รัก ลือประดิษฐ์ เขียนถึงผลงานใหม่ของนักร้องแจ๊สดาวรุ่งแห่งสหรัฐอเมริกา
สาวใหญ่ชาวแคนาเดียน เอมี เชรวินิ (Amy Cervini) กำลังเป็นที่จับตามองของแวดวงแจ๊สที่นิวยอร์ก ซิตี เวลานี้ ในฐานะนักร้องที่มีผลงานอันโดดเด่น และมีแนวทางเป็นตัวของตัวเอง
เมื่อ 2 ปีก่อน โพลสำรวจความเห็นของนักวิจารณ์ ดาวน์บีท (Downbeat) นิตยสารแจ๊สอันดับหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ยกย่องให้เธอเป็น “นักร้องดาวรุ่ง” ของวงการ ส่วนอัลบั้มล่าสุดของเธอ Jazz Country ที่เพิ่งออกวางขายเมื่อต้นปี 2014 ดาวน์บีทก็ประดับให้ถึง 4 ดาว (Excellent)
นั่นย่อมไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นง่ายดายนัก สำหรับนักร้องในแวดวงแจ๊สที่ลึกๆ แล้ว มักถูกมองข้ามความสำคัญอยู่เสมอๆ
เอมี ในวัย 37 ปี จากบ้านเกิดที่แคนาดา มาเรียนดนตรีที่ นิวอิงแลนด์ คอนเซอวาทอรี ในนครบอสตัน แล้วต่อเนื่องด้วยการลงหลักปักฐานที่นิวยอร์ก มหานครแห่งแจ๊ส
เดิมทีนั้น เธอเรียนเปียโน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรก ก่อนจะย้ายมาจับแซ็กโซโฟนสมัยเรียนไฮสกูล ทว่า ขณะที่เธอกำลัง “ออดิชั่น” ด้วยแซ็กโซโฟน เพื่อเข้าศึกษาต่อที่สถาบันที่มีชื่อเสียงอย่าง “นิวอิงแลนด์” นั้น กรรมการท่านหนึ่งขอให้เธอทดลองร้องเพลงสักเพลง ผลปรากฏว่า หลังเสร็จจากเพลง Bye Bye Blackbird เธอก็ผ่านการออดิชั่นได้ในบัดดล
อาจจะด้วยต้นทุนเดิม คือพื้นฐานของความเป็นนักดนตรี ทำให้สถานภาพนักร้องของ เอมี แตกต่างไปจากนักร้องคนอื่นๆ เธอไม่เพียงมีสุ้มเสียงการร้องที่เป็นเอกลักษณ์เท่านั้น แต่ยังมีมุมมองและความคิดสร้างสรรค์ในการปรับแต่งเพลงนั้นๆ ให้มีสีสันแตกต่างไปจากเดิม อย่างพลิกความคาดหมายอีกด้วย
ตัวอย่างปรากฏในอัลบั้ม 2-3 ชุดก่อนหน้านั้น เธอเจริญรอยตาม เฮอร์บี แฮนค็อก ด้วยการมองหา “บทเพลงสแตนดาร์ดใหม่” (New Standards) หยิบเพลงจากแวดวงป๊อปร็อค บทเพลงของศิลปินอย่าง เลียวนาร์ด โคนเฮน, โจนี มิทเชลล์ , วิลลี เนลสัน , เดเพชี โหมด กระทั่งถึง ฟิโอนา แอปเปิล และ แจ็ค จอห์นสัน มาตีความแล้วถ่ายทอดใหม่ ท่ามกลางข้อกังขาของคนบางคนว่า บทเพลงเหล่านั้นไม่ใช่แจ๊ส
แต่สำหรับ เอมี เชรวินิ แล้ว เธอเห็นว่า อาณาบริเวณของแจ๊สกว้างไกลกว่านั้นมาก และเธอปรารถนาจะก้าวพ้นจากข้อจำกัดเหล่านี้ โดยยึดถือวาทะอันมีชื่อเสียงของ ดุ๊ก เอลลิงตัน (Duke Ellington) ที่ว่า “ในโลกมีดนตรีอยู่ 2 ประเภทเท่านั้น คือ ดี กับ เลว” (there’s just two kinds of music, good and bad.)
ปฏิกิริยาต่อกรอบความคิดอันคับแคบของผู้คนบางกลุ่ม เป็นเหตุผลให้ เอมี เชรวินิ เลือกร้องเพลง Don’t Fence Me In ของโคล พอร์เทอร์ เป็นเพลงแรกในการแสดงของเธอเสมอๆ นัยว่า เพื่อบอกกล่าวให้ผู้ชมผู้ฟังเป็นอิสระจากกรอบแนวคิดและสไตล์ของดนตรี
อัลบั้ม Jazz Country ที่คลี่คลายออกมาล่าสุดก็เช่นกัน อัลบั้มนี้ ได้มือกลองระดับแนวหน้า แมทท์ วิลสัน (Matt Wilson) ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ แต่ทั้ง 14 เพลง กลับไม่มีเสียงกลองแม้แต่แอะเดียว ! (หากจำกันได้ แมทท์ เคยฝากความประทับใจในการแสดงสดที่เมืองไทย พร้อมกับ จอห์น สโกฟิลด์ และ โจ โลวาโน มาแล้ว)
นอกจาก เอมี ซึ่งทำหน้าที่นักร้องนำ และเป่าแซ็กโซโฟนในเพลง Wallflower Lonely, Cornflower Blue แล้ว วงดนตรีที่แบ็คอัพหลักๆ มีเพียง เจสซี ลูว์อิส ในตำแหน่งกีตาร์ และ แมทท์ อโรนอฟฟ์ ในตำแหน่งเบส ร่วมด้วยนักดนตรีรับเชิญมาร่วม featuring แค่คนละเพลง 2 เพลงเท่านั้น ซาวด์โดยรวมจึงค่อนข้างโปร่งเบา อิงแอบกับความเป็นอะคูสติกอย่างมาก แต่นั่นกลับมิได้ทำให้สารัตถะอันเข้มข้นของเพลงลดทอนลงแต่อย่างใด
ตัวอย่างเด่น ๆ ของเพลงในอัลบั้มนี้ เช่น After The Gold Rush เพลงดังจากยุคเซเวนตีส์ของศิลปินโฟล์คร็อค นีล ยัง ซึ่งมีนักวิจารณ์จากสื่ออย่าง “ออตตาวา ซิติเซน” เอ่ยอ้างว่า มีความน่าฟังยิ่งกว่าเวอร์ชั่นต้นตำรับเสียอีก !
I Still Miss Someone เพลงเก่าของ จอห์นนี แคช มาในแบบเซอร์ไพรส์ เริ่มด้วยการดวล “ดูเอ็ท” ระหว่างเสียงร้องของเอมี กับเสียงทรัมเป็ต ก่อนวงจะเข้ามาเสริมทัพ เป็นเพลงที่เธอถ่ายทอดได้หมดจด งดงาม ด้วยโทนคัลเลอร์ของ “มิวต์ ทรัมเป็ต” ที่ให้สีสันแตกต่าง
เช่นเดียวกันกับ I'm So Lonesome I Could Cry เพลงเก่าของราชาเพลงคันทรี แฮงก์ วิลเลียมส์ ซึ่งได้มือแซ็กสาวแนวอวองต์-การ์ด มาร์ตี เอลริค มาร่วมบรรเลงในอารมณ์เพลงสดๆ แต่ยังคงอยู่ในกรอบอย่างพองาม
แขกรับเชิญที่น่าสนใจอีกคนของ เอมี เชรวินิ คือ มือคลาริเน็ทสาวชื่อดัง อนัท โคเฮน ถ่ายทอดไว้อย่างประทับใจใน Frim Fram Sauce เพลงเก่าของ แนท โคล กับเพลงเนื้อร้องฝรั่งเศส Je Danse Avec La Neige ที่ เอมี เชรวินิ เขียนขึ้นใหม่ร่วมกับ แอรอน คอทเลอร์ นำเสนอในบรรยากาศของยิปซีแจ๊ส ชวนให้ระลึกถึงลีลาอันพริ้วไหวของ จังโก ไรน์ฮาร์ดท์
ไม่เพียงเพลงในฟากของคันทรีมิวสิคเท่านั้น ในกลุ่มของเพลงสแตนดาร์ด เอมี หยิบจับมาให้แฟนเพลงเพลิดเพลินกันทั่วหน้าเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Blue Moon ; Smile ซึ่งล้วนมีลีลาเพลงที่พลิกไปจากความคาดหมาย
ในเวลาเดียวกัน ยังมีเพลงในบรรยากาศล้ำลึกเพิ่มเติมเข้ามา เพื่อสร้างความเต็มอิ่มยิ่งขึ้น เช่น Song For The Mira ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับแม่น้ำสายหนึ่งในโนวาสโกเทีย หรือจะเป็น Calling You ซึ่งเดิมเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Baghdad Cafe โดยมือกีตาร์ เจสซี ลูว์อิส ยังร่วมถ่ายทอดเสียงร้องที่เต็มด้วยกระแสอารมณ์อันเชี่ยวกราก
โดยภาพลักษณ์หลัก เอมี เชรวินิ เป็นนักร้อง หรือ vocalist แต่สำหรับผลลัพธ์ที่ปรากฏในอัลบั้มนี้ มีส่วนตอกย้ำสถานะความเป็น song stylist ของเธอ ให้ชัดเจนโดดเด่นยิ่งขึ้น เธอทำให้บทเพลงที่คัดสรรมา ได้คลี่คลายไปในทิศทางที่กำหนด ทั้งนี้ก็เพื่อจะสั่นสะเทือนความรู้สึกของผู้ฟังให้อ่อนไหวไปตามเจตจำนงค์ของศิลปินนั่นเอง
นี่คือปรากฏการณ์อันสุนทรีย์ ซึ่งไม่ได้บังเกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก ขอยืนยัน !





