เมืองเสมางาม...กมลาไสย

เมืองเสมางาม...กมลาไสย

“วัตถุโบราณบางชิ้น กรมศิลป์เรายังไม่มีสวยๆ เท่านี้เลย”

เป็นการให้สัมภาษณ์ของเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรที่เข้าร่วมตรวจสอบโบราณวัตถุจากคลังทรัพย์สินของแก๊งนายพลตำรวจสอบสวนกลางที่กำลังเป็นข่าว และในบรรดาทรัพย์สินเหล่านั้น มีโบราณวัตถุและพระพุทธรูปโบราณล้ำค่ามากมาย จนเป็นที่มาของคำให้สัมภาษณ์นั้นนั่นเอง ผมก็เลยมานึกถึงเหตุการณ์ที่มันดูจะคล้ายๆ กัน แต่ไปเกิดกับใบเสมาที่ว่าสวยที่สุดในประเทศไทย ที่เมืองฟ้าแดดสงยาง หรือเมืองกมลาไสย ในกาฬสินธุ์ในปัจจุบัน

ถ้าบอก เมืองฟ้าแดดสงยาง คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี อาจจะงงๆ ที่พอสนใจหน่อยก็คงเป็นชื่อที่ฟังดูเก๋ไก๋ แต่ถ้าหากบอกว่าเป็นที่ตั้งของ “พระธาตุยาคู” หลายคนอาจจะร้องอ๋อ... เพราะพระธาตุยาคู เป็นหนึ่งในสิบพระธาตุอีสาน ที่ได้ไปกราบไหว้สักการะแล้วจะเป็นสิริมงคลกับตัว พระธาตุยาคู คือสิ่งปลูกสร้างที่ยังหลงเหลือจากอดีตอันรุ่งโรจน์ของเมืองฟ้าแดดสงยางมาจนถึงปัจจุบัน

หากย้อนไปในสมัยทวารวดีที่พุทธศาสนาเริ่มเข้ามาสู่ดินแดนแห่งสุวรรณภูมิ โดยว่ากันว่าในบ้านเรานั้นศูนย์กลางน่าจะอยู่ย่านนครปฐม ไม่ก็สุพรรณบุรี (ก็อย่างที่ผมบอกมาหลายครั้งว่าเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดีนี่ล้วนแล้วแต่เป็นการสันนิษฐาน พูดง่ายๆ ก็เดานั่นแหละ เพราะไม่มีใครเกิดทันยุคสมัยนั้นสักคน แต่การเดานั้นเดาโดยมีหลักการ มีหลักฐาน มีข้อสนับสนุนไม่ใช่มโนไปตามเรื่อง)

ที่นักวิชาการเขาสันนิษฐานว่าเป็นเมืองร่วมสมัยกับทวาราวดีก็เพราะมีการขุดค้นได้โบราณวัตถุเพียบ พระดินเผา เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องประดับพวกลูกปัด ที่เจอในย่านภาคกลาง ก็มาเจอที่นี่ ประกอบกับพระพุทธรูป อย่างพระนอนที่สลักบนเพิงผาหินที่วัดภูค่าว ก็เป็นลักษณะแบบคุปตะ-ปาละ ซึ่งเป็นอิทธิพลจากทางอินเดีย แพร่เข้ามากับศาสนาในยุคนั้น นักโบราณคดีเขาถึงได้ว่าน่าจะเป็นเมืองหรือชุมชนสมัยทวาราวดี

ดูภาพถ่ายทางอากาศ ผังของเมืองฟ้าแดดสงยาง จะเป็นรูปสี่เหลี่ยม กำแพงเมือง ซึ่งทำเป็นคูดินนั้นมีสองชั้น คงไม่ใช่การทำเพิ่มเพื่อป้องกันข้าศึก แต่น่าจะเป็นการสร้างกำแพงเมืองอีกชั้นเพื่อการขยายเมืองออกไปมากกว่า แล้วเมืองแบบไหนที่ถึงขนาดต้องขยายเมืองออกเพื่อรองรับผู้คน ก็ต้องเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง เมืองที่สงบร่มเย็น ผู้คนน่าจะฝักใฝ่ทางธรรมกันมาก และน่าที่จะมีวัดอยู่ในดินแดนนี้อย่างมาก เพราะมีการขุดค้นพบใบเสมาอย่างมากมาย ซึ่งใบเสมานี้เขาไม่ได้ทำเล่นๆ แต่ทำเพื่อใช้ปักเขตสีมา หรือพื้นที่บริสุทธิ์ของสงฆ์ในการทำสังฆกรรม (ไปค้นดูเรื่องใบเสมาที่ผมเคยเขียนที่นี่เมื่อหลายปีก่อนประกอบครับ) เมื่อพบใบเสมามาก ก็ย่อมหมายถึงมีวัดมากไปด้วย แล้วบ้านเมืองแบบไหนที่ผู้คนจะสร้างวัดสร้างอารามกันมากมายขนาดนี้ ถ้าผู้คนแร้นแค้น อยู่กันด้วยความอดอยาก คนจะสนใจเรื่องศาสนาหรือ

แสดงว่าอิทธิพลของทวารวดี แพร่เขามาถึงดินแดนภาคอีสาน และน่าจะเจริญรุ่งเรืองที่เมืองฟ้าแดดสงยางนี้ สมัยผมเด็กๆ มีคนขุดค้นพบธรรมจักรได้ที่ทุ่งนาในเขต ต.หนองปรง เพชรบุรี ผู้คนก็ไปกราบไหว้กันมากมาย (ผมก็ด้วยคน) มาอ่านดูจึงรู้ว่าหนึ่งในสัญลักษณ์ทางศาสนาในสมัยทวาราวดีนั้นถ้าเป็นในภาคกลางมักจะสร้างธรรมจักรแบบที่ขุดพบในบ้านผม แต่ถ้าเป็นในภาคอีสาน มักจะสร้างเป็นใบเสมา ผมก็เลยมโนเอาว่า ถ้าอย่างนั้นใบเสมาที่พบเห็นที่เมืองฟ้าแดดสงยางนี้ อาจจะเป็นทั้งที่ปักเพื่อบอกเขตสีมา หรืออาจจะเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางศาสนาก็ได้ อันนี้ผมมโนเอานะครับ

ตอนที่นักโบราณคดีเขาขุดค้นเมืองฟ้าแดดสงยาง พบใบเสมาขนาดใหญ่มากมาย ชนิดที่ว่า เกลื่อนกลาด แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังพบเห็นตามหัวไร่ปลายนา ชาวนาไถนาไปเจอใบเสมาจมอยู่ในดินก็มี (รอแต่การขุดเอาขึ้นมาเท่านั้น) ใบเสมาของเมืองฟ้าแดดนั้นผมก็ศึกษาเรื่องนี้มาบ้าง ตามไปดูใบเสมาโบราณมาหลายที่ทั้งโคราช ขอนแก่น อุดร ชัยภูมิ ฯลฯ ผมว่าใบเสมาที่เมืองฟ้าแดดสงยางนี่แหละที่สวยที่สุด

ใบเสมาที่นี่มักทำเป็นแผ่นกว้าง หนา ไม่สูงมากนัก (บางที่จะเรียวสูง 2 เมตรก็มี) เมื่อมีเนื้อที่จึงมักสลักเป็นเรื่องราวในพุทธชาดก เป็นตอนสำคัญต่างๆ อย่างเช่นใบเสมาที่สวยที่สุด ตอนพิมพาพิลาป อันมีเนื้อความมาจากตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระนางพิมพายโสธรา ผู้เคยเป็นพระชายา เมื่อสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังปราสาทที่ประทับของพระนาง โดยมีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ สองอัครสาวก รวมทั้งพระเจ้าสุทโธทนะพระบิดาร่วมเสด็จ พระนางพิมพาทรงเศร้าโศกเสียพระทัย ด้วยคิดว่าพระพุทธเจ้าทรงทอดทิ้ง พระนางตกอยู่ในความทุกข์ตลอดมา พระเจ้าสุทโธทนะจึงทูลพระพุทธเจ้าถึงความดีของพระนางพิมพาว่า เป็นสตรีที่จงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า ไม่เคยแปรพระทัยเป็นอื่นเลยตลอดเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากไป

พระพุทธเจ้าตรัสต่อพระบิดาว่า พระนางพิมพาจะได้ทรงซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระองค์แต่เฉพาะในชาตินี้ก็หาไม่ แม้ในอดีตชาติหนหลังอีกหลายชาติ พระนางก็เป็นคู่ทุกข์คู่ยากผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ตลอดมา แล้วพระพุทธเจ้าตรัสสอนสั่งอีกเป็นอันมากให้พระบิดาและพระนางพิมพาฟัง พระนางฟังแล้ว จึงสร่างโศกและคลายความเสียพระทัย เกิดปิติโสมนัสในพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบลง พระนางพิมพายโสธราก็ได้บรรลุพระโสดาบันหรือโสดาปัตติผลขณะ

เหตุการณ์ตอนนี้ถูกจำหลักบนใบเสมาแห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์ แสดงตอนที่พระนางพิมพา สยายผมเช็ดพระบาทพระพุทธเจ้า อันเป็นการแสดงความเคารพอันสูงสุด ซึ่งวัฒนธรรมความเชื่อนี้แพร่หลายมากในดินแดนล้านช้าง ล้านนา ไทใหญ่ อย่างกรณีที่มะเมี๊ยะจะถูกส่งตัวกลับมะละแหม่ง นางก็แสดงการเคารพอันสูงสุดต่อเจ้าน้อยสุขเกษมโดยการขยายผมเช็ดพระบาท เช่นกัน

เรื่องราวที่จำหลักในใบเสมาเมืองฟ้าแดดจึงเป็นทั้งคำสอนและสัญลักษณ์ แม้ใบเสมาที่จำหลักตอนพิมพาพิลาปของจริงจะถูกนำไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติขอนแก่นก็ตาม แต่ทั้งที่วัดเสมาชัย และด่านทางเข้าสู่เมืองกาฬสินธุ์ ก็มีใบเสมาจำลองตอนนี้ปรากฏให้เห็นอยู่

ก่อนนี้มีข่าวว่าเสมาสวยๆ หลายชิ้นถูกนำไปยังเมืองนอกเมืองนา เหลือไว้นี่ก็สวยแล้วแต่ไม่รู้ว่าใช่ชิ้นที่สวยที่สุดไหม แต่ตอนนี้ยังมีเสมาสวยๆ จำหลักเรื่องราวชาดกต่างๆ อีกหลายใบ รวมไว้ที่วัดเสมาชัย ใกล้ๆ พระธาตุยาคู

หวังว่ากระทรวงท่องเที่ยวฯจะจัดหางบประมาณมาสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เป็นเรื่องเป็นราว ทำสื่อความหมายให้น่าสนใจ ให้คนรู้จักคุณค่า รู้ที่มาที่ไป ผมว่าคนไทยจะเห็นคุณค่าเอง

เรื่องเหล่านี้ต้องเอามาบอกเล่า ของเก่า ไม่เล่าเดี๋ยวลืม มีโอกาสผ่านไปกมลาไสย กาฬสินธุ์ เข้าไปไหว้พระธาตุยาคูแล้ว เลยไปดูเสมาสวยๆ กันครับ ไปดูซะก่อนที่จะไปค้นพบในคลังสมบัตินายพลคนไหนอีก...