ขยะ "กิน" ได้

เลิกเถอะวัฒนธรรม "เหลือกิน เหลือใช้" เพราะคุณอาจจะกลายเป็น "คนแปลก(แยก)" ในสังคมก็เป็นได้

เคยมั้ย...

สั่งอาหารที่อยากกินจนล้นโต๊ะ แต่สุดท้ายก็เหลือไว้ทุกจาน /กักตุนอาหารไว้ในตู้เย็นให้มากที่สุด อยากกินอะไร เปิดเมื่อไรก็จะได้กิน /โยเกิร์ตที่ซื้อไว้หมดอายุไปตั้งแต่เมื่อวาน กินไม่ได้ ทิ้งดีกว่า/ ผักมีรู หน้าตาไม่สวย อย่ากินเลย/ สั่งพิซซ่ามา แต่ว่ากลัวอ้วน กินชิ้นเดียวก็พอ/ น้ำเปล่าที่เหลือไว้ อย่าหยิบติดมือไปนะ อายเค้า ฯลฯ

สารพัดพฤติกรรมทำให้เกิด "ขยะอาหาร" (Food Waste) ที่มีปริมาณมากถึง 1.3 ล้านตันต่อปี นี่เป็นสถิติรวมจากทั่วโลกเมื่อปี 2556 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UNFAO)

อาจมีคนสงสัยว่า แล้วยังไง?

ในขณะที่หลายคนมองว่า การบริโภคเป็นเรื่องส่วนบุคคล มีกำลังซื้อกำลังจ่ายก็สามารถบริโภคได้แบบไม่ต้องเกรงใจใคร แต่รู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมดังกล่าวนั้นสร้างปัญหาให้กับสังคมและโลกใบนี้อย่างร้ายกาจที่สุด

วิกฤตขยะอาหาร

เป็นเรื่องจริงที่โลกเราผลิตอาหารได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงประชากรที่มีอยู่กว่า 7 พันล้านคนทั่วโลก แต่เพราะพฤติกรรม "กินทิ้งกินขว้าง" ทำให้อาหาร 1 ใน 3 นั้นกลายเป็นขยะ และทุกๆ วัน ประชากรโลก 1 ใน 8 คน มีภาวะอดอยาก ซึ่งมากกว่าครึ่ง เป็นชาวเอเชีย!!

ข้อมูลนี้ได้รับการเปิดเผยจาก ดร.โรซา เอส.โรเล Senior Agro-Industries and Post-Harvest Officer แห่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (UNFAO) ในงานสัมมนาเรื่อง "วิกฤตขยะอาหาร ลดการสูญเสีย เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อโลกมีพอกิน" (Save Food For A Better World) โดยเจ้าหน้าที่แห่ง UNFAO กล่าวว่า ขยะอาหารส่งผลลบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก และเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้เพาะปลูกโดยไม่จำเป็น

หากมองในแง่เศรษฐกิจ การสูญเสียที่เกิดขึ้นส่งผลต่อห่วงโซ่อาหาร และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1 ล้านล้านดอลล่าห์ต่อปี ที่สำคัญอาหารที่กลายเป็นขยะ ยังทำให้ประชากร 870 ล้านคนทั่วโลก ตกอยู่ในสภาวะ "ผู้หิวโหย"

"เราสูญเสียอาหารตั้งแต่ก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวพืชผล โดยเฉพาะอยางยิ่งในประเทศกำลังพัฒนา โดยพืชผลที่เพาะปลูกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้สูญเสียไประหว่างเส้นทางจากฟาร์มสู่ตลาด คิดเป็นประมาณ 15-50 เปอร์เซ็นต์ของผักผลไม้ และ 12-37 เปอร์เซ็นต์ของธัญพืช นอกจากนี้ผู้บริโภคยังทิ้งขว้างอาหาร ด้วยนิสัยการจับจ่ายและการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้ออาหารปริมาณครั้งละมากๆ แต่ไม่มีการวางแผนบริโภคและเก็บรักษาที่ดีพอ นอกจากนี้หลายๆ ประเทศยังมีวัฒนธรรมกินให้เหลือไว้ในจานอีกด้วย"

ดร.โรซา ยังบอกอีกว่า ขยะอาหารเป็นปัญหาระดับโลก ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศที่กำลังพัฒนา การรณรงค์ให้ประชาชนลดการทิ้งขว้างอาหารถือเป็นเรื่องจำเป็น โดย UNFAO ได้นำเสนอกลยุทธ์ทั้งระดับนโยบาย เช่น คิดภาษีสำหรับอาหารที่ทิ้งขว้าง ซึ่งเกาหลีใต้และญี่ปุ่นนำไปใช้แล้ว ส่วนในระดับภาคธุรกิจบริการด้านอาหารมีการนำเสนอการคิดเงินลูกค้าหากรับประทานไม่หมด หรือสนับสนุนให้ลูกค้าเก็บอาหารที่รับประทานไม่หมดกลับบ้าน

"หลายประเทศในยุโรปเริ่มรณรงค์แล้ว อย่างในอังกฤษ ภัตตาคารหลายแห่งจะมี Doggy Box หรือ Doggy Bag เป็นกล่องใส่อาหารกลับบ้านที่รีไซเคิลได้ไว้ให้บริการลูกค้า แล้วกล่องพวกนี้ก็จะมีลวดลายสวยงาม เป็นผลงานศิลปะเลยนะ ทำให้ขยะอาหารที่จะเกิดขึ้นนั้นลดปริมาณลง" ดร.โรซา กล่าว

ของกินได้จากถังขยะ

หากทั่วโลกสามารถลดการสูญเสียหรือการทิ้งขว้างอาหารได้เพียง 1 ใน 4 ของขยะอาหารในปัจจุบัน โลกจะมีอาหารเพียงพอสำหรับเลี้ยงดูผู้หิวโหยเกือบหนึ่งพันล้านคน!!

ร็อบ กรีนฟิลด์ ไม่ได้มีรายชื่ออยู่ใน 870 ล้านคนที่อยู่ในภาวะอดอยาก แต่เขาเป็นอเมริกันชนที่อยากเรียกร้องให้เกิดความตระหนักถึงความสิ้นเปลืองในการบริโภคอาหาร จึงริเริ่มโครงการ Food rescued from dumpsters เพื่อนำขยะอาหารจากถังขยะทั่วไปมาจัดแสดงว่าแต่ละวันเรากินทิ้งกินขว้างมากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญขยะอาหารบางอย่างยังกินได้

เช่นเดียวกับ บัพติส ดูบันเชท นักสิ่งแวดล้อมชาวฝรั่งเศส ที่ปั่นจักรยานจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เดินทางกว่า 3,000 กิโลเมตร ไปยังกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ เพื่อต่อต้านการบริโภคอาหารสิ้นเปลือง โดยระหว่างทางบัพติสจะบริโภคเฉพาะอาหารที่หาได้จากถังขยะเท่านั้น

ไม่มีใครรู้ว่าความหิวโหยหน้าตาเป็นเช่นไร จนกว่าท้องไส้จะเริ่มปั่นป่วน อดัม ไวสส์แมน ชายชาวอเมริกันดำรงตนในฐานะ "ฟรีแกน" (Free+Vegan) มานานเกือบ 20 ปี เขาไม่ได้เริ่มต้นเพราะความหิว แต่การหาของกินตามถังขยะสะท้อนถึงความรู้สึกขัดเคืองที่อดัมมีต่อระบบอุตสาหกรรมการบริโภค ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังไม่เป็นธรรมกับเพื่อนร่วมโลกผู้หิวโหย อดัมจึงใช้ตัวเองเป็นสื่อกลางในการรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงความอัปยศของระบบบริโภคนิยม

แม้จะไม่มีตัวเลขว่าสิ่งที่นักเคลื่อนไหวหลายๆ คนในหลายๆ ภูมิภาคปฏิบัติอยู่นั้น ช่วยให้ปริมาณขยะอาหารลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างไร แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ยืนยันได้ว่า กว่าครึ่งหนึ่งของขยะอาหารสามารถนำกลับมารับประทานได้จริง และมันไม่ควรถูกทิ้งให้เป็นขยะ

"100 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ทิ้งเอามากินได้ 70 เปอร์เซ็นต์ในช่วงอากาศเย็น" ตาล-จิตจุฑา ปัญจะสุวรรณ นักศึกษาทุนอีราสมุส มุนดุส(Erasmus Mundus) ที่ได้ทุนไปศึกษาต่อสาขาสังคมสงเคราะห์ รุ่น 1 ใน 5 ประเทศ คือ อังกฤษ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส โปรตุเกส และโปแลนด์ ยืนยัน แน่นอนว่า ตาลไม่ใช่ "ฟรีแกน" แต่เธอเคยใช้ชีวิตต่างแดนด้วยการคุ้ยถังขยะกินมาแล้ว

ตาล บอกว่า ไม่แน่ใจว่ามีประเทศไหนบ้างที่เอาอาหารหมดอายุ หรืออาหารจากถังขยะมากิน แต่จากประสบการณ์คือ เดนมาร์กกับฝรั่งเศส ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทั้ง 2 ประเทศมีเหมือนกันนั่นคือ การแยกขยะและอากาศเย็น

"อากาศเย็นไม่เป็นอุปสรรคต่อการนำอาหารจากขยะมากิน มีอากาศช่วงเดือนกรกฎาคมเดือนเดียวที่อาจจะร้อนเกินที่จะเอามากินได้ ส่วนการแยกขยะ หลักๆ คือ ขวดแก้ว กระดาษ พลาสติก และอื่นๆ ดังนั้นอาหารมันจะไม่ปนกับขยะอื่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์มันอยู่ในหีบห่อเป็นส่วนใหญ่ เพราะแพ็คเกจจิ้งด้วย ทำให้อาหารยังสะอาด"

นักศึกษาทุนคนเดิมบอกว่า เหตุที่ต้องออกไปหาอาหารตามถังขยะเป็นเพราะต้องการประหยัด และเพื่อนๆ ในต่างประเทศที่มีฐานะยากจนจริงๆ พวกเขาใช้ชีวิตแบบนี้เป็นปกติ ทุกเย็นวันพุธและศุกร์เธอจึงขี่จักรยานตามเพื่อนๆ ไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อหาของกินได้ในถังขยะ

"ตอนไปถึงเราแยกไม่เป็น อะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ เพื่อนเลยคุ้ยอาหารแล้วเราเก็บใส่ถุง ตอนไปถึงมีคนอื่นๆ ทำอยู่ก่อน ไม่ใช่เฉพาะคนจน มีคนจนจริงด้วย และคนปกติธรรมดา คนที่เดินผ่านมาเขาก็มองจริงๆ นะ เรารู้สึกแปลกๆ แต่มันเป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น คนที่เก็บอาหารด้วยกันก็ช่วยกัน ถ้าเจออะไรที่เขาไม่ต้องการเขาก็ให้เรา ประเด็นหลักจากปากเพื่อนคือ มันเป็นของฟรี ได้ของมาทีก็สามกระเป๋า กระเป๋าสะพายหลังอ่ะพี่ อยู่ได้อาทิตย์นึง เพราะที่จริงเมนูอาหารฝรั่งเศสมันผสมผักผลไม้เยอะๆ มันก็กินได้แล้ว แรททาทุย(Ratatouille) เหมือนในการ์ตูน เป็นอาหารคนจนที่ผสมผักเยอะๆ"

นอกจากเรื่องเล่าการผจญภัยในถังขยะแล้ว สิ่งที่ตาลสะท้อนกลับมาน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเธอบอกว่า ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาพยายามผลิตอาหารให้คนทั่วโลกมีกิน แต่ประเทศพัฒนาแล้ว และผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ก็ยังกินทิ้งกินขว้างทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิต นี่เป็นความเหลื่อมล้ำที่โลกต้องหันกลับมามอง

ตัดวงจรก่อนเป็นขยะ

อย่างที่บอกว่าขยะอาหารเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก เพราะไม่เพียงแค่กระทบกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่มันยังสะเทือนไปถึงการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ของผู้คนอีกเกือบหนึ่งพันล้านคน

ประเทศไทย แม้จะยังไม่มีบุคคลหรือหน่วยงานใด ที่ทำการรณรงค์เรื่องการลดการสร้างขยะอาหารอย่างจริงจัง แต่ปัญหาขยะทั่วไปที่เพิ่มปริมาณสูงขึ้น ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจ และตระหนักถึงรายละเอียดของปัญหาเหล่านั้นมากขึ้น

สากล ฐินะกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่า ประเทศไทยมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยในปี 2556 มีขยะมูลฝอยปริมาณ 26.77ล้านตัน ในจำนวนนี้มีขยะอาหารมากถึง 64 เปอร์เซ็นต์ แต่ความสามารถในการกำจัดขยะทำได้ไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของขยะที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทำให้มีขยะมูลฝอยตกค้าง ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย และส่งผลต่อภาวะโลกร้อน

ส่วนการแก้ไขปัญหาขยะให้ได้ผลที่สุด สากล บอกต้องแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คือต้องสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่สั่งอาหารจนรับประทานไม่หมด ต้องรับประทานอาหารให้หมดจาน หรือที่เรียกว่า กิน อยู่ รู้คิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

"จริงๆ เรามีวัฒนธรรมการกินที่ผิดมาตลอด และเราจะเหนียมอายถ้าทำอะไรที่สังคมไม่ทำ เช่น ถ้าเอาอาหารกลับ คนก็จะก็มองว่า ขี้เหนียว เราก็จะปล่อยไว้ในร้านหาร ในโรงแรม อาหารเหลือเขาก็ทิ้งเลย นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เสียไปเยอะ ภาระตามมาคือขยะอาหาร เมื่อก่อนบ้านเราไม่ค่อยมีปัญหา เพราะเรามีสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นการกำจัดขยะอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้หลายๆ โรงแรมก็มีการเก็บขยะอาหารของโรงแรมไปให้สัตว์เลี้ยง ก็ถือเป็นการลดปริมาณขยะอาหารได้ อีกอย่างเรื่องการนำขยะไปทำปุ๋ยหมัก ก๊าซชีวภาพ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าหันมาเพิ่มพลังงานธรรมชาติก็น่าจะเกิดประโยชน์หลายทาง"

วิธีลดปริมาณขยะอาหารของประเทศไทยที่เห็นอยู่โดยทั่วไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ แห่ง จะมีการนำอาหารมาลด แลก แจก แถม ในช่วงท้ายสุดของวัน เพื่อเป็นการส่งออกอาหารและลดการเกิดขยะอาหารให้ได้มากที่สุด

เช่นห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ที่ใช้วิธีนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีนโยบายการลดการสูญเสียอาหารในรูปแบบอื่นด้วย เรื่องนี้ ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้จัดการ แผนกกิจการสาธารณะ เทสโก้ โลตัส อธิบายว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วการสูญเสียอาหารจะเกิดที่บ้านมากกว่า แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาการสูญเสียจะเกิดจากการผลิต และการขนส่ง ซึ่งสูญเสียไปประมาณ 1 ใน 3 ของอาหารทั้งหมด

"สิ่งที่เราทำคืออันดับแรกคือลดการสูญเสียจากระบบของห่วงโซ่อาหาร โดยการวางแผนร่วมกับเกษตรกร สองสร้างกระแสสังคมให้ผู้บริโภคลดการทิ้งขว้างอาหาร เราต้องตระหนักว่า การสูญเสียอาหารเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันทำให้เกิดภาวะขาดอาหารในเพื่อนร่วมโลกของเรา และสามปันอาหารที่จะถูกทิ้งขว้างให้กลายเป็นอาหารที่มีประโยชน์ขึ้นมา อันนี้เราทำชัดเจน เช่น ไข่แม้จะมีฟองเดียวที่แตกด้วยการขนส่งหรืออะไรก็ตาม ด้วยมาตรฐานการจำหน่ายเราไม่สามารถเอาแพ็คนั้นมาจำหน่ายได้ ในอดีตมันจะกลายเป็นขยะทันที ไข่ 1 โหล แตก 1 ฟอง อีก 11 ฟองก็จะกลายเป็นขยะ ดังนั้นมันจึงเกิดโครงการนี้ขึ้นมา "โครงการปันไข่ให้น้องยิ้ม" โดยเริ่มจากโรงเรียนหรือมูลนิธิที่อยู่ใกล้เคียงกับศูนย์กระจายสินค้าของเรา เราเลือกไข่แตกทิ้งไป แล้วคัดฟองที่ยังดีส่งถึงมือน้องๆ ภายใน 1-2 วัน เพื่อไข่นั้นๆ จะได้เป็นอาหารของน้องๆ แทนที่จะเป็นของเสีย ที่ผ่านมาเรามองข้าม แต่ตอนนี้เราต้องหันมาทำเรื่องนี้กันแล้ว" ชาคริต สรุป

การลดการสูญเสียและทิ้งขว้างอาหาร ไม่เพียงแค่ลดปัญหาเรื่องการไม่มีทรัพยากรธรรมชาติที่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้มีอาหารเพียงพอต่อผู้บริโภคทุกคนด้วย