วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสียงจากสนามข่าวสีแดง

เรื่องเล่าข้างสนามข่าว จากคาร์บอมบ์ที่ยะลา สู่ความรุนแรงตลอดทศวรรษที่ปลายด้ามขวาน เรากำลังเผชิญกับอะไร

ถ้าความเงียบจะสื่อถึงนัยยะบางอย่างแล้วล่ะก็ ความเงียบบนถนนรวมมิตรในเวลาก่อนเที่ยงคืนไม่นาน น่าจะหมายถึงความหดหู่อย่างแท้จริง

หลังจากชนวนระเบิด 4 ลูกนั้นทำงาน เส้นทางตระเวนราตรีของชาวยะลาจากที่เคยคึกคัก กลับดูเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนบางตา ประตูบ้านลงกลอนแนบสนิท เงาพาหนะบนถนนว่างเปล่า

หรืออาจทำให้ใครนึกถึงสำนวนบางสำนวน

"ฟ้าสงบ... ก่อนพายุจะมา"

เพราะ 6 ชั่วโมงถัดมา ระเบิดระลอกสองก็เริ่มขึ้น

เหตุระเบิดคาบเกี่ยวระหว่างวันที่ 6-7 เมษายน 2557 ในตัวเมืองยะลา นี่เป็นอีกเหตุการณ์ในหลายเหตุการณ์ที่เหล่าช่างภาพ-สื่อมวลชนในพื้นที่ต้องเผชิญมาตลอดกว่า 10 ปี นับตั้งแต่กระสุนนัดแรกดังขึ้น

เรื่องราว และมุมมองต่อไปนี้ จึงเป็นข้อมูลบางส่วนที่เหล่าบินหลาสะท้อนออกมาในฐานะ "คนกลาง" และ "ผู้ส่งสาร" จากสนามข่าวสีแดง

เจาะใจช่างภาพสนาม

"ทำตัวให้เหมือนทหาร มีกระสุนอาวุธพร้อม เจอคนร้ายปะทะได้ทันที..."

วลีดังกล่าว สุกรี บินศุภอรรถ ช่างภาพประจำศูนย์ข่าวภาคใต้ (สงขลา) สถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอสยึดถือมากว่า 20 ปีบนถนนสายวิชาชีพสื่อสารมวลชน เพราะภาพคือหัวใจสำหรับช่างภาพ กล้องจึงเป็นเสมือนอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายไปโดยปริยาย

"บังกรี" ย้ายตัวเองลงมาทำงานในพื้นที่ตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ปี 2547

ตลอดเวลาของการทำงาน สิ่งที่ช่างภาพจากเบตงคนนี้สัมผัสได้ ก็คือ คาแรกเตอร์ของความรุนแรงที่เปลี่ยนไป เมื่อก่อน แม้เหตุจะ"ถี่" แต่ความเสียหายก็ "ไม่มาก" ผิดกับตอนนี้ เหตุ "น้อยลง" แต่รุนแรง "มากกว่า" และสถานการณ์ก็กลายเป็นตัวกำหนดการทำงานไปด้วย จากความรวดเร็วของเทคโนโลยียุคดิจิทัล ทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ทันที แต่การจะเข้าพื้นที่แต่ละครั้ง กลับต้องประเมินอย่างรอบด้าน เพราะโอกาสโดนลูก 2 หรือลูก 3 มีสูง

สิ่งที่จับสังเกตได้อีกอย่างสำหรับคนทำงานอย่างเขา ก็คือ เป้าประสงค์ในการลงมือแต่ละครั้ง แค่ข่มขู่ หรือหมายเอาชีวิต รวมทั้งระบบแผนงานที่แสดงให้เห็นว่า ทุกอย่างล้วนถูกเตรียมการมาอย่างรัดกุม แต่ถ้าถามความรู้สึกส่วนตัว เขาค่อนข้างเห็นใจเจ้าหน้าที่

"หันซ้าย หันขวา ถามว่าไหนคือโจร มันไม่เห็นหรอก แต่โจรน่ะดูรู้ว่าคนไหนคือเจ้าหน้าที่"

ขณะเดียวกัน ในสนามการทำงานก็ควรจะ "ชัดเจน" ในการแสดงตนให้เห็นว่า "เป็นสื่อ" และ "เป็นกลาง" ถึงจะปฏิเสธเรื่องความเสี่ยงไม่ได้ก็ตาม

ยิ่งไปกว่านั้น 10 ปี ที่ผ่านมา ปัญหาก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งในความรู้สึกคนที่คลุกคลีอยู่กับพื้นที่ (และเกิดที่นั่น) มันสะท้อนความผิดพลาดอะไรหลายๆ อย่างในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะความทรงจำจากคนข้างนอก เมื่อพูดถึงโจรใต้ มักกลายเป็น "คนมุสลิม" ทั้งๆ ที่โจรก็มีทุกศาสนา รวมทั้งความอีรุงตุงนังของระบบการจัดการ ปัญหาอีกร้อยแปดพันประการที่ถูกซุกเอาไว้ใต้คำว่าไฟใต้ และคนที่น่าสงสารก็คือ ชาวบ้าน

ที่ผ่านมา เขาเคยได้ยินแนวทางแก้ปัญหาถูกนำเสนอมากมาย แต่กลับไม่มีใครพูดถึงการ "ปลด" อาวุธทางความคิดให้ได้ยินเลยสักคน

หลอน ลวง ล้มเหลว

ยังจำได้...

ภาพลูกสาวซบหน้าลงตรงอกพ่อที่เกรียมเป็นตอตะโก บนถนนกลางหมู่บ้าน

"พ่อยังไม่ตาย หัวใจพ่อยังเต้นอยู่" เธอพร่ำบอกทั้งน้ำตา

เหตุการณ์ ยิง-เผา ครู และผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบาโด ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ "หลอน" ที่สุดสำหรับ เอกรักษ์ ศรีรุ่ง นักข่าว-ช่างภาพภูมิภาค หรือสติงเกอร์ประจำจังหวัดยะลา หน้าแป้นคีย์บอร์ดวันนั้นคือความสับสนถึงความโหดร้ายที่คนเราจะสามารถทำได้

"ไม่เข้าใจ และรับไม่ได้ นอนไม่หลับเป็นอาทิตย์น่ะ" เขายอมรับ

ถ้าจะมองอีกมุม ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้สื่อข่าวในพื้นที่ดูจะเป็น "คนใจดำ" ไม่ก็หากินกับความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องเผชิญความเป็นความตายในบ้านของพวกเขา แต่ครึ่งหนึ่งของวิชาชีพสื่อสารมวลชนที่ต้องนำเสนอความจริงต่อสาธารณะ อีกครึ่งหนึ่ง ที่นี่ก็เป็นบ้านของเขาเองด้วยเหมือนกัน

อุปกรณ์ พาหนะ ตลอดจนค่าจิปาถะในระหว่างการทำงาน เพื่อแลกกับค่าข่าวที่ต้อง "ออกอากาศ" ก่อนถึงจะได้ "ค่าตอบแทน" การเลี้ยงชีพ จึงไม่เท่ากับคุณค่าในเนื้องาน

พอๆ กับความพร้อมในการทำงาน ที่ปฏิเสธไม่ได้อีกเหมือนกันว่า เสี่ยงพอๆ กับชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ ไหวพริบ ปฏิภาณ กระทั่งสัญชาตญาณ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ทุกอย่างล้วนจำเป็นสำหรับการทำงานในพื้นที่สีแดง แน่นอน เป็นใครก็กลัวที่จะต้องมาเสี่ยงกระสุนปืน มาเสี่ยงระเบิด มีก็แต่การปรับตัวปรับใจที่จะทำให้ตัวเองก้าวข้ามกำแพงนี้ไปได้

สิ่งที่เขาตั้งข้อสังเกตนับตั้งแต่วันแรกของไฟใต้จนถึงชั่วโมงนี้ ทั้งหมดคือ "ความล้มเหลว" ของการขายฝันที่มีคำว่า "สันติสุข" เป็นโปรโมชั่น ทั้งการบริหารจัดการ และด้านยุทธการ ถึงจังหวะเวลาก็ผลัดเปลี่ยนกันลงมา ก็ต้องมาเริ่มการเรียนรู้กันใหม่ ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธความคิดต่าง และจบลงตรงที่ว่า "ไม่ให้ความร่วมมือ"

"เหตุการณ์อะไรมันจะยาวนานขนาดนี้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย แต่ทำไมถึงมีเหตุการณ์ที่ทุ่มงบประมาณมาเป็นแสนๆ ล้าน แต่ไม่สามารถทำอะไรได้"

พอๆ กับความเป็น "เอกภาพ" ในการทำงานที่ยังเป็นคำถามคาใจเขาจนถึงตอนนี้

เล่นไปตามเกม

"เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยน มีแต่คนที่เปลี่ยนไป" ถ้าถามถึงไฟใต้ในความรู้สึกของ จรูญ ทองนวล ช่างภาพข่าวมากประสบการณ์อีกคนที่ขลุกอยู่ในพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวจากปลายด้ามขวาน

"แล้วแต่อยู่ในช่วงจังหวะหนัก หรือจังหวะเบา" เขาว่าอย่างนั้น

ช่วงไหนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหละหลวม หรือสับเปลี่ยนกำลัง มักจะมีการ "ลองของ" ผู้มาใหม่อยู่เสมอ เหตุการณ์ครั้งนี้ ก็น่าจะอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน

"ยะลาเหตุใหญ่จะเกิดบ่อยมาก ส่วนหนึ่งก็คือ ที่นี่มีสถานะคล้ายๆ เมืองหลวงน่ะ" ที่เขาบอกแบบนั้น ก็เพราะ หน่วยงานราชการส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ และในแง่ของการประสบความสำเร็จของการก่อเหตุก็มีมาก

ขณะเดียวกัน ชุมชนคนยะลาก็มีความเข้มแข็งมาก เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุใหญ่ขึ้นมา คล้อยหลังไม่เกิน 2 วัน ทุกอย่างจะกลับไปสู่วิถีชีวิตปกติเหมือนเดิม

"ไม่อย่างนั้นเขาก็อยู่ไม่ได้"

เหมือนอย่างถนนรวมมิตร ยามค่ำคืนที่เขาไปนั่งสังเกตการณ์ คล้อยหลังระเบิดไปไม่กี่ชั่วโมง ถนนสายที่ถือเป็นย่านตระเวนราตรีของเหล่าผีเสื้อกลางคืนแห่งนี้ ถึงจะว่างเปล่า และเงียบเหงาลงไปถนัดตา แต่สำหรับผู้ประกอบการ นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะที่ผ่านมาพวกเขาก็อยู่กันได้ แค่จุดตรวจเยอะขึ้น เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น และด้วยความที่ผังเมืองยะลาจัดอยู่ในระดับดีมาก ทำให้การก่อเหตุในระยะหลังๆ มักอยู่บริเวณรอบนอกเสียเป็นส่วนใหญ่

หากถามถึงการทำงานในสนามวันนี้ เขายอมรับว่า ผิดหูผิดตาไปจากเมื่อก่อนเยอะ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย

"ทุกคนก็ต้องเตือนตัวเองน่ะ เราก็ไม่รู้ว่า ต่อไปจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เพราะเราไม่ใช่ผู้กำหนดเกม เราเป็นเพียงพวกเข้าไปตามเกม แล้วก็ไม่ใช่พวกแก้เกม ทุกคนไปด้วยหน้าที่ของตัวเอง นักข่าวช่างภาพไปเพื่อทำข่าว เจ้าหน้าที่ไปเพื่อตรวจสภาพที่เกิดเหตุ แต่ละคนเข้าไปทำหน้าที่ของตัวเอง"

เรื่องกลัวเขายอมรับว่า กลัวอยู่แล้ว

"แต่ก็ต้องปรับตัว อย่าวันที่ 6 เจ็บตั้ง 20 กว่าคน เช้าวันถัดมาโดนอีก พรุ่งนี้ก็ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อตั้งใจจะอยู่ในพื้นที่แล้ว ชีวิตต้องตื่นตัวตลอดเวลากับการทำยังไงให้มีชีวิตรอดในแต่ละวัน " แล้วก็ต้องเลี้ยงตัวเองให้รอดกับรายจ่ายในแต่ละวันด้วย

ประเด็นสำคัญวันนี้ ก็คือ ความซับซ้อนของปัญหา ที่ไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการแบ่งแยกดินแดนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมี อิทธิพล ยาเสพติด ของเถื่อน ที่เข้ามารวมกันอยู่เป็นเนื้อเดียวกันกับสถานการณ์ไปแล้ว

ที่สุด สื่อก็ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อไป

เหตุรุนแรง ...ปกติ

"เหตุการณ์รุนแรงปกติ" ดูจะเป็นสิ่งที่ นครินทร์ ชินวรโกมล สื่อมัลติมีเดีย เจ้าของทวีตเตอร์ @idongphoto ใช้อธิบายสถานการณ์ในยะลาบ้านเขาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

จากปีแรกๆ ที่การก่อเหตุความรุนแรงกลายเป็นคำถาม อะไร ทำไม อย่างไร จนเริ่มเกิดระเบิด มีลูกสอง ลูกสาม ตามมา กลายเป็นแบบฝึกหัดในสนามข่าวสีแดงที่ทำให้คนทำงานเกิดการเรียนรู้โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะลักษณะการก่อเหตุของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันไป

"อย่างเขตเมืองต้องระวัง เขตเมืองจะไม่เคยมีเรื่องเล็ก ทุกครั้งที่เกิดในเมืองยะลาจะเป็นของใหญ่ทั้งนั้น ซึ่งจะต้องระวัง" เขายกตัวอย่าง สิ่งที่ประสบการณ์สอน

พอๆ กับแนวโน้มสถานการณ์ที่ "แรงขึ้น" ทุกวัน

"ยอดเหตุการณ์มันลดลงจริง แต่ลักษณะมันแรงกว่าเดิมนะ เมื่อก่อนมันแค่ยิง แต่เดี๋ยวนี้ ยิงแล้วเผา ยิงแล้วตัดหัว เมื่อก่อนระเบิดยะลา แรงสุดก็จักรยานยนต์บอมบ์ แต่ตอนนี้คาร์บอมบ์อย่างเดียวเลย"

หรือก่อนหน้าเหตุการณ์ต่อเนื่อง 6-7 เมษายน เขาได้มีโอกาสพูดคุยกับหลายๆ คน ทั้งตำรวจ และทหาร ก็ได้ข้อสังเกตว่า ช่วงนั้นสถานการณ์เงียบผิดปกติ และสุดท้ายก็เกิดเหตุระเบิดขึ้น

"ทุกวันนี้ทำงานมันเกินคำว่าเบื่อ มันเกินคำว่ากลัวไปแล้วล่ะ" เขาเผยความรู้สึก

มันกลายเป็นความรุนแรงปกติที่มีในชีวิตประจำวันไปแล้ว แน่นอนว่า เรื่องแบบนี้คงไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีนักกับความชินชาในสถานการณ์ ทุกวันนี้ สิ่งที่เขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงก็คือ ภายหลังเหตุระเบิด คนยะลาจะตกใจอยู่พักหนึ่ง พร้อมกับคำถาม มีใครเป็นอะไรบ้างไหม

"สมมติ เจ็บ 10 คน ตาย 1 คน อ๋อ เหรอ แล้วก็กลับไปทำงานปกติ" นั่นคือความเคยชิน

ในทางกลับกัน ตรงนี้กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เห็นว่า คนในพื้นที่วันนี้ไม่ค่อยระมัดระวังตัวเหมือนเดิม

แล้วสื่อจะทำอะไรได้บ้าง...

"เราก็ต้องทำหน้าที่ของเราต่อไป" เขาตอบ

การนำเสนอแต่ความรุนแรง อาจกลายเป็นความทรงจำสำหรับสื่อภาคใต้ไปแล้ววันนี้ นครินทร์ มองว่าจุดที่พวกเขายืนอยู่ตรงนี้เหมือนกับตรงกลางเขาควาย หันซ้ายก็โดน หันขวาก็โดน แต่อย่างน้อยเขาก็ถือว่า นั่นคือหน้าที่ต้องนำเสนอความเป็นจริง แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ข้อมูลเหล่านี้ต้องผ่านการตัดสินใจของกระบวนการกองบรรณาธิการอีกทีก่อนออกสู่สายตาสาธารณะ

แต่ถ้าไม่นำเสนอ ความรุนแรงจะน้อยลง ก็ไม่จริงเหมือนกัน

"มันจะมีคำพูดหนึ่งว่า ผู้ก่อการร้ายใช้นักข่าวเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับรัฐ แต่จริงๆ ถ้าไม่มีนักข่าวก็สื่อสารได้ไง ระเบิดซะขนาดนี้ถ้าไม่มีข่าว รัฐก็รู้อยู่แล้ว"

เพียงแต่การลดทอนความรุนแรงที่ขึ้นอยู่ว่า จะนำเสนอว่าจะเห็นเลือดหรือไม่เห็นเลือด

"ตรงนี้ก็จะช่วยได้เยอะแล้ว" เขายืนยัน