วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แด่ "ปริญญา" หมดหน้าตัก

จะ 1,500 หรือ 5,000 จะ 12,000 หรือ 20,000 เหล่านี้คือราคาที่บัณฑิต "ต้องจ่าย" อย่างนั้นหรือ?

"หนูว่ามันก็โอเคนะพี่ เพราะวันนี้มันเป็นวันสำคัญของเรา และมันก็อาจจะมีแค่ครั้งเดียวในชีวิต"

บัณฑิตสาวจากรั้วแม่โดมรายหนึ่งบอกความในใจ ก่อนจะเสริมต่ออีกนิดว่า

"จริงๆ หนูว่ามันก็คงต้องทำตามกำลังที่เรามีแหละนะ คนไม่มีก็ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ ถึงขนาดกู้เงินมาแต่งตัววันรับปริญญาหนูว่ามันก็เกินไป แต่หนูไม่เดือดร้อน หนูมีเงินเก็บ หนูก็เลยลงทุน"

ตัวเลขสองหมื่นต้นๆ กับการลงทุน "สวย" ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของสาวน้อยรายนี้อาจจะไม่ทำให้ทุนทรัพย์ที่เธอมีร่อยหรอลงไป แต่มันเป็น "มูลค่า" ที่บัณฑิตสมควรจ่าย จริงๆ หรือ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า "วันรับปริญญา" เป็นอีกหนึ่งวันที่มีคนไทยยิ้มให้กันมากที่สุด นั่นก็เพราะ..ความพากเพียรบากบั่นที่บัณฑิตทั้งหลายได้ตรากตรำมา สัมฤทธิ์ผลเป็นใบปริญญาตามที่ทุกคนคาดหวังแล้ว การแสดงความยินดีในวันแห่งความสำเร็จจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

แต่...ในเมื่อ "ปริญญา" เป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่แสดงว่า บัณฑิตมีความคิดที่พัฒนาจริง ทำไมเราจึงยังเห็นภาพของการเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญนี้อย่างสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

"ราคา" ที่ต้องจ่าย

คล้ายกับวันแต่งงานไม่ผิดเพี้ยน เพราะกว่าจะถึงวันรับปริญญา บัณฑิตหลายคนต้องเตรียมสะสมเงินทองเพื่อใช้ในวันนั้นอย่างคุ้มค่าที่สุด แจกแจงเป็นค่าเช่าชุดครุย(บางรายก็สั่งตัด) ค่าแต่งหน้าทำผม ค่าช่างภาพ ค่ารถ ค่าที่พัก ค่าเดินทาง รวมไปถึงค่างานเลี้ยงหลังจบพิธีการ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจิปาถะ เหล่านี้เป็น "ความจำเป็น" ในสายตาของบัณฑิตยุคใหม่(ส่วนใหญ่) และมันก็มีพลังมากพอที่จะขยายเป็น "ค่านิยม" ส่งผลให้มีการใช้จ่ายในวันรับปริญญามากขึ้นทุกปี

ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ กรุงเทพโพล ที่มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ในหัวข้อ “บัณฑิตใหม่ในวันรับปริญญา” เมื่อกลางปี 2556 ระบุว่า บัณฑิตใหม่ มีค่าใช้จ่าย เพื่อใช้ในงานรับปริญญาเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 12,528 บาท

ในหนึ่งปีมีบัณฑิตที่จบการศึกษาราว 300,000 คน หากแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายในวันรับปริญญาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 12,000 บาท มูลค่าของเงินที่แพร่สะพัดในแต่ละปีจะมีมากถึง 3.6 พันล้านบาทเลยทีเดียว

แน่นอนว่า มูลค่านี้ไม่มีใครต้องรับผิดชอบนอกจากบัณฑิตและครอบครัว แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าไม่มีใครต้องแบกรับภาระนี้โดยไม่จำเป็น

"ตอนแรกหนูก็ไม่คิดว่าจะต้องลงทุนขนาดนี้ คิดแค่ค่าชุดครุยเท่านั้น แต่พอตอนหลังบานออกไปเยอะ" สิรีนนท์ วิเศษสมิต บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกพรางหัวเราะ เธอยอมรับว่า กระแสสังคมทำให้ต้องจ่ายเพื่อให้วันรับปริญญานั้นออกมาสมบูรณ์ที่สุด

สำหรับรายละเอียดของค่าใช้จ่าย บัณฑิตสาวแจกแจงให้ฟังว่า มีค่าชุดครุย 1,000 บาท, ค่าทำผม 2 วัน(วันซ้อมใหญ่+วันรับจริง) 4,000 บาท ค่าถ่ายรูปนอกรอบ จำนวน 3 รอบ รวม 6,500 บาท ค่าช่างภาพ 2 วัน (วันซ้อมใหญ่+วันรับจริง) 6,500 บาท รวมทั้งหมดแล้วเป็นเงิน 18,000 บาท

"คร่าวๆ ก็คงประมาณนี้ค่ะ คือหนูไม่ได้คิดอะไรมาก เพื่อนจ้างช่างภาพก็จ้างด้วย ยังไงมันก็เป็นครั้งหนึ่งของเรา ดีที่หนูแต่งหน้าเป็นก็แต่งหน้าเอง แต่ทำผมไม่เป็นก็เลยต้องจ้างช่าง"

ค่าใช้จ่ายเกินอัตราเงินเดือนของพนักงานในระดับปริญญาตรีแบบนี้ สิรีนนท์ ยอมรับว่า ต้องพึ่งเงินกระเป๋าของครอบครัวด้วยส่วนหนึ่ง เพราะเธอเองก็ยังไม่มีงานทำ ถามว่าเสียดายมั้ย เธอยอมรับว่าเสียดาย

"ประเทศไทยเป็นประเทศที่ลงทุนกับเรื่องนี้มาก ประเทศอื่นเขาไม่ทำกันขนาดนี้ จริงๆ หนูเองก็แอบไม่ชอบนะ แต่พ่อแม่ก็อยากให้ทำ ถามว่าถ้าย้อนไปจะยอมจ่ายมั้ย หนูว่าหนูยอมนะ เพราะที่สุดแล้วเราก็โอเคกับรูปที่ถ่าย ได้ความประทับใจ แต่ว่ารูปที่ถ่ายนอกรอบมันก็อาจจะหนักไปหน่อย"

เอ่ยถึงการถ่ายภาพในวันรับปริญญา จากในอดีตที่ใช้กล้องคอมแพคธรรมดาถ่ายกัน ปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบเป็นการจ้างช่างภาพระดับมืออาชีพมาถ่ายทั้งในวันรับปริญญา และรวมไปถึงการถ่ายล่วงหน้านอกสถานที่

"โลเคชั่นถ่ายรูปรับปริญญามีทั่วประเทศ พี่จะเอาที่ไหนล่ะ" วีรพล มีปัญญา ช่างภาพอิสระ ย้อนถาม ก่อนจะไล่เลียงถึงรูปแบบและสถานที่การถ่ายภาพรับปริญญาของบัณฑิตในยุคปัจจุบัน

วีรพล ยอมรับว่า งานรับปริญญามีการแข่งขันกันในหมู่ช่างภาพค่อนข้างสูง ถึงขั้นตัดราคาเพื่อแย่งลูกค้า แต่ที่สุดแล้ว คุณภาพก็เป็นสิ่งบัณฑิตถามหา และราคาก็ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ

"ราคามีตั้งแต่ 500 ไปจนถึงหลักหมื่นนั่นแหละ เดี๋ยวนี้ภาพนิ่งไม่พอ ยังมีถ่ายแบบวิดีโอด้วยนะ วิดีโอพรีเวดดิ้งยังไงอย่างงั้นเลย พวกนี้ก็จะคิดราคา 2 เท่า คือภาพนิ่งราวๆ 4,000 กับภาพวิดีโออีก 4,000 แล้วแต่ช่างภาพ เพราะมันเป็นวันประวัติศาสตร์ที่บัณฑิตอยากเก็บไว้"

ส่วนเรื่ององค์ประกอบในภาพ จากเมื่อก่อนบัณฑิตจะนิยมถ่ายภาพกับครอบครัวเป็นหลัก ทว่า เดี๋ยวนี้ภาพที่ออกมาจะเน้นความเฮฮาที่ถ่ายกับเพื่อนฝูง บางครั้งก็เลื่อนเปื้อนไปถึงขั้น "ถ่ายแฟชั่น" เลยก็มี

หากมองในแง่ของความรู้สึก การรับปริญญาถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และอาจเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชั่วชีวิตของคนคนหนึ่ง จึงไม่แปลกที่พวกเขาเหล่านั้นจะให้ความสำคัญถึงขั้นลงทุนทุนแรงและแลกสิ่งเหล่านั้นกับความภาคภูมิใจ แต่บัณฑิตจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่เห็นว่า "พิธีการ" ไม่สำคัญเท่ากับ "คุณภาพในการศึกษา" พวกเขาจึงเลี่ยงที่จะเข้าร่วมพิธีมอบปริญญาอย่างที่หลายๆ คนทำ

วิภาวี เธียรลีลา บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยโรแฮมตัน สหราชอาณาจักร ยอมรับว่า พิธีการนั้นสำคัญ แต่ความภูมิใจที่เกิดจากการยอมรับนับถือในตัวเองนั้น สำคัญกว่า

"โดยส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลือง และหนูก็ขี้เกียจซ้อมรับปริญญาด้วย คือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วงพระราชทานปริญญาบัตรจะเป็นช่วงเดือนมกราคมปีถัดจากปีที่จบการศึกษา เป็นช่วงที่ทำงานมาเกือบปีแล้ว เรามีเป้าหมายในชีวิตอย่างอื่นแล้วในตอนนั้น ถ้าเราอยากรับ แม่หรือญาติก็คงมากัน ตอนนั้นก็มีญาติคัดค้านเหมือนกันว่าทำไมไม่รับ แต่หนูมองความภาคภูมิใจอีกแบบ แล้วโชคดีที่แม่ก็คิดเหมือนกัน

จริงๆ หนูได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง ถ้าไปรับปริญญาต้องประกาศชื่อเราชื่อแรกเลย ไม่ต้องรอเรียงตามตัวอักษร แต่ความภาคภูมิใจของหนูคือการเรียนจบแล้วมีงานทำเลย ไม่ต้องเป็นภาระให้แม่อีก ซึ่งแม่ก็ภูมิใจในจุดนี้มากกว่า ตัวเราภูมิใจในตัวเองแล้วแม่ก็ภูมิใจในตัวเรา ทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน"

ถามว่า ไม่คิดอยากมีรูปรับปริญญาติดฝาบ้านแบบคนอื่นบ้างหรือ วิภาวี ตอบทันทีว่า

"รู้สึกว่าไม่จำเป็น คิดตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าเรียนจบ ป.ตรี เป็นแค่จุดเริ่มต้น เราต้องพิสูจน์ตัวเองอีกเยอะ คิดว่าสิ้นเปลืองด้วย เพราะค่าใช้จ่ายรับปริญญาแพงกว่าค่าเทอมรวมกับค่ากินอยู่เกือบทั้งปี" วิภาวี สรุป

ใครรับ "ภาระ"

เพราะเห็นความสำคัญของการศึกษา และเชื่อมั่นว่า การศึกษาจะช่วยเปลี่ยน "สถานภาพทางสังคม" ได้ ประชาชนส่วนใหญ่จึงสนับสนุนให้ลูกหลานได้มีโอกาสร่ำเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้นไป

"เหมารถมาจากหนองคาย มากัน 9 คน รถตู้คันเดียว เช่าวันละ 1,800 บาท มาตอนกลางคืนถึงนี่ก็เช้า พอถ่ายรูปกับลูกเสร็จก็จะกลับเลย รถเขาคิด 2 วัน 3,500 ก็จ่ายเขาไป แต่น้ำมันเราเติมเองนะ นี่เติมไปรอบหนึ่งแล้ว ขากลับต้องเติมให้เขาอีก รวมๆ แล้วก็น่าจะสัก 5,000 มั้ง ตัวฉันเองก็ไม่ค่อยมีเงินหรอก ก็เรี่ยไรกันกับญาติๆ ที่มา พอเป็นค่าน้ำมันค่ารถได้" ประคอง (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ปกครองของบัณฑิตที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่ง บอก

ความปลื้มปิติของหญิงชราวัยเกษียณอายุฉายออกมาทางใบหน้า เธอยิ้มจนตีนกาขึ้นตลอดครึ่งวันที่ได้พบหน้าบัณฑิตที่เป็นลูกสาว แม้แดดจะร้อน คนจะมากมายจนแทบแย่งอากาศกันหายใจ แต่แม่คนนี้ก็ยังยิ้มได้ แถมยังแจกจ่ายรอยยิ้มนั้นให้กับทุกๆ คนที่ผ่านพบ

"ดีใจที่ลูกเรียนจบ ต่อไปเราจะได้สบาย ฉันไม่ได้ซื้ออะไรให้เขาหรอก ให้ดอกไม้ไปช่อหนึ่งแหละ แต่ดอกไม้ที่กรุงเทพฯ แพงเนาะ ตั้ง 250 แน่ะ มีดอกไม้ไม่กี่ดอกเอง แต่ก็ต้องซื้อ เดี๋ยวไม่มีอะไรให้ลูก จะเอาช่อใหญ่ๆ ก็แพงเกินไป ฉันมีเงินติดตัวมาไม่เยอะ"

ถามไถ่คุณแม่รายนี้ได้ความว่า ตลอด 4 ปีของการร่ำเรียน บุตรสาวพึ่งพาเงินจากกระเป๋าของครอบครัวน้อยมาก เพราะเธอสามารถกู้ยืมเรียนได้ (การจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)) การลงทุนสักครั้งเพื่อเดินทางมาแสดงความยินดีกับบัณฑิตคนแรกและคนเดียวในครอบครัวจึงเป็นสิ่งที่คุณแม่ยินยอมพร้อมใจ

"ตอนนี้เขาจบแล้ว เดี๋ยวหางานทำได้เราก็คงจะสบายขึ้น" เธอบอกอย่างมีความหวัง

ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเข้ารับการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา ซึ่งมีปริมาณผู้เข้าเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้มีผู้จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากขึ้น ต่างจากเมื่อราว 30-50 ปีก่อนลิบลับ

ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ในอดีตนั้นการศึกษาในระดับปริญญาถือเป็นการศึกษาเฉพาะกลุ่ม โดยจะจำกัดอยู่เฉพาะครอบครัวที่มีฐานะเท่านั้น ทว่า ปัจจุบัน โอกาสเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป เด็กรุ่นใหม่ได้รับการศึกษามากขึ้น

"เมื่อก่อนนี้เป็นยุค exclusive คือประมาณเมื่อ 30 ปีก่อนนะ คนเรียนปริญญาตรีกันน้อย แล้วคนที่เรียนส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนมีเงิน เป็นรุ่นที่พ่อแม่ก็เคยจบปริญญามาแล้ว ส่วนยุคนี้เป็นยุค inclusive ทุกคนเรียนมัธยมฟรี แล้วมาต่อมหาวิทยาลัย ไม่มีเงินเรียนก็กู้ได้ เพราะฉะนั้นใครๆ ก็จบได้"

จากตัวเลขเพียงหลักหมื่นในระดับปริญญา เพิ่มขึ้นมาเป็น 3-4 แสนคนต่อปี เพราะฉะนั้นปริมาณของการชื่นชมยินดีก็เพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าทวีคูณ

"เมื่อก่อนเป็นยุค exclusive คือเป็นชั่วคนที่ 2 แล้วที่ได้เรียนปริญญา หมายถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่เคยเรียนมาแล้ว แต่ inclusive ส่วนใหญ่เป็นชั่วคนแรก เพราะฉะนั้นความยินดีปรีดาก็จะมีมากกว่า เป็นธรรมชาติของพ่อแม่ที่จะยินดีปรีดา"

อธิการบดีคนเดิมกล่าวว่า วันรับปริญญาถือเป็นวันเบิกบานอีกวันหนึ่ง ซึ่งบัณฑิตภาคภูมิใจ ดังนั้นพวกเขาจึงมักลงทุนเพื่อให้ได้ "ภาพ" ที่สวยงาม และนั่นก็เป็นพฤติกรรมทั่วไปที่บัณฑิตมักทำตามๆ กัน

"แนวโน้มเด็กจะถ่ายภาพเยอะขึ้น เพราะสังคมออนไลน์ การถ่ายภาพจำเป็น ยิ่งเดี๋ยวนี้มี selfie มีอะไร ถ่ายแล้วต้องอัพโหลดเลย ยุคนี้เป็นยุครักตัวเอง อยากให้ตัวเองมีตัวตนในสังคม เป็นยุคของ ME เต็มตัว "ME GEN" โซเชียลมีเดียเป็นตัวผลักดันให้เกิดกระแสการถ่ายรูปและสิ้นเปลืองมากขึ้น อีกอย่างคือ เด็กมีความสามารถที่จะจ่ายมากขึ้น เพราะเดี๋ยวนี้จบปริญญาตรีเงินเดือนเริ่มต้น 15,000 ซึ่ง 15,000 บาท สามารถทำบัตรเครดิตได้แล้ว เด็กๆ ก็จะใช้เงินในอนาคตกันหมด มันเอื้อให้เด็กใช้จ่ายเยอะ และเด็กเป็นหนี้มากขึ้น จริงๆ แล้วความทรงจำดีมันกว่าความฝันนะ แต่ความทรงจำไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง" อธิการบดี กล่าวสรุป

ไม่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายที่ถูกละเลงไปโดยไม่สมเหตุสมผลเท่านั้น ทว่า สิ่งแวดล้อมที่เสียไป พร้อมๆ กับการเพิ่มขึ้นของจำนวนขยะในวันรับปริญญา ก็สะท้อนให้เห็นถึงการด้อยพัฒนาทางความคิดด้วย

ในมุมมองของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผศ.ดร.จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่า วันรับปริญญาเป็นอีกหนึ่งวันที่เพิ่มจำนวนขยะให้กับประเทศมหาศาล ยังไม่นับปริมาณก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่เกิดจากควันรถอีกนับไม่ถ้วน

"งานรับปริญญาของเราเปลี่ยนไปมาก การรับปริญญากลายเป็นพิธีการอันกลายเป็นภาระให้หลายฝ่าย การแสดงความยินดีเป็นเรื่องปกติที่นักศึกษาอุตส่าห์ตั้งใจเรียนมาตลอดระยะเวลา 4-6 ปี จนจบการศึกษา แต่ที่เราเป็นห่วงคือวันรับปริญญามันส่อให้เห็นว่า บัณฑิตที่จบออกไปแล้วยังมีความคิดที่ไม่พัฒนา กระบวนการรับปริญญาต้องเหมาะสม ต้องดีงาม และต้องไม่เป็นภาระ เราต้องไม่ลืมว่าคนอื่นที่ใช้ชีวิตประจำวันปกติยังมี ชีวิตเขาต้องดำเนินไป การรับปริญญาต้องไม่ทำให้เกิดภาระกับคนเหล่านั้น เราจะทำยังไงให้มีจำนวนรถยนต์น้อยลง หรือพูดภาษาสิ่งแวดล้อมก็คือ จะทำยังไงให้คาร์บอนน้อยลง ในวันรับปริญญาที่น่ายินดีของบัณฑิต แต่มีชีวิตอีกหลายชีวิตต้องรีบ คนป่วยต้องไปโรงพยาบาล ผู้ปกครองต้องไปรับลูก คนเหล่านี้ได้รับผลกระทบไปด้วย"

ในส่วนของของขวัญวันรับปริญญา อาจารย์จิรพล มองว่า บางสิ่งไม่จำเป็น และก็มีจำนวนมากที่ย่อยสลายไม่ได้ ซึ่งในอนาคตมันจะกลายเป็นขยะที่แม้กระทั่งบัณฑิตยังต้องเมินเฉย

"ผมอยากให้เป็นการเฉลิมฉลองอย่างสร้างสรรค์และปราศจากปัญหา" อาจารย์นักอนุรักษ์ สรุปทิ้งท้าย

เป็นเรื่องเปราะบางมากหากจะเทียบความเหมาะสมกับค่านิยมและความภาคภูมิใจ เพราะสำหรับบางคนแล้ว พวกเขา "ยอมจ่าย" ถ้ามันจะทำให้ตัวเองและคนรอบข้างมีความสุข

และนี่ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พอจะสะท้อนให้เห็นว่า ทุกวันนี้สังคมไทยบูชา "ภาพ" มากกว่า "คุณภาพ"