จากข้าวโพดสู่เล้าสัตว์ จากเล้าสัตว์สู่จานอาหาร ภายใต้ระบบอาหารสมัยใหม่นี้ คนทำและคนกินเลือกอะไรเองได้บ้าง?
30 กว่าปีที่แล้ว เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วางแนวทางการปรับตัวของประเทศให้เป็นไปตามเศรษฐกิจโลกที่มีฟันเฟืองอุตสาหกรรมเป็นตัวชี้วัด “ความเจริญ” เกษตรกรในประเทศจำนวนหนึ่งก็เดินเข้าสู่ “ระบบเกษตรพันธสัญญา” ระบบที่มีการอ้างว่าจะเป็น “อนาคตของเกษตรกรรมโลก”
ณ วันนี้ ยังไม่สามารถสรุปจำนวนที่แน่นอนของเกษตรกรในระบบนี้ได้ แต่จากการศึกษาของเครือข่ายเกษตรพันธสัญญา เชื่อว่ามีถึง 400,000 คน ซึ่งจำนวนนี้เป็นกลุ่มหลักที่ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ
และส่วนหนึ่งของเกษตรกรกลุ่มนี้ได้ส่งเสียงบอกมาหลายปีแล้วว่า พวกเขากำลังก่อหนี้ให้ตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ!
หนี้เก่าเล่าไม่จบ
"เราไม่มีอำนาจที่จะจัดการปัจจัยการผลิตของเราเองอย่างตรงไปตรงมา" เสียงจาก โชคสกุล มหาค้ารุ่ง เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู จังหวัดเชียงใหม่ ตอกย้ำปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในระบบพันธสัญญามานานกว่า 10 ปี จากความหวังที่จะสร้างรายได้ให้ตัวเองเพราะมั่นใจในนโยบายรัฐ แต่วันนี้เขา และเกษตรกรอีกหลายคนกลับมีหนี้สินติดตัว ไม่มีที่ดินทำกินอีกแล้ว
"ผมเห็นหลายๆ ฟาร์มที่เขา (บริษัท) พาไปทั้งลำปาง เชียงใหม่ มันมีรายได้ที่ชัดเจน แล้วผมเป็นคนรุ่นใหม่ ผมก็ไปอ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วยซ้ำไป เราเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ เรามั่นใจในนโยบายของภาครัฐ ผมหลงเข้าไปประมาณ 10 กว่าปี ตอนนี้ที่ดินถูกขาย เสียรายได้ โอกาสในการทำมาหากินก็หมด เอาเฉพาะประเด็นเลี้ยงหมู 99 เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศ ผมบอกได้เลยว่า ไม่มีรายไหนที่จะหลุดรอดออกมา จนทุกราย เจ็บทุกราย ผิดหวังทุกราย” โชคสกุลกล่าวในเวทีเสวนา "เปิดปม : ธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร" ซึ่งอาจนับได้เป็นเวทีที่ร้อยแล้วก็ได้ สำหรับการจัดเสวนาว่าด้วยเกษตรพันธสัญญา โดยตัวโชคสกุลเองก็เดินสายพูดเรื่องเดิมๆ มาไม่น้อยแล้วเช่นเดียวกัน
น่าสะท้อนใจว่า แม้จะมีการพูดถึงปัญหานี้มานานหลายปี แต่ท่ามกลางพล็อทเดิมๆ ดราม่าแบบเดิมๆ ที่คนเคยเจ็บพยายามจะร้องบอกสังคม เพื่อไม่ให้ใครต้องมาเจ็บอย่างพวกเขา ทว่าสถานการณ์ก็ไม่เคยดีขึ้น ยังคงมีตัวละครรายใหม่กระโดดเข้ามาในดราม่าเกษตรพันธะสัญญา และเจ็บตัวเพิ่มขึ้นอยู่เนืองๆ
เมื่อปัจจัยการผลิต เช่น สัตว์ อาหาร หรือระบบโรงเรือนถูก "กำหนด" โดยบริษัทผู้ทำสัญญา หน้าที่ของเกษตรกรในระบบนี้ก็คือ ต้องเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชให้ได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่ทั้งหมดกลับกลายเป็นการผลักภาระความเสี่ยงให้เกษตรกร หากราคาของผลผลิตผันผวนหรือเกิดภัยธรรมชาติ ซึ่งมีระบุในสัญญาว่า "ผู้เลี้ยงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยความเสียหายใดๆ"
ผลสำรวจเบื้องต้นของ เครือข่ายเกษตรกรพันธสัญญา เดือนมีนาคม-เมษายน 2556 ใน 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด สิงห์บุรี นครปฐม ลพบุรี ระยอง และชัยภูมิ เกษตรกรที่เลี้ยงสุกร ไก่ไข่ ไก่เนื้อ ปลา ปลูกอ้อย และเมล็ดพันธุ์ มีทั้งหมด 1,657 ราย มีหนี้สินสูงถึง 1,031.58 ล้านบาท ซึ่งจำนวนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบ ยังมีเกษตรกรที่อยู่ในสภาวะ “ทำต่อไปก็ไม่รอด เลิกทำก็ไม่รอด” ถูกลอยแพอยู่อีกมาก
ยิ่งเลิก ยิ่งไม่หลุด
ไสว มาลัย เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าประสบการณ์ของตัวเองในเวทีเดียวกันว่า เขาเคยเลี้ยงหมูกับบริษัทหนึ่ง เมื่อมีท่าทีว่า จะเลี้ยงต่อไปไม่ไหว บริษัทก็แนะนำให้หันไปเลี้ยงไก่แทน ซึ่งในที่สุด เขาก็ได้เลือกว่า จะไม่อยู่ในระบบนี้อีกต่อไป
"พอปี 40-41 เขาก็บอกว่า ลุงไม่ไหว เปลี่ยนไปเลี้ยงไก่เถอะ ผมก็ถามว่า แล้วคอกผมที่มีอยู่จะทำยังไง เขาบอก.. ลุงก็ทุบสิ ให้เหลือแต่พื้น ทุบรางอาหาร ทุบโครงสร้างคอกที่เป็นห้องๆ ออกให้หมด ให้เหลือแต่ที่เป็นพื้นซีเมนต์ แล้วก็เอาไก่มาลง เราคิดว่า คงต้องสิ้นเงินไปอีกเยอะ หนี้เก่าก็ยังไม่หมดเลย ขนาดที่เลี้ยงหมูมา 7-8 ปี หนี้ที่กู้ ธกส. มา 4-5 แสนยังเหลืออยู่ 3-4 แสน พอเขามาเสนอให้เลี้ยงไก่ ก็ตัดสินใจเลยว่า เลิก เพราะว่าช่วงที่อยู่กับเขา เขาก็ปรับเปลี่ยนตลอด"
และแม้เลือกที่จะ "เลิก" เลี้ยงสัตว์เพื่อส่งให้บริษัทแล้ว แต่เขาก็ยัง “ไม่หลุด” จากระบบ ยังต้องจ่ายหนี้ให้ธนาคารซึ่งทุกวันนี้ทำได้เพียงแต่จ่ายค่าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
หลายเสียงของเกษตรกรออกมาเล่าเรื่องราวที่ไม่เป็นธรรมตลอดจนช่องโหว่ของระบบจนเกิดการพูดคุยกันหลายครั้ง หลายเวที เกิดความคิดที่จะมี "สัญญากลาง" ที่ร่างขึ้นอย่างเป็นธรรม แต่ปัญหาเช่นนี้ก็ยังไม่ถูกแก้ กลับขยายวงและเพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ประสบปัญหามากขึ้น
"มันไม่มีอะไรใหม่ ปัญหาของชาวบ้านยังไม่ถูกแก้ไข อะไรก็ยังอยู่ที่เดิม ความสัมพันธ์ในการผลิตที่มันไม่เป็นธรรมมันก็ยังอยู่ที่เดิม เราอยากให้ประเด็นที่เสนอไปแล้วหยิบยกขึ้นมาปฏิบัติ ถ้าไปไกลกว่านั้นก็คือการร่างกฎหมาย พ.ร.บ. กำกับเกษตรพันธสัญญา" อุบล อยู่หว้า ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรพันธสัญญาย้ำถึงความต้องการของเกษตรกรที่เพิ่งเสนอให้ตั้งคณะกรรมการกลางคอยตรวจสอบความเป็นธรรมของสัญญา
นอกจากปัจจัยการผลิตที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเกษตรแล้ว ข้อมูลและความรู้ด้านการผลิตที่ถูกส่งไปถึงเกษตรกรก็ยังถูกจำกัด กิ่งกร นริทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวนการมูลนิธิชีววิถี เปิดเผยว่า "ความรู้ในระบบการผลิตแบบที่บริษัทส่งเสริม กลายเป็นความรู้ที่ถูกนำเสนอแบบกึ่งผูกขาด คือ มีการเสนอความรู้ในที่สาธารณะไปในทางบวกตลอดเวลา อาจจะเป็นข้ออ่อนของเราเองด้วย ความรู้ทางเลือกมันไม่ค่อยมีที่มีทาง ความรู้ว่าด้วยเรื่องการปลูกนู่นจะต้องใส่ยาตัวนั้นตัวนี้ ถ้าเกิดโรคขึ้นมาต้องใส่ตัวนั้น ต้องปลูกขนาดเท่านั้น โรงเรือนเป็นอย่างนี้ ความรู้พวกนี้ที่เป็นชุดการผลิตถูกนำเสนอในสื่อที่หลากหลายผ่านปากของนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ"
"โจทย์อยู่ที่ทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้" ไพสิฐ พาณิชย์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ทำวิจัยและติดตามเรื่องเกษตรพันธสัญญา ตั้งข้อสังเกตและอธิบายว่า เกษตรพันธสัญญาเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการต่อรองระหว่างบริษัทกับรัฐว่าเครื่องมือที่นำมาใช้ คือ สัญญา โดยรัฐไม่เข้ามายุ่งหรือปล่อยให้เป็นกลไกการตลาด ซึ่งจุดนี้ทำให้เกิดปัญหาต่อเกษตรกร เพราะตัวสัญญาได้กลายเป็นเครื่องมือผูกมัดเกษตรกร
"เนื่องจากว่าตัวระบบที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นตัวระบบที่เป็นไปตามกลไกตลาด ที่น่ากลัวคือเราทำสัญญากับบริษัทที่สามารถครอบงำกลไกตลาดได้ แล้วก็ครอบงำกลไกในทางนโยบาย กลไกทางกฎหมายได้ อันนี้คือสิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ว่าเราต้องทำยังไง เราต้องทบทวนนโยบายดังกล่าว คสช.จะคืนความสุขให้ประชาชนได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำมากๆ"
ด้าน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อธิบายว่า สิ่งที่ต้องนึกถึงให้มากในระบบนี้ก็คือ สิทธิชุมชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะจะทำให้เกิดอำนาจในการเลือกเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรถูกแยกให้เป็นปัจเจก ฉะนั้นเกษตรกรต้องจับมือกันมากขึ้น
"มันไม่เกิดการร่วมมือในชุมชน เรื่องสิทธิชุมชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ปี 40 ที่ชุมชนจะต้องมีสิทธิในการที่จะเข้าร่วมการจัดการ สังเกตว่า เกษตรพันธสัญญาจะทำสัญญากันเป็นรายๆ ถ้ารวมกันเมื่อไร เขาเลิกล้มสัญญาเลย ระบบนี้ไม่ต้องการให้เกิดการรวมตัว"
น.พ.นิรันดร์ ให้ความเห็นด้วยว่า รัฐต้องเข้ามาช่วยในเรื่องความเป็นอยู่ของเกษตรกรว่าจะได้สิทธิประโยชน์ในเรื่องของสัญญาอย่างไร ส่วนภาคธุรกิจก็จะต้องเคารพชุมชนที่ตัวเองทำงานด้วย และที่สำคัญต้องมีกระบวนการเยียวยาผู้ที่เสียหายจากระบบ
“สุดท้าย ธุรกิจเองที่พูดกันทั่วโลกต้องยึดหลัก CSR แต่ CSR ไม่ได้เป็นเรื่องของ PR ธุรกิจต้องยอมรับในเรื่องของสิทธิชุมชน ยอมรับในเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ถ้าธุรกิจยึดหลักนี้ องค์การสหประชาชาติบอกว่า จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนที่มันเสียหาย ก็ต้องมาเยียวยา ในทางนี้ระบบเกษตรพันธสัญญาเข้ามา 30 ปี แต่รัฐไม่มีแนวทางในการที่จะคุ้มครอง ถามว่าแล้วเราจะยอมเจ๊งหรือสูญเสียเหรอ มันต้องมีระบบในการเยียวยา ถ้าไม่ฟื้นก็ต้องรับผิดชอบ”
เลือก ให้ รอด
การถูกจำกัดการตัดสินใจให้เป็นไปตามอำนาจของระบบ ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ผลิตอย่างเกษตรกรที่อยู่ต้นทางเท่านั้น เมื่อมองไปที่ปลายทาง ผู้บริโภคก็ยังถูกจำกัดการตัดสินใจในการเลือกซื้อในแง่ของความหลากหลายของระบบอาหารอย่างไม่รู้ตัว และกระบวนการผลิตก็ยังเป็นไปโดยที่ผู้บริโภค “มองไม่เห็น” มากขึ้น ซึ่งรองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี เห็นว่า จำเป็นที่จะต้องให้ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอาหารว่ามีความปลอดภัยเพียงใด
“อาหารที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมซึ่งเป็นระบบที่ใช้เวลาสั้น ใช้สัตว์พันธุ์โตเร็ว ตอบสนองต่ออาหารสัตว์ที่หลายคนก็ตั้งคำถามว่ามันมีการใส่ฮอร์โมน สารเร่ง สารแอนตี้ไบโอติกส์ที่ทำให้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะหรือไม่ ประเด็นนี้ ในบ้านเราไม่มีใครศึกษา แต่มีการศึกษาในเรื่องการดื้อยาปฏิชีวนะในเมืองนอกมาโดยตลอด หมายความว่า เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์แบบเดียวกัน แบบที่เราใช้ มันก็คงมีปัญหาที่ไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นในแง่ของปัญหาสุขภาพ เราก็ต้องตั้งคำถามว่า การเลี้ยงสัตว์ในระบบเกษตรอุตสาหกรรมซึ่งส่วนใหญ่ก็คือเลี้ยงภายใต้ระบบพันธสัญญา มันน่าจะเป็นอาหารที่จะต้องถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีการใช้อะไรพวกนี้เกินเลยไปหรือเปล่า"
ความปลอดภัย ความหลากหลายของระบบอาหาร ได้เชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงทางอาหารที่มีพฤติกรรมของผู้บริโภคคอยกุมชะตาความเป็นไป ซึ่งน่าเสียดายที่ผู้บริโภคในประเทศไทยกลับไม่รู้ว่าตัวเองมี "อำนาจ" เหล่านั้น
“ตอนนี้ผู้บริโภคประเทศไทยไม่ค่อยมีเสียง ไม่ค่อยได้ยินคำถามเลย เขามีอะไรให้กินก็กินเข้าไป เราต้องเป็นผู้บริโภคที่มีความตื่นตัวแล้วก็ตั้งคำถามต่อผู้ผลิตว่าเขาใส่อะไรในนั้น เสียงที่ดีที่สุดของผู้บริโภ คือ การไม่ซื้อ ถ้าคุณยังมีความคลุมเครือ ยังมีคำตอบไม่ชัด มีพฤติกรรมที่ต้องเอาแต่ข่าวดีออกมาให้ผู้บริโภค ถ้าเป็นประเทศที่ขบวนการผู้บริโภคหรือสำนึกผู้บริโภคแข็งแรงหรือมีเสียง ขายไม่ออกหรอก มันจะเป็นแรงกดดันให้บริษัทปรับปรุงพฤติกรรม” กิ่งกรกล่าว
จากอำนาจของระบบใหญ่และพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่บริโภคตามคำโฆษณา ความน่าเป็นห่วงของระบบอาหารจึงเพิ่มพูนไปอยู่ที่ระบบย่อยอย่างธุรกิจหรือการเกษตรแบบชุมชนไปที่กำลังตายจากไป กรณีนี้ สุเมธ ปานจำลอง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอีสาน เกรงว่า บริษัทใหญ่ผู้เป็น “เจ้าของ” ระบบเกษตรพันธสัญญากำลังมีอำนาจที่วันหนึ่งผู้บริโภคต้องจำยอม ถ้ายังมีแต่การป้อน “ระบบการสั่งกิน” ให้ผู้บริโภค โดยที่ไม่มีระบบความรู้เรื่องการกินเลย
“ตอนนี้ระบบใหญ่ที่ทำเรื่องอาหาร ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญาทั้งสิ้น ระบบอาหารที่เป็นระบบอาหารท้องถิ่นได้ถูกเบียดไปจนตกขอบ เมื่อมันเป็นเช่นนั้นหมายความว่า สารอาหารของชุมชน ความมั่นคงอยู่ในมือของบริษัทไม่กี่บริษัท ถ้าบริษัทนี้ขึ้นราคาอาหารแบบแพงสุด เราก็จำเป็นต้องกิน"
สอดคล้องกับ บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคที่ห่วงว่า การให้ผู้บริโภคเข้าใจเรื่อง “ระบบ” ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่าย
“ต้องบอกว่ามุมนี้เป็นมุมอับเลย สิ่งที่ผู้บริโภคไม่เคยรู้ คือ สิ่งที่เราไปซื้อเขากิน ไปสนับสนุนเขากิน เบื้องหลังของเขาทำร้ายใครมาบ้าง ผู้บริโภคมีหน้าที่กินก็กินไป สะดวกก็ซื้อ ถ้าบอกว่าจะทำให้ผู้บริโภครู้มันเป็นเรื่องที่หนักมาก ต้องบอกว่ามันเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลครอบงำการตลาดได้เลย มีอำนาจเหนือตลาด เหนือคนที่กำกับนโยบาย ต้องบอกว่าเหนือสื่อด้วยซ้ำ แล้วยังมีอิทธิพลแพร่ไปเหนือความรู้ทางวิชาการอีก"
เมื่อทางเลือกสำหรับผู้บริโภคในปัจจุบันมีน้อยลง สารอาหารถูกกำหนดอยู่ภายใต้แบรนด์ดังไม่กี่แบรนด์โดยที่ผู้บริโภคเองก็ไม่มีข้อมูลเชิงลึกของอาหารนั้นๆ เช่นนี้ ระบบอาหารที่อาจจะดีกว่าก็อาจจะหายไป
"ทางเลือกยังไม่ค่อยแข็งแรง ไม่ค่อยกว้างขวาง ไม่ค่อยเยอะ กระบวนการเกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรกรรายย่อยต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันเยอะมาก เช่น การทำระบบเกษตรพันธสัญญาด้วยหวังว่าจะมีตลาดรับรองที่แน่นอน ฉะนั้นระบบอาหารที่จะเป็นทางเลือกของผู้บริโภคมันก็ไม่ค่อยเติบโต รัฐบาลเองก็ไม่ค่อยส่งเสริม มันก็กลับไปสู่เรื่องเดิมอีกว่า ถ้าผู้บริโภคไม่ลุกมาตั้งคำถาม ระบบอาหารทางเลือก ระบบอาหารที่คิดว่าดี มันก็ตายลงไปทุกวัน” กิ่งกร กล่าวและเห็นอีกว่า ถ้าผู้บริโภคอยากมีทางเลือกมากขึ้น ก็ต้องขยายทางเลือกด้วยตัวเอง
"เปลี่ยนไปซื้อแม่ค้ารายเล็กรายน้อยบ้าง ซื้อผักพื้นฐานกินบ้าง คุณก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างทางเลือก" กิ่งกรเอ่ย และทิ้งท้ายว่า...
เพราะถ้าคุณไม่ร่วมสร้าง หิวเมื่อไรก็แวะไปทางอื่น ไปซื้อรายใหญ่ หรือซื้อไม่เลือก ซื้อไม่ถาม มันก็สร้างไม่ได้





