ถึงจะดูดีมีเกียรติประวัติสำหรับคนที่มีรายชื่ออยู่ใน White List แต่...
ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากตกอยู่ใน ภาวะเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายหรือบังคับให้สูญหาย
..................
ทางเดินลับหายไปในราวป่า 'เขา'เดินเท้าหลายกิโลเมตรสู่หมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไป
ภาษาไม่คุ้นหู ผู้คนไม่คุ้นเคย ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับการทำงาน ตลอด 15 ปีในหมวกของนักพัฒนา วันนี้อมก๋อยไม่ต่างจากบ้านหลังที่สอง พี่น้องปกาเกอะญอเป็นเหมือนญาติสนิท ภารกิจหลักคือการต่อสู้เคียงข้างกับชาวบ้านเพื่อปกป้องสิทธิในทรัพยากร ทวงถามความเป็นธรรมให้กับคนชายขอบที่กำลังถูกคุกคามเบียดขับให้ออกจากบ้านจากป่าที่เคยหาอยู่หากินมาหลายชั่วอายุคน
...............
ถ้าเป็นหนังชีวิต เรื่องนี้ก็คงขึ้นต้นไม่ต่างจากอีกหลายเรื่องที่ผ่านมา ทั้งฉาก สถานการณ์ และบทบาทการแสดง
'ชาวบ้าน'ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวการทำลายป่า 'เจ้าหน้าที่'มาพร้อมกับอำนาจและอาวุธเพื่อปราบปราม ' เขา'ในนามของนักพัฒนา นักสิทธิมนุษยชน หรือนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนก็ตาม คือผู้ที่พยายามเป็นปากเป็นเสียงให้กับ ชาวบ้าน ซึ่งหลายๆ เรื่องจบลงด้วยการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของคนเหล่านี้ เฉกเช่นกรณีของ 'บิลลี่' พอละจี รักจงเจริญ แกนนำชาวกะเหรี่ยงแห่งผืนป่าแก่งกระจานที่ต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน ไม่มีใครพบเห็นเขามากว่า 6 เดือนแล้ว
"ผมในฐานะคนทำงานองค์กรเอกชนซึ่งทำงานในพื้นที่ที่มีปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรค่อนข้างรุนแรงอย่างอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ก็เคยถูกข่มขู่อยู่หลายครั้ง ที่แรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นผมถูกเจ้าหน้าที่กักตัวไว้ แล้วก็มาคุยเหมือนจะไม่ให้เข้ามายุ่งในพื้นที่ เขาทำท่าตบปืนอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายร่างกายหรืออะไร คงแค่ขู่ๆ" นิรันดร์ น้ำภูดิน มูลนิธิพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ เล่า
"ช่วงนี้พอมีนโยบายทวงคืนผืนป่า มีความพยายามปราบปรามผู้บุกรุก ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่สื่อสารไม่ได้ก็ถูกกล่าวหาถูกจับ เราเข้าไปช่วยก็เลยมีการบอกผ่านกลุ่มอื่นๆ มาว่า ให้ระวังตัวไว้บ้าง อย่าเข้าพื้นที่ อย่าไปยุ่งเยอะ"
ไม่ว่าจะถือเป็นคำเตือน หรือคำขู่ กรณีแบบนี้เคยเกิดและกำลังเกิดขึ้นกับคนทำงานเพื่อสังคมมากมาย ทั้งในและต่างประเทศ และมันเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า "การบังคับให้สูญหาย" (Enforced Disappearance) ซึ่งเป็นวิธีตัดตอนบุคคลที่ถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างได้ผล
"ในช่วง 10 ปีมานี้ เรามีนักสิทธิมนุษยชนนักปกป้องสิทธิชุมชนหายสาบสูญหรือถูกฆ่าโดยที่คดีความ ไม่มีความก้าวหน้ามากมาย แทบจะไม่มีสักคดีที่หาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการบังคับสูญหาย เรามีมาตั้งแต่ ปี 2534 สมัยคุณทนง โพธิอ่าน ประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ปี 2547 กรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร ปี 2551 เรามีคดีคุณกมล เหล่าโสภาพันธ์ ผู้ร้องเรียนปัญหาคอร์รัปชั่น แล้วปี 2557 เราก็มีบิลลี่หายไปอีก แล้วเราก็เชื่อกันต่างๆ นานาว่าตายแล้วบ้าง หาศพไม่เจอบ้าง ถูกเผาทำลายบ้าง แต่รัฐเองยังไม่ถือว่ากรณีของนักสิทธิมนุษยชนเหล่านี้เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องเข้ามาดูแล หมายถึงการให้ครอบครัวเขาเข้าถึงความยุติธรรมได้ มีกฎหมายที่พอเพียงในการที่จะเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ให้การเยียวยาดูแลครอบครัวของเหยื่ออย่างเหมาะสม เป็นต้น" อังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ภรรยาทนายสมชาย อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมที่หายตัวไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทวงถามถึงแนวทางที่ชัดเจนในการดูแลปัญหาดังกล่าว
ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง แต่การเพิกเฉยต่อการถูกทำร้ายหรือถูกทำให้หายไปของคนทำงานเพื่อสังคม คือการบั่นทอนกำลังใจของคนที่เสียสละเพื่อส่วนรวม และกัดกร่อนความหวังในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเท่าเทียม
"คนที่ถูกทำให้สูญหายไป ที่ผ่านๆ มาพวกเขามักจะถูกทำให้กลายเป็นคนไม่ดี เช่น ทนายสมชายถูกทำให้เป็นทนายโจร บางคนถูกทำให้เป็นคนบ้าๆ บอๆ เป็นคนทำลายป่า การสร้างความคลุมเครือ การทำให้เกิดหวาดระแวง ทำให้สังคมมองคนเหล่านี้แบบไม่ได้เป็นมิตร ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้การช่วยเหลือ และทำให้การต่อสู้ของครอบครัว ของคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนค่อนข้างโดดเดี่ยว"
สองทศวรรษที่ผ่านมา มีนักสิทธิมนุษยชนถูกบังคับให้สูญหาย ถูกอุ้มฆ่าและลอบสังหารไปแล้วกว่า 30 คน บิลลี่คือกรณีล่าสุดและอาจเรียกได้ว่าเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สังคมเริ่มเรียกร้องให้มีการทบทวนมาตรการเพื่อปกป้องคุ้มครองคนเหล่านี้ก่อนจะสายเกินไป ซึ่งการจัดทำ 'White List' ถือเป็นแนวทางหนึ่ง
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีคนคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ในต่างประเทศก็มี แต่บ้านเราเพิ่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเมื่อเร็วๆ นี้ โดยทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทนายความ ตำรวจ ทหาร ได้มีการประชุมและเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องจัดทำ White List หรือรายชื่อกลุ่มบุคคลซึ่งทำงานเพื่อสังคม ทำงานเพื่อประโยชน์ของชุมชน ซึ่งอาจจะไปขัดกับประโยชน์ของคนบางคนบางกลุ่ม มีความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายร่างกาย หรือถูกอุ้มหาย ซึ่งจะมีคณะทำงาน มีหน่วยงานเข้ามาคุ้มครองรวมทั้งเยียวยาด้วย" สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ กล่าว
ส่วนใครจะอยู่ในข่ายที่ได้ขึ้นบัญชีขาวบ้างนั้น ปิติกาญจน์ สิทธิเดช รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและ เสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม อธิบายว่าจะอ้างอิงจากนิยามของสหประชาชาติ กล่าวคือเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่เสียสละและทำหน้าที่เสี่ยงภัยเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนสิทธิในทรัพยากรชุมชน ทำเพื่อประโยชน์ต่อประเทศ โดยกรมคุ้มครองสิทธิฯจะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้
"เราจะตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อที่จะนำรายชื่อบุคคลที่เสี่ยงต่อการละเมิดซึ่งเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษย ชนมาขึ้นบัญชีไว้ แล้วประกาศให้ทราบว่าเขาเป็นบุคคลที่ทำงานเสียสละเพื่อชุมชนเพื่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อมจะต้องได้รับการคุ้มครองไม่ถูกอุ้มหายหรือบังคับให้สูญหายอีก โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจ คนในพื้นที่หรือใครก็ตามเมื่อทราบว่าบุคคลใดเสี่ยงหรือส่อแววจะเกิดอันตรายกับเขา ให้ส่งชื่อเข้ามา คณะกรรมการจะพิจารณาว่าบุคคลเหล่านี้เป็นบุคคลที่เราต้องเข้าไปคุ้มครองหรือเปล่า"
รูปแบบการคุ้มครองก็มีตั้งแต่ให้คำปรึกษา ติดตามถามไถ่ ไปจนถึงส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแล ซึ่งสุรพงษ์บอกว่าในรายละเอียดจะต้องมีการประชุมระดมความคิดกันอีกครั้งเพื่อให้ครอบคลุมและเกิดประโยชน์มากที่สุด
"เช่นระดับความรุนแรงที่ต้องเข้าไปคุ้มครองนี่ขนาดไหน บางคนอาจจะต้องคุ้มครองตลอด 24 ชั่วโมง บางคนอาจแค่มีการติดต่อสื่อสารกัน แล้วหน่วยงานที่เข้าไปคุ้มครองจะแบ่งกันอย่างไร หรือในกรณีที่เขาหายไป เพราะทำหน้าที่ปกป้องประโยชน์ส่วนรวม รัฐก็ต้องเข้าไปเยียวยาด้วยทั้งตัวเขาและครอบครัว เจ็บป่วยก็ต้องดูแล ให้คนมีกำลังใจที่จะทำงานเพื่อสังคมเพื่อส่วนรวม"
พร้อมกันนี้สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปก็คือการผลักดันร่างพระราชบัญญัติที่สอดรับกับอนุสัญญาต่างๆ ที่รัฐบาลไทยได้เคยไปลงนามไว้ เพื่อเป็นกรอบใหญ่ในการปกป้องนักสิทธิมนุษยชน
"อนุสัญญาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ได้แก่อนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาป้องกันบุคคลสูญหายจากการถูกบังคับ เราลงนามไปแล้วสองฉบับ ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติขึ้นมา โดยเอาสองเรื่องนี้มาอยู่ด้วยกัน เป็นร่างพระราชบัญญัติกี่ยวกับการป้องกันการทรมานและต่อต้านการบังคับสูญหาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งพิจารณาร่างนี้ร่วมกัน มีทั้งหน่วยงานทางด้านสิทธิมนุษยชน หน่วยงานด้านความมั่นคง คุยกันมาหลายครั้งแล้ว คิดว่าคุยกันอีกครั้งเดียวน่าจะจบแล้วเสนอเข้าครม. เราหวังว่าจะทันในสมัยสนช.นี้ ซึ่งก็จะทำให้ประเทศไทยมีการดูแลคนเหล่านี้อย่างเป็นระบบจริงจัง มีองค์กรมีวิธีการซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก"
ในฐานะผู้สูญเสียที่ทวงถามความเป็นธรรมมาตลอด อังคณา นีละไพจิตร เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อคุ้มครองคนที่ออกมาต่อสู้เพื่อคนอื่น
"คนเหล่านี้เราเรียกว่านักปกป้องสิทธิมนุษยชน คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง ไม่จำเป็นต้องเป็นที่รู้จัก เรามีคนที่ทำงานเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนสิทธิมนุษยชนมากมาย เป็นคนเล็กคนน้อยอยู่ในพื้นที่ในท้องถิ่นทุรกันดารในป่าในเขา เป็นคนซึ่งไม่มีใครรู้จัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่เขาไม่มีใครรู้จักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาจะหายไปได้เฉยๆ โดยที่ไม่ใครต้องรับผิดชอบ"
ทั้งนี้เธอมองว่าปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่เอื้อให้เกิดการบังคับสูญหาย ก็คือการไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุม
"เรามีกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ เรามีกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานฆาตกรรม มีกฎหมายเกี่ยวกับความผิดต่อชีวิต แต่ถ้าหากมีการเอาตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งไปแล้วบุคคลนั้นไม่ได้กลับมาอีกเลย เราไม่พบศพ กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้เลยว่ากรณีอย่างนี้เราจะเอาผิดกับผู้ที่กระทำความผิดได้อย่างไร มีคนเห็นบิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายอยู่กับเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งแล้วเขาก็หายไปไม่กลับมา อย่างดีที่สุดถ้าเราไม่พบศพ เราก็เอาความผิดได้แค่กักขังหน่วงเหนี่ยว แต่เราไม่สามารถเอาผิดฐานฆาตกรรมหรือทำให้สูญหายได้ พวกนี้จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการที่จะให้มีมาตรการทางกฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้ความคุ้มครองด้วย"
ไม่เช่นนั้นลำพัง Whte List อย่างเดียวก็อาจเป็นได้แค่คำสัญญาว่าจะปกป้องดูแล ซึ่งคงไม่เพียงพอที่จะรักษาชีวิตของคนทำงานในพื้นที่ห่างไกล จากประสบการณ์ของนิรันดร์ แนวทางนี้แม้จะเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งในการคุ้มครองคนทำงานเพื่อสังคม แต่ในทางปฏิบัติคงเป็นการยากหากจะต้องมีคนติดตามตลอดเวลา โดยเฉพาะในการลงพื้นที่ โจทย์ใหญ่จึงน่าจะอยู่ที่การสร้างความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่รัฐและสังคมในเรื่องสิทธิการจัดการทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม รวมถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ
"เราจะทำอย่างไรในการดูแลคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทำอย่างไรให้สิทธิชุมชนสิทธิมนุษยชนของคนที่อยู่ชายขอบได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง" คือคำถามสำคัญจาก อังคณา นีละไพจิตร
"ที่ผ่านมาเรามีรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ที่บัญญัติในเรื่องของสิทธิชุมชนอย่างชัดเจน รัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 66 ระบุเรื่องชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม มีสิทธิที่จะอาศัยอยู่และใช้ทรัพยากร พร้อมๆ กับมีหน้าที่ที่ต้องดูแลรักษาทรัพยากรด้วย แล้วเราก็หวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่นี้จะต้องมีมาตราซึ่งยังคงไว้ซึ่งการให้ความคุ้มครองกับชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมซึ่งถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรม"
"คนเราเลือกเกิดไม่ได้ บางคนอาจเกิดในเมืองหลวงในขณะที่คนอีกจำนวนหนึ่งเกิดตามชายชอบ เกิดในป่าในเขา แต่ไม่ว่าใครก็ตาม ไม่ว่าเกิดที่ไหนก็ตาม เขาจำเป็นจะต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐและมีสิทธิเท่าเทียมกัน" เธอสรุป
และเมื่อไหร่ก็ตามที่คนในสังคมนี้เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกกลุ่มทุกชาติพันธุ์ คงไม่มีใครคิดทำลายชีวิตของผู้อื่นเพียงเพื่อบรรลุความมุ่งหมายของตนเอง ...เมื่อนั้นเราอาจไม่จำเป็นต้องมีรายชื่อบุคคลที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ





