ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าไทยเราเสี่ยงที่จะถูกคณะกรรมการมรดกโลกถอดถอนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ออกจากการเป็นมรดกโลก
เพราะว่าเราไม่ทำโน่นนี่นั่นตามที่คณะกรรมการเขาให้ทำ และมีกิจกรรมหลายอย่างที่ส่งผลถึงคุณค่าของความเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติที่จะถูกทำลายลงไป คณะกรรมการให้ข้อสังเกตมามากมาย โดยเน้นที่ 5 เรื่องใหญ่คือเรื่องการตัดไม้พะยุงที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงในพื้นที่มรดกโลกผืนนี้ การบุกรุกพื้นที่มรดกโลกสร้างรีสอร์ท สร้างที่พักสารพัด การขยายถนนหมายเลข 304 การสร้างเขื่อนในพื้นที่ รวมทั้งที่จะมีการขอสร้างเขื่อนใหม่ นี่เป็น 5 เรื่องหลักๆที่ คณะกรรมการเขาเห็นว่าจะเป็นภัยคุกคามที่จะส่งผลให้คุณค่าของการเป็นมรดกโลกถูกทำลายและนำไปสู่การถอดถอนดังกล่าว
ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ประกอบไปด้วยพื้นที่อนุรักษ์ 5 ผืนป่าคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา อุทยานแห่งชาติทับลาน และเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าดงใหญ่ ผืนป่าทั้ง 5 แห่งต่อร้อยเป็นผืนเดียวกัน มีอยู่ช่วงเดียวที่มีถนนหมายเลข 304(กบินทร์บุรี-ปักธงชัย) ผ่ากั้น นอกนั้นถ้ามีถนนก็จะเป็นถนนในท้องถิ่นเล็กๆ คงไม่ต้องบรรยายแล้วว่า ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีคุณค่ามีศักยภาพอย่างไรจึงสมควรได้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ เอาเป็นว่าทุกวันนี้ พอนึกอยากเที่ยวป่า กางเต็นท์นอนในป่า ชื่อของเขาใหญ่ผุดขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก
ทุกคนก็คงคล้ายๆ กัน แต่ผมออกจะซอกแซกหน่อย เลยได้ไปเห็นพื้นที่ของทั้ง 5 แห่งมาโดยเฉพาะสถานที่สำคัญทางการท่องเที่ยว ไปดูมาหมด แม้จะเป็นทางด้านที่คนไม่ค่อยรู้จัก อย่างละเลิงร้อยรู ของเขตฯดงใหญ่ หินตั้งที่ติดชายแดนกัมพูชา ลานหินตัด หรือละลุ 03 ในเขตอุทยานฯตาพระยา จุดเดินป่าลึกๆ อย่างน้ำตกสวนมั่น-สวนทอง ของอุทยานฯ ปางสีดา ทุ่งพันไร่ - ทุ่งตู้รถไฟ ของอุทยานฯทับลาน ผมเดินป่ากันกระจุย ไปเพื่อให้เห็นเข้าไปถึงแก่นของป่ามรดกโลกผืนนี้ว่ามันเป็นอย่างไร พอเรายิ่งเห็นก็ต้องยอมรับว่ามันก็สมควรได้มรดกโลกจริงๆ เป็นป่าที่สมบูรณ์ เป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่าที่อยู่กันได้อย่างปลอดภัย(ถ้าไม่มีคนเข้าไปล่า) กว้างใหญ่พอที่สัตว์ป่าสามารถอพยพโยกย้ายไปตามปัจจัยการหากินได้อย่างสบายๆ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและมีคุณค่าทางธรรมชาติ ถ้าไม่ได้มรดกโลกสิที่น่าแปลกใจ
จริงอยู่ที่การได้เป็นมรดกโลก คณะกรรมการมรดกโลกเขาไม่ได้ให้เงินมาอุดหนุนเราก็จริง แต่การให้การรับรองพื้นที่ใดเป็นมรดกโลกมันเป็นการรับรองคุณค่า เป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในระดับโลกไปในตัว มรรคผลก็จะมาจากนักท่องเที่ยวที่อยากมาเห็น มาสัมผัสคุณค่าแหล่งที่เป็นมรดกโลกนี่เอง ผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางด้านปากช่องจะรู้ดีว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหลังจากที่ป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ได้มรดกโลก การถูกถอดถอน ไม่ใช่เพียงแค่เราจะเสียหน้า แต่สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้มีความสามารถในการรักษาดูแลสิ่งมีค่าเหล่านี้เลย สะท้อนให้เห็นความถดถอยสารพัดอย่าง
เร็วๆ นี้มีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 38 ที่กรุงโดฮา รัฐการ์ตา ทางไทยเราก็มีตัวแทนเข้าไปร่วมประชุม หลักๆ ก็จะเป็นตัวแทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีท่านทูตอภิชาต ชินวรรโณ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส เป็นหัวหน้าคณะเข้าไปชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลกว่าบรรดาข้อกังขาทั้งหลายที่คณะกรรมการตั้งข้อห่วงใยมานั้น ทางฝ่ายเราทำอะไรที่แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้ปล่อยปละละเลย หากแต่ได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขและปกป้องความมีคุณค่าของมรดกผืนนี้อย่างไร ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านอยากรู้รายละเอียด ผมอยากให้เข้าไปดูที่เวบไซค์ของกรมอุทยานฯที่ www.dnp.go.th/pr ซึ่งปรากฏว่าคณะกรรมการเขาก็ฟังเรายังไม่ถอดถอน แต่ให้การบ้านกลับมาทำเป็นข้อๆ ซึ่งวันที่ 1 ก.พ.2558 นี้ จะส่งตัวแทนมาตามผลอีกทีว่าที่ให้การบ้านมานั้น ไทยเราดำเนินการอะไรไปบ้าง นิพนธ์ โชติบาล รองอธิบดีกรมอุทยานฯ(รักษาการแทนอธิบดี)ที่ร่วมคณะไปด้วยสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ตอนนี้เราเพียงแค่รอดจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ก็ยังอยู่ในห้อง ICU สิ่งที่เราทำได้ต่อจากนี้คือต้องรักษาตัว ทำตามที่หมอให้การรักษาและแนะนำ เพื่อจะได้หายมาแข็งแรงเป็นปกติ
ที่น่าสนใจคือ รองฯนิพนธ์ โอดครวญว่ามรดกโลกเป็นของชาวไทยทุกคน ของทั้งประเทศ แต่ตอนนี้ดูเหมือนภาระมาตกหนักที่กรมอุทยานฯ ซึ่งบางการบ้านคนไทยเราสามารถช่วยกันทำได้ เช่นการเป็นหูเป็นตา การไม่เป็นผู้ตัดฟันไม้พะยุงเสียเอง การไม่ไปสนับสนุนรีสอร์ทที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ หรือจะช่วยกันส่งเสริม เช่นห้างร้านบริษัททำกิจกรรมเข้าไปปลูกป่าในพื้นที่ที่ทางการเขารื้อรีสอร์ทบ้านพักที่แพ้คดีออกไปแล้ว เพื่อมีส่วนร่วมในการรักษามรดกโลกของไทยด้วยกัน เราสามารถช่วยกันได้หมด (ลองติดต่อทำกิจรรมเหล่านี้ที่กรมอุทยานฯดูนะครับ)
การได้มาซึ่งการเป็นมรดกโลกเราก็ล้วนชื่นชมและยินดี ถึงคราวที่ต้องช่วยกันปกป้อง ผมว่าคนไทยเราคงไม่นิ่งดูดาย เมืองไทยก็ของเราทุกคนครับ





