เก็บตกบรรยากาศฟุตบอลโลกจากแดนอาทิตย์อุทัย การเดินทาง และฝันของเหล่าพลพรรคซามูไรสีน้ำเงิน
นับตั้งแต่ที่ โยอิชิ ทาคาฮาชิ จรดลายเส้นบรรจุ "ฟุตบอลโลก" ลงในความฝันของคนญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษที่ 80's จนกลายเป็นการเดินทางสู่ฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ฝรั่งเศส (ขุนพล "ซามูไร บลู" ชุดฟรองซ์’98 ล้วนเป็นแฟนตัวยงของกัปตัน ซึบาสะ) และหลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็กลายเป็น "ขาประจำ" ฟุตบอลโลกมาโดยตลอด
วันนี้ นอกจากจะเป็นอีกฉากประวัติศาสตร์ความฝันของวงการลูกหนังแห่งดินแดนตะวันออกไกลแล้ว บราซิล 2014 ยังหมายถึงกระแสความคลั่งไคล้ของคนดูที่ถือว่าเป็นส่วนประกอบเพื่อนำลูกกลมๆ บนสนามหญ้าให้กลายเป็นวัฒนธรรมกีฬาอีกชนิดที่จะฮิตไม่แพ้เบสบอล
เชียร์!!!! เจแปน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สำหรับคนญี่ปุ่นการดูกีฬาถือเป็น วัฒนธรรมอย่างหนึ่ง หรือเรียกว่าการมีส่วนร่วมก็คงไม่ผิดนัก...
"เราจะรวมตัวกันที่ห้องรับแขกเพื่อดูการถ่ายทอดการแข่งขันจนจบเลยค่ะ แต่ถ้าเป็นวัยรุ่นแถวบ้านพวกเขาก็จะไปรวมกันที่ Saitama Stadium เพื่อเชียร์" สุจิตตรา กุลทะเล สะใภ้ญี่ปุ่นเล่าถึงบรรยากาศการเชียร์ฟุตบอลในครอบครัวของเธอที่ไซตามะ
ขณะที่ เคอิจิ โนดะ ถึงแม้ตัวเองจะย้ายมาทำงานยังประเทศไทย แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับทีมชาติญี่ปุ่นมาก ชนิดที่ต้องเฝ้าหน้าจอไม่ให้คลาดสายตา
"วันที่ต้องทำงานตอนเช้า ขอดูครึ่งแรกก็ยังดีครับ"
นอกจากการ "ถ่ายทอดสด" การลงสนามของเหล่าซามูไรลูกหนัง รายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศทางช่องต่างๆ ทั่วประเทศก็ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ยึดโยงเอากระแสฟุตบอล และคนญี่ปุ่นเอาไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่น
"ทุกคนให้ความสนใจจริงๆ ครับ" ริวเฮ ยาสุนากะ ผู้สื่อข่าวหน้าละอ่อนจากสถานีโทรทัศน์จิบะยืนยัน
เขาบอกว่า กระแสฟุตบอลโลกยึดหัวหาดหน้าจอทีวีญี่ปุ่นเอาไว้แทบตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับที่ทีมชาติญี่ปุ่นมีการแข่งขัน ช่วงข่าว และรายการทีวีจะให้น้ำหนักกับเรื่องฟุตบอลมากเป็นพิเศษ
อย่างรายการซีโร่ (Zero) ออกอากาศทางช่องนิปปอนทีวี (NipponTV) มีการนำเสนอสกู๊ปกระแสฟุตบอลฟีเวอร์ในนัดที่ญี่ปุ่นเตะกับกรีซ โดยเล่าเรื่องผ่านบรรยากาศการเชียร์ของบรรดาแฟนบอลญี่ปุ่นตามสถานที่ต่างๆ สลับกับบรรยากาศในสนาม ตั้งแต่ สาวออฟฟิศที่หอบหิ้วเอา "พร็อพ" ไปเชียร์กับเพื่อนร่วมงาน ลานกลางแจ้งแถบย่านชิบูย่าที่มีการตั้งจอแอลซีดีสำหรับให้คนที่สนใจเกมลูกหนังได้มาร่วมส่งแรงใจ ร้านกาแฟ ร้านราเม็งที่พร้อมใจกันเปิดโทรทัศน์ให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้อัพเดตเกมกันแบบเรียลไทม์ แม้กระทั่งรอยยิ้ม และเสียงเฮฮาในโรงอาบน้ำก็มีให้เห็น สลับกับการวิเคราะห์เกมการแข่งขัน
หรือหากเปลี่ยนไปดูช่องฟูจิทีวี (FujiTV) ก็จะมีการวิเคราะห์เกม และรายงานสดจากบราซิล อาทิ พาดหัวหนังสือพิมพ์ของบราซิลเกี่ยวกับทีมชาติญี่ปุ่นมานำเสนอ รวมทั้งภาพการช่วยกันเก็บขยะของกองเชียร์ญี่ปุ่นหลังจบแมตช์กับไอเวอรี่โคสต์ที่แพร่สะพัดไปทั่วโซเชียลเน็ตเวิร์กกลายเป็นกระแสที่โด่งดังไปทั่วโลก
ยังไม่นับป้ายโฆษณา สื่อมัลติมีเดีย เพลง นิทรรศการของกัปตันซึบาสะ ย่านอุเอโนะ โตเกียว หรือสินค้าที่อิงกับกระแสบอลโลกเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยบราซิล2014
ทั้งหมด ต่างเป็นเครื่องยืนยัน "การมีส่วนร่วม" กับมหกรรมลูกหนังแห่งมวลมนุษยชาติรายการนี้ได้เป็นอย่างดี
เส้นทางของความฝัน
ถ้าถาม โยเฮย์ คาซูกะ ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการฟุตบอลญี่ปุ่นมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี อธิบายภาพของฟุตบอลโลกในสังคมญี่ปุ่นให้ฟังว่า เป็นเพียงเกมกีฬายอดนิยมชนิดหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถเรียกว่าเป็นวัฒนธรรมได้ แม้วันนี้ เจ-ลีก (J-League) จะเติบโตมากว่า 20 ปีแล้วก็ตาม
"เจ-ลีกเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1993 จนถึงตอนนี้ คุณภาพของฟุตบอลญี่ปุ่นก็พัฒนาขึ้น ฐานคนดูก็เริ่มมากขึ้น แต่ถ้าถามถึงความสนใจถึงขั้นเป็นวัฒนธรรมไหม คงต้องยอมรับว่าฟุตบอลยังไม่ถึงจุดที่จะเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมได้ คนญี่ปุ่นก็ยังคงรู้สึกมีส่วนร่วมกับเบสบอลมากกว่า"
แม้จะแพ้ทางเบสบอลกีฬาที่ครองความนิยมขงคนญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน แต่การได้ไปฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ฝรั่งเศส ก่อนจะเปิดบ้านเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเองในอีก 4 ปีต่อมา อย่างน้อยก็ยังทำให้กระแสฟุตบอลกับคนญี่ปุ่นนั้นค่อยๆ ซึมซับไปในชีวิตทีละน้อย
"การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกเมื่อปี 2002 หรือการเป็นจ้าภาพการจัดแข่งขันฟุตบอลในระดับนานาชาติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ช่วงที่มีการแข่งขันช่วงนั้นคนญี่ปุ่นจะมีการตื่นตัวเป็นกระแส เชียร์อย่างเต็มที่ เสื้อทีมชาติในช่วงนั้นก็จะขายดีเป็นพิเศษ เราสามารถเห็นผู้คนจดจ่ออยู่กับเกมการแข่งขันตรงหน้าจอทีวี หรือการแสดงออกตามพื้นที่สาธารณะต่างๆก็มีให้เห็นมากขึ้น"
แน่นอน ไม่ใช่ว่า พอฟุตบอลโลกจบ คนญี่ปุ่นก็จะไม่ดูฟุตบอลเลย
"คนที่เป็นแฟนคลับฟุตบอลก็ยังคงเป็นแฟนคลับของฟุตบอลเหมือนเดิม แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนคลับของเบสบอลเขาก็จะกลับไปดูเบสบอลเหมือนเดิม แต่ว่าช่วงฟุตบอลโลก คนที่ไม่สนใจฟุตบอลเป็นพิเศษ ก็จะหันมาสนใจฟุตบอล" โยเฮย์บอก
แฟนบอลในความรู้สึกของเขาจากการที่มารับหน้าที่เป็น Team Media Officer ให้กับสโมสร คาชิม่า แอนท์เลอร์ (Kashima Antlers F.C.) ระดับ "ความคลั่ง" ของแฟนบอลญี่ปุ่นก็มีไม่แพ้แฟนชาติใดในโลก เห็นได้จากสนามเหย้าของคาชิม่าเอง แฟนคลับประเภท "หันหลังดูบอล" ก็มีไม่น้อย ส่วนใหญ่พบได้ที่สแตนด์เชียร์ฝั่งเจ้าบ้าน
"เพลงเชียร์ของทีมเจลีกกับทีมชาติก็จะต่างกัน" นั่นคือข้อสังเกต
ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะทันทีที่เจลีกเปิดฤดูกาลโปรแกรมการแข่งขันจะเข้าคิวเรียงกันแน่นขนัดชนิดที่เรียกว่า "อาทิตย์ชนอาทิตย์" บรรดาสโมสรต่างๆ ก็จะมีเพลงเชียร์ ท่าเต้น อุปกรณ์การเชียร์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองทั้งสัญลักษณ์ประจำทีมอย่างผ้าพันคอ เสื้อทีม เพลงเชียร์ อุปกรณ์เชียร์อื่นๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องความสนุกสนาน และการมีส่วนร่วมของผู้คนด้วย
"แต่ถ้าเป็นการเชียร์ในระดับทีมชาติ ทุกคนก็จะรู้ว่า เราจะปรบมือ 3 ครั้ง แล้วตะโกน 'นิปปอน' สลับกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เหมือนอย่างแอนท์เลอร์ก็จะมีการเหวี่ยงผ้าพันคอเพื่อต้อนรับนักเตะ"
ส่วนการ "สร้างกระแส" นั้น ทีมในเจลีกสร้างกระแสความนิยมให้กับคนดูกีฬาในญี่ปุ่น ด้วยการเข้าไปทำกิจกรรมกับโรงเรียนในพื้นที่ที่แต่ละสโมสรตั้งอยู่ อย่างที่คาชิม่าเองก็มีการทำ อิบารากิ คิดส์ พลัส (Ibaraki Kids Plus) สำหรับเด็กที่เข้ามาชมเกมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (ยกเว้นมากับครอบครัว) เป็นกิจกรรมการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้สัมผัสกับประสบการณ์เกี่ยวกับฟุตบอลเพื่อที่เมื่อโตไปเขาก็จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรได้
"ก็เพื่อทำให้ฟุตบอลกับชีวิตเริ่มตั้งแต่เด็กๆ อยู่ด้วยกันได้" เจ้าหน้าที่สื่อสารจากคาชิม่าคนเดิมอธิบาย
วัฒนธรรม...สนามหญ้า
"ฟุตบอลเป็นเกมที่ใน 90 นาทีเราจะเห็นทั้งซูเปอร์สตาร์ และคนธรรมดาโลดแล่นอยู่บนสนามเดียวกัน และคุณจะไม่แปลกใจเลยไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมนั้น" นั่นเป็นความหมายของเกมลูกหนังในสายตาของสตาฟทีมสื่อสารของแอนท์เลอร์อย่างโยเฮย์
เหมือนกับเหยี่ยวข่าวหนุ่มจากจิบะทีวีที่เล่าแผนงานหลากหลายการหาประเด็นทำข่าวฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ถึงจะเป็นสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นที่ออกอากาศในจังหวัดเท่านั้นก็ตาม
เกมทิ้งทวนในรอบแบ่งกลุ่มระหว่าง ญี่ปุ่นกับโคลัมเบียในเช้าวันที่ 25 ยังคงติดตาอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน แต่อย่างไรก็ตาม ฝีเท้าของหนึ่งในทีมตัวแทนจากเอเชียที่สามารถเข้าไป "วัดฝีเท้า" กับบรรดาทีมชั้นนำระดับโลกได้นั้น จุดเริ่มต้นถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
"นักกีฬาของญี่ปุ่นที่ไปโลดแล่นอยู่ตามสโมสรชั้นนำของโลกล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากเจลีก" อดีตนักข่าวกีฬาที่ผันตัวมาทำงานด้านประสานงานสื่ออย่างโยเฮย์ฟันธง
การ "ลงขัน" ของบริษัทต่างๆ ที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องที่ทำให้ลีกญี่ปุ่นสามารถดึงนักกีฬาชั้นนำอย่าง ซิโก้ หรือ แกรี่ ลินิเกอร์ และใครต่อใครให้มาเป็นส่วนหนึ่งของวงการ จนกลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วันนี้ ญี่ปุ่นเปลี่ยนสถานะ "นำเข้า" เป็น "ส่งออก" ได้อย่างเต็มรูปแบบ
"เมื่อก่อนจะเรียกได้ว่า เรานำเข้านักเตะ แต่ตอนนี้เราส่งออกนักเตะญี่ปุ่นไปยังสโมสรระดับโลกมากมายทั้ง ฮอนดะ เคนสุเกะ ไปเอซี มิลาน ชินจิ คากาวะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นากาโตโมะ อินเตอร์มิลาน อุชิดะ ชาลเก้ เป็นต้น เมื่อทุกคนเล่นในระดับโลก ก็จะเป็นการยกระดับของตัวเองมากขึ้น เก่งขึ้น เมื่อพวกเขากลับมาเล่นให้ทีมชาติก็จะยิ่งทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นแข็งแกร่งขึ้น"
กระทั่งความฝันอันสูงสุดในฐานะแฟนฟุตบอล และชาวญี่ปุ่นอย่างเขาในการเห็นญี่ปุ่นชูถ้วยแชมป์โลก
"เป้าหมายนั้นผมมั่นใจว่า จะทำให้วงการฟุตบอลของญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน ถึงจะรู้ตัวว่า มันเป็นเป้าหมายที่สูงมาก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลากี่ปีถึงจะทำได้สำเร็จ"
เหมือนอย่างที่เมื่อปี 2002 เขาเคยเห็นญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมาแล้ว
"ยุคนั้นจะเป็นยุคของ ฮิเดโยชิ นากาตะ โอกาซาวาระ อินาโมโต้ ทุกๆ นัดที่ทีมชาติญี่ปุ่นลงแข่งมีความหมายกับวงการญี่ปุ่นมาก เพราะมันสร้างความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้เกิดขึ้นมาอย่างชัดเจน ทำให้รู้สึกดีใจมากที่ได้เกิดเป็นคนญี่ปุ่น และสำหรับวงการฟุตบอลญี่ปุ่น ปีนั้นถือว่าสำคัญมาก แม้จะจบที่ Best8 แต่ว่า มันกลายเป็นต้นทุนชั้นดีในการสร้างแรงบันดาลใจ และอะไรหลายๆ อย่างให้เกิดขึ้นกับนักเตะญี่ปุ่นรุ่นต่อๆ มามากมาย" โยเฮย์ตั้งข้อสังเกต
หรือถ้าลองถามกองเชียร์...
"ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้พวกเราก็จะเชียร์ครับ" ทาคาฮิโร มามิยะ แฟนบอลจากเมืองคาโทริตอบเสียงดังฟังชัด





