เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคนในวงการจักรยานโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลคงได้ครึกครื้นกันไม่น้อย
เพราะที่สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ถูกแปลงโฉมกลายเป็นพื้นที่แห่งจักรยาน หันไปมุมไหนก็จักรยาน หันไปทางนั้นก็นักปั่น หันมาทางนี้ก็น่าเสียสตางค์...!
ก่อนซื้อจักรยานสักคันหลายคนคงมีคำปฏิญาณในใจกันว่าจักรยานจะนำมาซึ่งความประหยัดมัธยัสถ์ ซื่อสัตย์ มีวินัย (สองอันหลังไม่เกี่ยว)
ที่ว่าจะประหยัดก็เพราะจักรยานเป็นยานพาหนะที่ไม่กินน้ำมัน กินแต่แรงคนปั่นกับน้ำมันหยอดโซ่อีกนิดหน่อยเท่านั้น แต่เชื่อเถิดว่านักปั่นเกือบร้อยละร้อยต้องประสบปัญหาการเงินมากบ้างน้อยบ้างตามแต่จะระงับกิเลสตัวเองได้แค่ไหน เพราะนอกจากจักรยานสักคันแล้วยังมีอุปกรณ์เสริมมากมาย ทั้งหมวกกันน็อคสวยๆ, ชุดปั่นเท่ๆ, ถุงมือคู่งาม, ไฟหน้าไฟท้าย, กระติกน้ำ, แว่นตากันแดด, บลา บลา บลา
สิ่งจำเป็นก็จำเป็นไป แต่สิ่งไม่จำเป็นก็มีเยอะเหลือเกินที่นักปั่นยอมเสียสตางค์ซื้อหามาเป็นเจ้าของด้วยความหวังต่างๆ นานา เช่น มันจะเสริมห่อ เสริมรวย เสริมศักยภาพให้ปั่นดีขึ้น (เหรอ...) และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ถึงอย่างไรกระเป๋าสตางค์ใครก็กระเป๋าสตางค์มัน จะใช้จ่ายอย่างไรก็เรื่องของคุณ (และเรื่องของผมด้วย)
เมื่อกระแสจักรยานมาแรง ธุรกิจเกี่ยวกับจักรยานก็แรงตาม ยุคนี้จึงมีตลาดนัดจักรยาน คือ ขายของเกี่ยวกับจักรยานทั้งใหม่และเก่า เกิดขึ้นมากมายทุกมุมเมือง แต่ถ้าพูดถึงงานจักรยานที่ใหญ่โตโอฬารจนกลายเป็นที่รอคอยของนักปั่นแล้วล่ะก็ งาน A Day Bike Fest ต้องติดหนึ่งในนั้นแน่นอน เพราะงานจักรยานสุดแนวงานนี้นอกจากจะมีสินค้ามากมายมาเรียกเงินออกจากกระเป๋านักปั่นแล้ว ยังมีธีมงานเจ๋งๆ และกิจกรรมให้นักปั่นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานอยู่ทุกครั้ง
ปีนี้ก็เช่นกัน...
ต้องยอมรับว่าผมไม่ได้ปั่นจักรยานเข้าเมืองมานานนับเดือนแล้ว แถมตอนนี้ยังเหลือจักรยานเสือหมอบเพียงคันเดียวด้วย อย่างที่รู้กันว่าถนนกรุงเทพฯ ไม่สิ ถนนประเทศไทยนั้นเข้าขั้นพื้นผิวดาวอังคาร การปั่นจักรยานทางเรียบอย่างเสือหมอบจึงไม่ค่อยตอบโจทย์นัก แต่ผมไม่มีทางเลือกมากนัก หากจะไปงานจักรยานก็ควรปั่นจักรยานไป...จริงไหมล่ะ
งานเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วผมไปถึงสองวัน เพราะวันแรกไปสำรวจ วันที่สองไปซื้อของและฟังเสวนา ทว่าผมไปด้วยรถไฟฟ้าแล้วเดินต่อจากอโศกไปถึงสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน (เมื่อยมาก...!)
ด้วยค่าที่ปีนี้ผมเลือกปั่นไป จึงนึกแผนที่ในหัวคร่าวๆ ว่าจะปั่นไปทางไหน แล้วก็ปั่นไปทันที โดยที่ในกระเป๋าหลังผมเตรียมที่ล็อคจักรยาน อุปกรณ์ปะยาง และเสื้อกันฝนไปด้วย หน้าฝนแบบนี้ (เอ๊ะ! เข้าหน้าหนาวแล้วนี่นา...แต่ฝนยังตก) เราไว้ใจอะไรกับท้องฟ้าไม่ได้เลย ฉะนั้นเตรียมตัวเปียกไว้ย่อมดีกว่า
เส้นทางเดิมที่ผมเริ่มต้นคือถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง ลากยาวไปจนถึงสี่แยกอ่อนนุชแล้วเลี้ยวตัดเข้าถนนศรีนครินทร์ ถือว่าราบรื่นพอสมควร จนกระทั่งเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนพัฒนาการ, เพชรบุรีตัดใหม่ มุ่งหน้าสู่คลองตัน สัจธรรมแห่งชีวิตจึงบังเกิด...
ถนนสายนี้ไม่เหมาะปั่นจักรยานอย่างยิ่ง เพราะทั้งแคบและมีหลุมบ่อตลอดทาง พอเลี้ยวหลบหลุม-หลบฝาท่อที่หันร่องตรงรับกับล้อจักรยานพอดีก็เจอรถยนต์ผู้เป็นเจ้าของถนนเบียดอีก ผมจึงได้ทดสอบความแข็งแรงของจักรยานหลายหลุมทีเดียว
ต่อสู้กับถนนสุดห่วยและแดดร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟมาจนถึงสถานีแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ภายนอกเหมือนไม่มีอะไร แต่พอปั่นเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเจอจุดรับฝากจักรยานที่มีพนักงานคอยรับรถ, ให้บัตรจอดรถ และเฝ้าจักรยานเราอย่างดี ดีชนิดที่ว่าผมไม่ได้หยิบที่ล็อคจักรยานออกจากกระเป๋าเพราะไว้ใจทีมงานมาก แล้วผมก็เดินเข้าไปในสถานี
ขึ้นบันไดเลื่อนไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงพิธีกรพูดคุยกันสนุกสนาน เรื่องราวในบทสนทนาก็หนีไม่พ้นเรื่องจักรยานและสินค้าที่มาเปิดร้านขายกันเยอะกว่าปีที่แล้ว (วัดด้วยสายตา)
ผมตรงไปที่จุดลงทะเบียน ถึงแม้ปีนี้งานนี้จะจบไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ปีหน้าและปีอื่นๆ ผมแนะนำให้ผู้ร่วมงานมาลงทะเบียนที่นี่ก่อน เพราะข้อมูลทุกอย่างจะเป็นประโยชน์แก่ผู้จัดงาน และบางทีอาจได้ของสมนาคุณเล็กๆ น้อยๆ ด้วย
หลังจากลงทะเบียนก็ไปเดินด้อมๆ มองๆ ดูสินค้าตามร้านต่างๆ ทั้งที่คุ้นหน้าคุ้นตาจากงานอื่นๆ และที่เป็นหน้าใหม่ในวงการธุรกิจจักรยานก็มีให้เห็น เท่าที่ดูสินค้ากระจุกกระจิกจะมีมากกว่าจักรยานเต็มๆ คัน สำหรับผู้สนใจไปเลือกซื้อจักรยานยกคันกลับบ้านก็อาจไม่เหมาะนัก แต่งานแบบนี้ไม่ว่าจะงานนี้หรืองานอื่นๆ ก็มักจะมีของตกแต่งมาขายมากกว่าจักรยานอยู่แล้ว เพราะเรียกได้ว่าเหล่านี้คือสินค้าฟุ่มเฟือยที่นักปั่นซื้อแล้วซื้ออีก ซื้อกันได้บ่อยๆ พ่อค้าแม่ขายจึงนำมาจำหน่ายกันมาก
น่าแปลกใจมากที่งานนี้ผมไม่ได้เสียสตางค์สักบาทเดียว ไม่ใช่เพราะงกหรืออะไร แต่ยิ่งปั่นจักรยานมากขึ้นก็ยิ่งรู้ว่าอะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็น งานนี้อาจจัดตรงกับช่วงที่ผมมีของจำเป็นครบแล้วพอดี
ความสนใจของผมจึงไปตกอยู่ที่กิจกรรมและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเจ้าแห่งสิ่งประดิษฐ์อย่าง SCG ก็มีต้นแบบจักรยานที่ผลิตด้วยพลาสติกมาแสดงด้วย
เจ้า 'โม-ไบค์' คือนวัตกรรมเฟรมจักรยานจากพลาสติก ที่ทีมงานออกแบบพลาสติกดีไซน์คะตะลิสต์(Catalyst)ใช้เวลาออกแบบวิจัยและเก็บข้อมูลเชิงลึกทั้งเรื่องการใช้งาน วัสดุ ความสวยงาม และความเป็นไปได้ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม ซึ่งคุณสมบัติเด่นๆ ของเจ้าจักรยานพลาสติกคันนี้หากพัฒนาจนผลิตได้จริงคือเลือกสีสันได้ตามใจ และสีจะอยู่ในเนื้อพลาสติกไม่หลุดลอก ทั้งนี้การออกแบบที่ซับซ้อนแบบอสมมาตรจะช่วยเรื่องความสมดุลอีกด้วย
ส่วนเรื่องความแข็งแรงซึ่งน่าจะเป็นคำถามสำคัญในใจนักปั่น ทางผู้ออกแบบก็รับรองว่า 'โม-ไบค์' รับน้ำหนักได้มากถึง 280 กิโลกรัม
แต่นี่ก็เป็นเพียงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หวังว่ากระแสจักรยานบ้านเราจะไม่ดับไปเสียก่อน ผมกลัวเหลือเกินว่านวัตกรรมดีๆ จะไม่เกิดขึ้นเพราะไม่มีแฟชั่นมารองรับ
นอกจากจักรยานล้ำสมัยอย่างโม-ไบค์ งานจักรยานของ a day ย่อมต้องมีจักรยานแนวๆ มาจัดแสดงด้วย ใช่แล้วครับ ที่ชั้นสองของสถานีถูกเนรมิตเป็นส่วนจักรยานวินเทจและขายของมือสอง (มีมือหนึ่งขายด้วยอยู่เพียบ)
จักรยานวินเทจแต่ละคันก็ดูคลาสสิก มีมนต์ขลังสมกับได้ชื่อว่าวินเทจจริงๆ ผมจึงเดินวนดูแถวๆ นี้อยู่หลายรอบ แต่บอกตามตรงผมไม่ค่อยมีความรู้เรื่องยี่ห้อจักรยานสักเท่าไร ที่ดูก็เพราะความงามเท่านั้น...แต่ละคันงามจริงๆ
ถึงแม้ผมไม่ได้ซื้อของอะไรเลย แต่การเดินเล่นที่งานนี้ก็ทำให้ผมรู้ว่าวงการจักรยานบ้านเราขยายตัวมาถึงจุดสูงสุดแล้ว เมื่อสิบปีก่อนที่ผมปั่นจักรยานไปโรงเรียนยังแทบไม่เห็นจักรยานร่วมทางกับผมเลย แต่เดี๋ยวนี้น่าจะมีคนปั่นมากขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยเท่าตัว
และผมยังได้รู้อีกว่าถึงแม้คนจะซื้อจักรยานมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถนนบ้านเราจะดีขึ้นหรือเหมาะแก่การปั่นจักรยานเลย ถึงแม้จักรยานของผมจะไม่แตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะตกหลุมแถบคลองตัน แต่ข้อมือและแขนของผมก็ระบมมาจนถึงตอนนี้เลย





