ทานตะวัน ปู๊น..ปู๊น..

ทานตะวัน ปู๊น..ปู๊น..

ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงปล่อยผีของชาวจักรยานมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะลมหนาวมาทีไรหัวใจกับสองขามักจะสั่นระริกทุกที

ไม่ใช่สั่นเพราะหนาวเหน็บแต่สั่นเพราะอยากจะออกไปปั่นโต้ลมหนาวให้หายอยากหลังจากอัดอั้นกันมาในฤดูฝนก่อนหน้านี้ ประจวบเหมาะกับเริ่มช่วงวันหยุดยาวของหลายคนแล้ว สำหรับอีกหลายคนรออีกไม่กี่วันก็ได้หยุดยาวในเทศกาลแห่งความสุข จะปั่นไปเที่ยวไหนวางแผนกันแล้วหรือยัง...

สำหรับนักปั่นผู้รักการเดินทางอาจจับเจ้าสองล้อคันโปรดยัดใส่ท้ายรถหรือขึ้นแร็คไปปั่นเที่ยวตามที่ต่างๆ แต่อาจหลงลืมไปว่าช่วงหยุดยาวที่มีเวลาว่างนานๆ การได้ใช้ชีวิตแบบเนิบช้าแบบ 'ถึงก็ช่าง..ไม่ถึงก็ช่าง..' โดยไม่ต้องเหนื่อยกับการขับรถให้เมื่อย นับเป็นทางเลือกที่ดีทีเดียว เหมือนอย่างที่ผมได้ไปใช้บริการรถไฟไทยเมื่อเร็วๆ นี้

ผมไม่ใช่นักปั่นที่มีก๊วนเป็นกิจลักษณะ ครั้งนี้จึงได้ติดสอยห้อยตามไปกับการรถไฟแห่งประเทศไทยในทริปพิเศษ 'นั่งรถไฟไปปั่น ชมทุ่งทานตะวัน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์'

เวลาตีสี่กว่าๆ ณ สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ในความคิดของผมคงต้องเงียบเหงาชวนง่วงแน่นอน แต่ในความจริงช่างแตกต่าง เพราะแม้จะยังไม่สว่างทว่าหลายชีวิตกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในสถานีรถไฟสุดคลาสสิกแห่งนี้ ผมจูงจักรยานเข้าไปในสถานีแล้วไปที่ชานชาลาเพื่อรอเวลานัดพบตอนหกโมงเช้า

แล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นโดยนักปั่นผู้ร่วมทริปทยอยลำเลียงจักรยานขึ้นบนโบกี้พิเศษในขบวนรถนำเที่ยวที่ 921 ซึ่งโบกี้พิเศษนี้มีที่ล็อคจักรยานแบบแนวตั้งให้บริการมากกว่า 20 คัน วิธีการล็อคก็ง่ายเพียงยกจักรยานให้เข้าล็อค ล้อหน้าขึ้นไปเกี่ยวกับตะขอแล้วพันแถบตีนตุ๊กแก...เท่านี้จบ

ก่อนรถไฟจะแล่นไป ผมลุ้นอยู่ในใจว่าจักรยานของผมและของคนอื่นๆ จะหลุดลงมาเสียหายหรือเปล่า จนกระทั่งรถไฟเคลื่อนขบวนไป ทั้งทางตรง ทางโค้ง ข้ามสะพาน จักรยานทุกคันนิ่งสนิท ไร้กังวล

เช้าตรู่แบบนี้ อากาศดีทีเดียว วันที่ผมเดินทางไม่หนาวมาก ลมที่พัดเข้ามาชวนให้หลับสบาย ผมผล็อยหลับไปจนกระทั่งสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงฮือฮาจากผู้โดยสารคนอื่นๆ ผมมองออกไปนอกหน้าต่างสิ่งที่เห็นทำให้รู้ว่าผมมาถึงจุดหมายแรกแล้ว

รถไฟจอดสนิท ผมและนักท่องเที่ยวกรูกันลงไป ถึงแม้เวลานี้คือสิบโมงเช้า แดดสายไม่มีผลต่อความกระหายอยากจะได้สัมผัสดอกทานตะวันที่เบ่งบานเหลืองอร่ามเต็มทุ่ง รถไฟนำเที่ยวเส้นทางนี้จะจอดให้นักท่องเที่ยวได้แวะชม ชิม ช็อป และแชะ ที่ทุ่งทานตะวันก่อนจะเดินทางต่อ เรามีเวลามากพอจะเดินลุยไปในทุ่งกว้างที่ไม่มีอะไรนอกจากดอกทานตะวันดอกโต

ที่นี่ดูเหมือนจะถูกใจนักท่องเที่ยวมากทีเดียว เพราะแค่หยอดค่าเข้าชมเพียงสิบบาททุ่งแห่งนี้ก็แทบจะเป็นสวรรค์ของคุณเลย จะชื่นชมดอกไหน หรือถ่ายภาพสักกี่ใบก็ตามใจ ผมเองก็ไม่รอช้าคว้ากล้องขึ้นมาถ่ายดอกทานตะวันสวยๆ และไม่พลาดที่จะเซลฟี่กับพระเอกของเราในตอนนี้ซึ่งมีเต็มทุ่ง

หลังจากถ่ายภาพเสร็จ รถไฟยังจอดนิ่ง คงยังไม่ถึงเวลาเดินทางต่อ ผมลดระดับความตื่นเต้นลงนิดหน่อยเพื่อมองทุ่งทานตะวันแห่งนี้อย่างช้าๆ มองให้กว้าง และไกลที่สุด เท่าที่มุมรับภาพในสายตาของผมจะมีได้ สีเหลืองของดอกและสีเขียวของลำต้นตัดกับสีฟ้าเข้มของท้องฟ้าฤดูหนาว (ที่ต่างจังหวัด) สวยงามเหลือเกิน

อย่างที่บอกไปว่านักท่องเที่ยวจะได้ชม ชิม ช็อป และแชะ ตอนนี้ที่ขาดคือชิมกับช็อป ซึ่งเติมให้เต็มได้ด้วยบรรดาผลิตภัณฑ์จากดอกทานตะวันที่เกษตรกรนำมาขายที่หน้าทุ่งทานตะวันด้วย ผมได้ลองชิมน้ำเมล็ดทานตะวัน (หรือน้ำดอกทานตะวัน...ไม่แน่ใจ) รสชาติดีคล้ายน้ำเก็กฮวย ยิ่งตากแดดจนกระหายน้ำยิ่งวิเศษ!

ผ่านไปราวสี่สิบนาที เจ้าหน้าที่รถไฟส่งสัญญาณว่าได้เวลาเดินทางต่อ เราใช้เวลาบนรถไฟอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงสถานีเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ นักปั่นทุกคนลำเลียงจักรยานลงจากโบกี้รถไฟ คนหนึ่งยก อีกคนรับ เจ้าของจักรยานกล่าวขอบคุณ นี่เป็นภาพที่หาได้ไม่ง่ายนักในสังคมตัวใครตัวมัน แต่ยังหาได้ในสังคมจักรยาน

จักรยานทุกคันพร้อมแล้ว แดดกำลังทวีความรุนแรง ผ้าบัฟ (สำหรับปิดหน้าและคอ) กับปลอกแขน กลายเป็นไอเทมยอดนิยมขึ้นมาทันที มิเช่นนั้นคงจบทริปแล้วกลายเป็นถ่านกันหมดแน่นอน

เราเริ่มปั่นจากสวนเฉลิมพระเกียรติในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไปที่จุดชมวิวซึ่งไม่ไกลนัก แต่ได้เห็นท้องน้ำกว้างใหญ่ มีภูเขาเป็นฉากหลัง และที่เป็นไฮไลท์หากมาทันคือ ภาพรถไฟแล่นผ่านสะพานเหนือเขื่อน เหมือนรถไฟกำลังแล่นบนผิวน้ำ อะเมซิ่งไทยแลนด์มากๆ แต่ว่าผมปั่นไปไม่ทัน ชาวบ้านที่ตกปลาแถวนั้นบอกว่ารถไฟเพิ่งผ่านไปเมื่อกี้นี้เอง...จบข่าว

ผมแบกความผิดหวังขึ้นหลังอานแล้วปั่นไปตามทางอีก 4 กิโลเมตรกว่าๆ แม้เส้นทางจะราดยางมะตอยราบเรียบและระยะไม่ไกล แต่ด้วยแสงแดดที่ส่องลงกลางกระหม่อมก็ทำให้ล้าได้พอสมควร ทว่านักปั่นทุกคนดูจะยังคึกคักกับประสบการณ์บนเส้นทางนี้ เพียงครู่เดียวก็มาถึง 'ตลาดน้ำบ้านน๊อกก บ้านนอก'

นี่ไม่ใช่การเขียนเสียดเย้ยตลาดน้ำแห่งนี้นะครับ แต่ตลาดน้ำนี้ชื่อนี้จริงๆ ผมเองก็เพิ่งเคยได้ยินและเพิ่งเคยได้มาครั้งแรก เพราะตลาดน้ำบ้านน๊อกก บ้านนอก เพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเที่ยวเมื่อประมาณเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง จึงถือเป็นตลาดน้ำแห่งใหม่และกำลังค่อยๆ สร้างชื่อเสียง

ถึงแม้จะเพิ่งเปิดไม่นาน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ไม่น้อยเลย โดยที่ตลาดแห่งนี้มีทำเลที่ค่อนข้างดี คือมีพื้นที่กว้าง มีพื้นที่สูงต่ำแบบเชิงเขา และมีบ่อน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง อีกไม่นานนี้ก็จะเปิดให้นักท่องเที่ยวขาลุยได้มากางเต็นท์ที่ริมน้ำกันด้วย

หากมองถึงจุดแข็งของตลาดน้ำนี้คงเป็นที่ทำเล ซึ่งยังมีความเป็นธรรมชาติพอสมควร แต่ข้อด้อยก็มี อย่างเรื่องเล็กๆ ที่ชาวจักรยานใส่ใจเช่นที่จอดจักรยานก็ไม่มี ต้องรวมกลุ่มกันจอดแล้วมีคนเฝ้าสักคนสองคน หากมาเดี่ยวก็ต้องหาต้นไม้หรือเสาเพื่อจอดแล้วล็อคไว้ หรือแม้กระทั่งเรื่องใหญ่ๆ อย่างร้านค้ากับสินค้าที่ตอนนี้ยังมีไม่มาก ก็ทำให้นักท่องเที่ยวอย่างผมไม่ได้เสียสตางค์ซื้ออะไรติดไม้ติดมือ ได้แต่ไปถ่ายรูปลิงยักษ์สุดแนวที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าตลาด และนั่งดื่มน้ำเย็นๆ ที่ร้านกาแฟด้านหน้า

เดินตลาดน้ำเสร็จนักปั่นทุกคนก็มุ่งหน้าไปที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์อีกครั้ง จากตลาดน้ำไประยะทาง 4.8 กิโลเมตร ถนนหนทางก็ค่อนข้างดี และไม่ซับซ้อน อ่านป้ายแล้วปั่นตามไปได้เลย ไม่มีหลง

ที่เราต้องรีบปั่นกลับไปที่เขื่อนป่าสักฯก็เพราะนี่เป็นขบวนรถไฟนำเที่ยวขบวนพิเศษ เวลาจึงค่อนข้างจำกัด หากจะกลับพร้อมผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ต้องมาทันเวลา และสำหรับนักปั่นควรมาถึงก่อนเวลานิดหน่อยเพื่อนำจักรยานขึ้นโบกี้ให้เรียบร้อย

แม้ระยะทางที่สองล้อได้ปั่นไปวันนี้จะสั้นนัก แต่ระยะทางที่หลายล้อ (รถไฟ) พาพวกเราไป บวกกับประสบการณ์อันน่าประทับใจกลับมากมายนัก

และที่สำคัญ ทำให้ผมรู้ว่าจักรยานก็ขึ้นรถไฟได้อย่างสะดวกสบายมาก