ภูมิพลังแห่งแผ่นดิน

ภูมิพลังแห่งแผ่นดิน

สืบสานแนวพระราชดำริผ่านพลังแห่งธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ต้นธารความมั่นคงทางพลังงานที่"พ่อ"ได้ปูทางเอาไว้ให้เรา

"อย่ารังแกธรรมชาติมาก เพราะธรรมชาติจะโกรธและลงโทษในที่สุด" พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนประสพนิกรของพระองค์อยู่เสมอนั้น ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลเพียงใด ทั้งในแง่ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ลม หรือไฟ

อย่างน้อยที่สุด พืชเป็นผลผลิตจากดิน น้ำ ถึงไร้รูปร่างแต่ก็ทรงพลัง และยังประโยชน์ ลม มองไม่เห็นแต่สัมผัสได้ แสงอาทิตย์ที่หล่อเลี้ยงชีวิต และเป็นต้นกำเนิดของพลังงานพื้นฐาน ปฏิสัมพันธ์อันแสนมหัศจรรย์ของธรรมชาติเหล่านี้ ถูกบอกเล่า และเป็นแบบอย่างผ่านโครงการตามแนวพระราชดำริเพื่อปวงชนของพระองค์

ดินดี เพราะพ่อสร้าง

วันที่ 5 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาแล้ว เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2555) ยังถูกกำหนดให้เป็น “วันดินโลก” เหตุผลสำคัญของการยกย่องวันนี้ให้เป็นอีกวันสำคัญของโลกก็เพราะพระราชกรณียกิจที่ทรงคิดค้น หาวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรดินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ และตัวพระองค์เองก็ยังทรงได้รับการยกย่องจากสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Sciences: IUSS) ให้เป็น “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยชาติ” (The Humanitarian Soil Scientist)

จากความตั้งพระทัยในการพัฒนาการเกษตร ซึ่งมี “ดิน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้เกิดแนวทางและทฤษฎีแก้ไขปัญหาเรื่องดินทั้งเรื่องปัญหาดินเสื่อมโทรมและปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกิน

ปัญหาดินไม่ดีที่เกิดขึ้นทั่วไทยมีทั้งดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินทราย ดินแข็ง ดินถูกชะล้าง ฯลฯ ซึ่งดินไม่ดีเหล่านี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นดินดีขึ้นมาได้ด้วยโครงการในพระราชดำริ

อย่างดินเปรี้ยวที่เกิดขึ้นจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ก็ได้โครงการ “แกล้งดิน” ช่วยฟื้นฟู โดยใช้วิธีการการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกัน เพื่อให้ดินนั้นอยู่ในภาวะเปรี้ยวมากๆ หรือเป็นกรดมากๆ จนถึงจุดที่พืชไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จากนั้นก็ทำการปรับปรุงดินด้วยวิธีการต่าง ๆ

หรือปัญหาของหลายพื้นที่ที่เมื่อดินถูกชะล้าง หน้าดินพังทลาย เกิดการสูญเสียธาตุอาหารในดิน “หญ้าแฝก” ก็เป็นตัวช่วยที่พระองค์ทรงเลือกนำมาใช้ในการป้องกันการอนุรักษ์หน้าดินไว้

การศึกษาทดลองปลูกหญ้าแฝกในโครงการพระราชดำริเริ่มที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย จังหวัดเพชรบุรี ด้วยขั้นตอนที่ง่าย ประหยัด หลังจากนั้นก็มีการนำวิธีนี้ไปสาธิตในที่ต่างๆ เช่น การปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ลาดชัน การปลูกเพื่อควบคุมร่องน้ำและกระจายน้ำ การปลูกเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในสวนผลไม้ โดยพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสที่ใช้เป็นแนวทางในการรักษาดินมาตลอดว่า

“การปรับปรุง พัฒนาที่ดินที่สำคัญ คือ ต้องอนุรักษ์ผิวดินซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไว้ให้ได้ ไม่ลอกหน้าดินทิ้งไป ต้องสงวนไม้ยืนต้นที่ยังเหลืออยู่ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผืนดินไว้”

ส่วนปัญหาใหญ่ที่มีมานานอย่างการไม่มีที่ทำกิน พระองค์ก็ทรงริเริ่มแนวทางการ "ปฏิรูปที่ดิน" เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรก่อนที่จะมีประกาศใช้ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ทรงเริ่มโครงการจัดการพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี โดยกันพื้นที่ป่าคุ้มครองกว่า 12,000 ไร่ มาจัดสรรให้แก่ประชาชนกว่า 80 ครอบครัวให้มีที่ดินทำกิน ซึ่งทำให้มีการดำเนินการปฏิรูปที่ดินแก่ชาวไร่ ชาวนา ในหลายพื้นที่ตามมา

นอกจากจะคิดค้นสารพัดวิธีการแก้ปัญหาดินแล้ว การก่อเกิดศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็มีขึ้นตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อคอยแก้ไขปัญหาเรื่องดิน และฝึกอบรมประชาชนให้รู้จักการพัฒนาดิน

จากการยอมรับในพระปรีชาสามารถในระดับสากล แสดงให้เห็นว่า องค์ความรู้ที่ได้จากการตั้งใจลงพื้นที่เพื่อพัฒนาดินในแต่ละครั้งนั้นไม่เคยสูญเปล่า และยังสามารถนำไปใช้ได้กับ “ทั่วโลก” อีกด้วย

สายธารแห่งพระราชหฤทัย

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในหลวงของชาวไทยสนพระราชหฤทัยเกี่ยวกับการพัฒนาแหล่งน้ำมากเป็นพิเศษ ดังพระราชดำรัส ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า

"...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ไม่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...”

ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติมากว่า 68 ปี จึงได้มีโครงการในพระราชดำริที่เกี่ยวกับน้ำเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกหรือการชลประทาน จนถึงการบรรเทาปัญหาอุทกภัย อาทิ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์, โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก, โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว จังหวัดลำพูน, โครงการห้วยองคต จังหวัดกาญจนบุรี, โครงการพัฒนาเบ็ดเสร็จลุ่มน้ำสาขาแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน, โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เขื่อนขุนด่านปราการชล, โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำทอน จังหวัดหนองคาย

นอกจากนี้ก็ยังมี โครงการแก้มลิง ที่ทรงสังเกตเห็นจากพฤติกรรมของลิงเวลากินกล้วย มักเก็บตุนไว้ที่แก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนภายหลัง จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ทรงใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ด้วยการควบคุมปริมาณน้ำและผันน้ำส่วนเกินไปเก็บไว้ในบ่อน้ำขนาดใหญ่ แล้วใช้อิทธิพลน้ำขึ้น-น้ำลง ช่วยระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย

โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย ตามแนวทฤษฎีการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "น้ำดีไล่น้ำเสีย" โดยใช้หลักการตามธรรมชาติแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Flow) ใช้น้ำคุณภาพดีมาผลักดันน้ำเน่าเสียออกไป และช่วยให้น้ำเน่าเสียมีสภาพเจือจางลง โดยเปิดประตูอาคารควบคุมน้ำรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงจังหวะน้ำขึ้นและระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนระยะน้ำลง และโปรดให้มีการขุดลอกคลองเปรมประชากรเพื่อให้เป็นคลองสายหลักในการผันน้ำคุณภาพดีไปช่วยบรรเทาให้น้ำเสียเจือจางลง

และสำหรับผักตบชวาที่หลายคนว่าไร้ค่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยังทรงเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ โดยพระราชทานคำแนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ผักตบชวามากรองน้ำเสีย เพราะผักตบชวามีคุณสมบัติทำหน้าที่เป็นตัวกรอง เป็นเสมือนเครื่องกรองน้ำธรรมชาติ โดยได้มีการนำเอาผักตบชวามาใช้กรองน้ำเสียครั้งแรกที่ โครงการบึงมักกะสันอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

และยังมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ "คลองลัดโพธิ์" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2523 ให้ปรับปรุงคลองลัดโพธิ์ บริเวณคุ้งน้ำช่วงที่ไหลผ่านเขตพื้นที่บางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ระยะทาง 18 กิโลเมตร ให้เหลือเพียง 600 เมตร เพื่อย่นระยะทางการไหลของน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาให้ไหลลัดลงสู่ทะเลได้สะดวก และรวดเร็วขึ้น อันจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างดี พร้อมกันนี้ก็ยังได้เพิ่มประโยชน์โดยนำพลังงานน้ำมาผลิตเป็นพระแสไฟฟ้าได้สำเร็จโดยกังหันพลังน้ำต้นแบบผลิตกระแสไฟฟ้าตามแนวพระราชดำริฯ

..ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา หรือแก้ปัญหา ทั้งหมดล้วนสะท้อนใจความสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงย้ำอยู่เสมอว่า "น้ำคือชีวิต" นั่นเอง

ลมในสายพระเนตร

"ลม" เป็นอีกเรื่องที่มีแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ปฏิบัติงานนำไปศึกษาพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรของประเทศไทย

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดามีการใช้พลังงานลมมานานแล้ว โดยใช้ในการวิดน้ำเพื่อถ่ายเทน้ำของบ่อเลี้ยงปลานิล หรือที่ "โครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริ" ก็ถือเป็นรูปธรรมอันชัดเจนอีกแห่งตามพระราชประสงค์เพื่อให้เป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด และเพื่อเป็นแนวทางในการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2551

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสให้นำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามลักษณะภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม จาก "กังหันลมต้นแบบ" จำนวน 10 ตัวแรก เพื่อเป็นตัวอย่างทางด้านพลังงาน อีกทั้งยังสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กลายเป็นทุ่งกังหันลมในปัจจุบันที่เจือจุนไฟฟ้าไปทั่วพื้นที่โครงการ

อีกแห่งหนึ่งคือ กังหันลมบริเวณโครงการสระเก็บน้ำพระราม 9 หนึ่งในโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขอุทกภัย ตั้งอยู่ระหว่างคลองรังสิต 5 และ 6 แยกเป็น 2 สระด้วยกัน ซึ่งพื้นที่โดยรอบสระได้ถูกปรับแต่งเป็นสวนสาธารณะเพื่อให้เป็นสถานที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไป มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.) จึงได้จัด "โครงการพัฒนาอุทยานเฉลิมพระเกียรติบริเวณโครงการสระเก็บน้ำพระราม 9" เพื่อสนองพระราชดำริ โดยการนำพลังงานทดแทนอย่าง ลม และแสงอาทิตย์มาสร้างระบบผลิตกระแสไฟฟ้าหมุนเวียนต่อเนื่องในพื้นที่ช่วงกลางวันจะอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์เป็นหลัก ขณะที่ในช่วงเย็นหรือกลางคืนจะอาศัยพลังงานลม

นอกจากนี้ "ฝนหลวง" ก็ถือเป็น "ลม" ตามแนวพระราชดำริอีกเรื่อง โดยใช้การ "เหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า" โดยดูจาก "ความชื้น" ของจำนวนเมฆ และสภาพของ "ทิศทางลม" ประกอบกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดขั้นตอนของกรรมวิธีการทำฝนหลวงขึ้นเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ คือ ก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน และโจมตี โดยมีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ชนิดต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งนอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงภาวะฝนแล้งแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำเพื่อการคมนาคม ป้องกันและบำบัดภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย

แสงส่องทางของปวงไทย

"รถคันนี้ ใช้น้ำมันปาล์ม 100%" ข้อความจากสติ๊กเกอร์ที่ติดด้านท้ายรถยนต์พระที่นั่งครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ซึ่งสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงสายพระเนตรอันกว้างไกลที่ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยในปาล์มน้ำมันในฐานะ "พลังงานทดแทน" ตั้งแต่สมัยที่คนส่วนใหญ่ยังไม่เคยแม้แต่จะได้ยินคำว่า "ไบโอดีเซล"

นับถอยหลังไป ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ทรงทอดพระเนตรสวนปาล์ม ที่อ.ควนกาหลง จ.สตูล เมื่อ 9 กันยายน พ.ศ. 2518 พระองค์ให้ความสนพระราชหฤทัยในปาล์มน้ำมันเป็นอย่างมากในฐานะเป็นพืชที่สร้างคุณประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย จนกระทั่งในปี พ.ศ.2526 ได้ทรงมีพระราชกระแสว่า ควรจะมีการส่งเสริมให้เกษตรกรสวนปาล์มรายย่อยเหล่านี้ ได้มีโอกาสรวมกลุ่มกันทำการสกัดน้ำมันปาล์มในรูปของโรงงานขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุนต่ำ และโปรดให้มีการทดลองพัฒนาไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์ดีเซลตามแนวพระราชดำริ โดยโปรดให้ทดสอบกับเครื่องจักรกลการเกษตรก่อนซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นอย่างดี และทรงทดลองให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยพระองค์เองด้วยรถยนต์พระที่นั่งที่ประทับใช้เมื่อครั้งเสด็จฯ ไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์เขื่อนคลองท่าด่าน เมื่อพ.ศ.2544 ดังที่กล่าวมาข้างต้น

นอกจากนี้ การพัฒนา "แก๊สโซฮอล์" ยังเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินตรวจเยี่ยมโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดาใน พ.ศ.2528 โดยทรงมีพระราชดำรัสให้ศึกษาการผลิตเอทานอลจากอ้อย เพราะอนาคตอาจเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาอ้อยตกต่ำ การแปรรูปอ้อยเป็นเอทานอลจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้อีกทาง

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลในเรื่องพลังงานทดแทน นอกเหนือจากโครงการพัฒนาไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอล์เพื่อใช้แทนน้ำมันที่ถือเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในการค้นหาและทดลองพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ อาทิ การนำแกลบมาเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง หรือแม้แต่มูลโคก็ทรงโปรดให้นำมาผลิตเป็นแก๊สชีวภาพ โดยทรงมุ่งเน้นในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า

และภายในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากแนวพระราชดำริโครงการหลวง ฯลฯ ยังมีการนำ "พลังงานแสงอาทิตย์" มาใช้หลากหลายรูปแบบภายในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆ เช่น ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในภูมิภาคต่าง ๆ โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ โครงการฟาร์มตัวอย่างบ้านพุระกำ จังหวัดราชบุรี โครงการศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ และโรงเรียนจิตรลดา ฯลฯ พร้อมกันนี้ ยังทรงโปรดให้มีการพัฒนา "พลังงานลม" เพื่อนำมาใช้งานในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาอีกด้วย

...การทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญาความสามารถ และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อประชาชนชาวไทยตลอดมา สมพระนาม "ภูมิพล" อันหมายถึง "พลังแห่งแผ่นดิน" ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยทั้งประเทศ