกับที่ปราสาทบายน โดยมีจิ๊กซอว์ปริศนา 2 ชิ้น ที่อาคารจัดแสดงโบราณวัตถุ ณ อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเมืองสิงห์...เป็นตัวตั้ง

ปัจจุบัน วัดมหาธาตุเชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ยังเป็นแห่งเดียวในเมืองไทย ที่มีหลักฐานว่ารับแนวคิดการประดับพระพักตร์พระอวโลกิเตศวรไว้ที่ซุ้มประตูทางเข้า แต่ก็เป็นงานปูนปั้นขนาดเล็ก มิใช่งานแกะสลักหินขนาดใหญ่เช่นที่ปราสาทบายน ดังนั้น หากสามารถนำชิ้นส่วนที่เหลือมาต่อจิ๊กซอว์รูปนี้สำเร็จที่ปราสาทเมืองสิงห์ ก็จะเป็นพระพักตร์พระอวโลกิเตศวรที่ทรงคุณค่าทางโบราณคดีอีกชุดหนึ่งของโลก

ทว่า แล้วใครล่ะ จะขี่ม้าขาวมาต่อจิ๊กซอว์ปริศนานี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้?