ครม.ไฟเขียวปี 2558 ปีท่องเที่ยววิถีไทย-รับเป็นวาระแห่งชาติ "เอกชน"หนุนรัฐ ดันรายได้ท่องเที่ยว 1.4 ล้านล้าน
ครม.ไฟเขียวปี 2558 ปีท่องเที่ยววิถีไทย-รับเป็นวาระแห่งชาติ "กอบกาญจน์" ชี้ช่วยกระจายรายได้เชื่อมโยงท่องเที่ยวกับชุมชน มั่นใจปลายปีดีขึ้น คาดเดือน ธ.ค.ตัวเลขนักท่องเที่ยวเป็นบวก 6% เอกชนหนุนรัฐ ระบุช่วยกระจายรายได้ท่องเที่ยว ขยายฐานการตลาดกว้างขึ้น ดันเป้ารายได้ท่องเที่ยว 1.4 ล้านล้าน ถือเป็นช่วงเหมาะสมแสดงเอกลักษณ์ไทยรับปีเออีซี
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน วานนี้ (12 พ.ย.) ว่า ที่ประชุมครม. เห็นชอบให้ปี 2558 เป็นปีท่องเที่ยววิถีไทย และเป็นวาระแห่งชาติ ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอให้
วัตถุประสงค์เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และถูกต้องตามวิถีไทย การท่องเที่ยวของไทยเน้นที่อัตลักษณ์ของความเป็นไทย เพื่อให้รู้จักวิถีชีวิตของคนไทย ทั้งศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ชาติ และธรรมชาติเป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าจะเป็นจุดขาย และน่าสนใจที่สุด คือ ชีวิตความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบัน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากต่างประเทศ
นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า เป็นการกระจายรายได้ที่ดี เพราะการท่องเที่ยววิถีไทย จะไปเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวตามหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ ที่มีการพัฒนา นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมความเป็นอยู่ และซื้อสินค้าต่างๆ เพราะการท่องเที่ยววิถีไทยจะสร้างให้ชุมชนมาดูแล
"การท่องเที่ยววิถีไทยเป็นการตอบโจทย์คนที่เคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองไทยครึ่งหนึ่ง คือ คนที่เคยมาแล้วมากกว่า 1 ครั้ง ซึ่งเขาต้องการแหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลใหม่ๆ ให้คนที่เคยมาแล้วอยากกลับมาอีก หรือคนที่มาใหม่ก็จะได้เห็นความเป็นไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นการตอบโจทย์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ทำให้นักท่องเที่ยวใช้เวลานานมากขึ้น จากเดิมเฉลี่ย 8-9 วัน เพิ่มเป็น 9-10 วัน หรือ 10-11 วัน ค่าใช้จ่ายต่อหัวก็จะเพิ่มขึ้น"
การโปรโมทโครงการท่องเที่ยววิถีไทยดำเนินการไปแล้ว โดยใช้งบ 60 ล้านบาท ส่วนของจังหวัดมีการเตรียมการเพื่อสร้างจุดขาย และเข้ามาดูแลแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ นอกจาก 10 เมืองใหญ่ที่เป็นเมืองหลักที่มีการสร้างมุมมองใหม่ในการท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต กระบี่ พังงา หาดใหญ่ ยังมี 12 จังหวัดใหม่ที่เป็นเมืองต้องห้ามพลาด ที่กระจายครบทุกภาค ได้แก่ ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ บุรีรัมย์ เลย ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ราชบุรี สมุทรสงคราม ตราดและจันทบุรี
ขณะนี้นักท่องเที่ยวเข้าใจสถานการณ์ของไทย และไม่มีการกดดันเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก โดยนักท่องเที่ยวจากยุโรป อังกฤษ และจีน ถือว่ายังไม่ลดลง ถึงวันนี้แนวโน้มการท่องเที่ยวเพิ่งขึ้นแล้ว เพียงแต่สถานที่ท่องเที่ยวจะกระจายออกไปและนักท่องเที่ยว จะบินตรงไปยังสถานที่นั้นๆ เลย เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย เป็นต้น
สำหรับวันนี้นักท่องเที่ยวเริ่มเพิ่มมากขึ้นเป็นบวกตั้งแต่เดือน ต.ค. โดยเฉพาะเดือนธ.ค. คาดว่า มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 6% และยอดการจองที่พักและตั๋วเครื่องบินเป็นบวก และตลอดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยว 25-25.5 ล้านคน ส่วนปีหน้านักท่องเที่ยวจะเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปีนี้ นักท่องเที่ยวจะตกจากปีที่ผ่านมา 1 ล้านคน เพราะสถานการณ์การเมืองช่วงปีที่ผ่านมา
ด้านนายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) คาดว่า จะช่วยกระจายรายได้การท่องเที่ยวจากเมืองใหญ่สู่เมืองเล็ก เพราะสินค้าท่องเที่ยวประเภทนี้ จะอยู่ภายในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ การที่รัฐบาลประกาศขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วยวิถีไทย ยังมีประโยชน์ในเชิงขยายฐานการตลาด ทำให้มีสินค้าใหม่ๆ มานำเสนอ
สิ่งที่ต้องการให้เร่งดำเนินการคู่ขนานกันไป คือ การพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง เพื่อเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวเข้าถึงชุมชน เพราะชุมชนที่มีเอกลักษณ์และน่าสนใจส่วนใหญ่ ก็ยังเป็นแหล่งที่เข้าถึงยาก และบางแห่งยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเพียงพอต่อการต้อนรับการท่องเที่ยว
นายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวว่า การประกาศปีการท่องเที่ยววิถีไทยปีหน้า เป็นช่วงที่เวลาที่เหมาะสมในการสร้างรับรู้สินค้าท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ของไทย สอดคล้องกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยอาจจะต้องปรับตัวสินค้าตอบโจทย์เรื่องความสนุกสนาน ที่เป็นเอกลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยที่ต่างชาติและคนไทยชื่นชอบ
"หากในวันนี้ต้อนรับแห่งละ 1,000 คนต่อวัน ถ้าในอนาคตจะเพิ่มเป็น 3,000 คนต่อวัน จะมีมาตรการอะไรในการปกป้อง เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาคอร์รัปชัน ในการที่บริษัทนำเที่ยวจะมาใช้วิธีติดสินบน เพื่อหวังนำคณะทัวร์เข้าไปเกินจำนวนที่กำหนด"นายยุทธชัย กล่าว
ทั้งนี้ภายใต้การประกาศปีการท่องเที่ยววิถีไทย ในปีหน้า ททท.ตั้งเป้ารายได้การท่องเที่ยวจากตลาดต่างประเทศไว้ 1.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 22% เทียบกับปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้ราว 1.2 ล้านล้านบาท ส่วนรายได้จากตลาดในประเทศวางไว้ที่ 8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เทียบกับปีนี้ที่คาดว่าจะปิดที่ 7.05 แสนล้านบาท





