วงจรวิปริต ขยะ 'พิษ' ไทย

วงจรวิปริต ขยะ 'พิษ' ไทย

ไม่ใช่แค่ ‘ซุก’ ไว้ใต้พรม เพราะปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรมอันตราย อยู่ลึกถึงชั้นใต้ดินที่พร้อมถูก ‘ฝังกลบ’ โดยหวังให้ลบจากความจำสั้นๆ ของคนไทย

"เชื่อไหมว่า ธุรกิจบ่อขยะนี่แหละ เป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางมาเฟียของนักการเมืองท้องถิ่นมานักต่อนักแล้ว.. "

ใครบางคนเอ่ยขึ้น หลังเกิดประเด็นฮ็อต ที่ร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิเปลวไฟเหนือ "บ่อขยะแพรกษา-บางปู" ที่กลายเป็นเรื่องบานปลายใหญ่โต เพราะอยู่ใกล้กทม.แค่เอื้อม แต่กลับมี 'บ่อเถื่อน' แอบลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม ซึ่งแม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่า เป็นสารอันตรายหรือไม่ และมากน้อยเพียงไร แถมพื้นที่เกิดเหตุยังเป็นเขตจังหวัดควบคุมมลพิษที่จะต้องมีมาตรการด้านกฎหมาย และการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษ แต่กลับไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที กระทั่งเกิดกลุ่มควันลุกลามทั่วทั้งจังหวัดและอีกหลายเขตในกทม. โดยกว่าจะดับไฟได้ก็ล่วงเข้าสู่วันที่ 8

"ถ้าเป็นภาษาปักษ์ใต้ เราเรียกว่า มันน่าบัดสีมาก เป็นเขตควบคุมมลพิษแท้ๆ แต่กลับปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ " ดร.อาภา หวังเกียรติ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เอ่ยระหว่างร่วมแถลงข่าวหัวข้อ "ขยะแพรกษา-บางปู ภาพสะท้อนความวิบัติระดับชาติ" จัดโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ และกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อ 24 มีนาคมที่ผ่านมา

แม้จนถึงวันนี้ควันไฟจะจางหายไปหมดแล้ว แต่สาเหตุของเพลิงไหม้ก็ยังคลุมเครือ จับมือใครดมไม่ได้ แถมยังทิ้งมหันตภัยที่มองไม่เห็น อันเนื่องมาจากการไม่รู้ว่า ภายในบ่อขยะนั้นประกอบด้วยกากสารเคมีอันตรายอะไรบ้าง และจะต้องกินเวลานานเท่าไรกว่าจะสำแดงเดช ทำเอาชาวบ้านต้องหนาวๆ ร้อนๆ กันไปทั่ว

ทั้งๆ ที่ตลอดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา บ่อขยะแพรกษา-บางปู จะถูกร้องเรียนจากชาวบ้านมาตลอด แต่ก็ยังทำหูทวนลม จ่ายค่าปรับแค่เศษเสี้ยวของผลประโยชน์แล้วก็ทำเนียนรับขยะมาทิ้งต่อไป

เท่าที่ตัดทอนมาอย่างคร่าวๆ จากการรวบรวมข้อมูลโดยมูลนิธิบูรณนิเวศ พบว่า หลังจากถูกสั่งให้ "หยุดดำเนินกิจการรับทิ้งขยะ" โดยกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อบต.แพรกษา พร้อมสั่งทำรั้วกั้นและปิดป้ายห้ามนำขยะมาทิ้งเมื่อ 30 มิถุนายน 2554 แต่หลังจากนั้นเพียง 3 เดือนบ่อขยะเดียวกันนี้ กลับได้รับ "ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ" จากอบต.แพรกษาเอง (6 ต.ค.2554) และหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นเหม็น กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อบต.แพรกษา ก็ลงพื้นที่ทำการตรวจอีกครั้งและพบว่ามีขยะชุมชนปนอยู่กับขยะอุตสาหกรรม เช่น เศษหนัง พลาสติก ถุงบรรจุสารเคมี ฯลฯ โดยครั้งนั้น (27 ม.ค.2555) อบต.ได้แจ้งเจ้าของที่ดินและผู้ประกอบการให้หยุดดำเนินกิจการทันที และให้นำหินหรือดินมาบดทับขยะในพื้นที่ให้เสร็จภายใน 15 วัน และสั่งไม่ให้มีการกระทำผิดในพื้นที่อีก

แน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ต่อจากนั้นมา 2 ปี บ่อขยะแห่งนี้ก็ยังด้านทน จ่ายเงินค่าปรับมาอีกหลายต่อหลายครั้ง โดยมีครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบเห็นคาตา ว่ามีรถบรรทุกกำลังทิ้งกากสี ซึ่งเป็นขยะอันตราย ทั้งๆ ที่ตามเอกสารระบุให้นำขยะเหล่านี้ไปกำจัดที่โรงงานซึ่งได้รับอนุญาตที่ จ.ราชบุรี

...น่าเจ็บใจที่ครั้งนั้น เจ้าของที่จ่ายค่าปรับไปแบบชิลๆ ที่ 5,000 บาท โทษฐาน "ลักลอบทิ้งขยะอันตรายจากโรงงาน"

"ที่ปรับได้แค่นี้ เพราะมันเป็นขยะชุมชน ซึ่งตามอำนาจของ อบต. สามารถออกบัญญัติเองได้โดยอาศัยกฎหมาย พรบ.สาธารณสุข มาบังคับใช้" เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ อธิบายถึงที่มาของบทลงโทษแสนชิล ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงคือ แม้จะเป็นบ่อขยะชุมชนแต่กลับลักลอบทิ้งกากของเสียอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะเป็น "กากอันตราย" ซึ่งในประเด็นนี้ย่อมหมายถึงการขึ้นตรงภายใต้การดูแลของกรมโรงงานอุตสาหกรรม แต่ด้วยความทับซ้อนของกฎหมาย บวกกับเล่ห์คนอยากโกงอีกนิดหน่อย ก็เลยส่งผลให้บ่อขยะแพรกษา-บางปู กลายเป็นกรณีศึกษาของความย้อนแย้งที่เหม็นโฉ่ และช่องโหว่ทางกฎหมายภายใต้ขยะกองมหึมา

  • มหากาพย์ 'มาบไผ่'

"ไฟไหม้บนกองขยะ มันก็เป็นแค่การจุดประเด็นให้สังคมรับรู้ถึงปัญหา สื่อหันมาเล่นข่าวนี้ แต่ผลกระทบมันเกิดขึ้นไปนานแล้ว หลังจากนี้ต่อไป คือ การเฝ้าระวังเรื่องสุขภาพทั้งระยะสั้น และระยะยาว(5ปี) ให้กับชาวชุมชนในรัศมี 1.5 กิโลเมตร ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทั้งหมด" ดร.อาภา เอ่ย

ขณะที่ปลายทางของผลจากเปลวไฟบนกองขยะแพรกษา-บางปู จะยังมองไม่เห็นชัด แต่ที่บ่อขยะขนาด 8 ไร่ ในพื้นที่ ต.มาบไผ่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ชาวบ้านแถบนั้นเขาผ่านการรมควันกันมาแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2556 โดยกว่าจะดับได้ก็ผ่านไป 3 วัน 3 คืน ทว่าผลกระทบยังปรากฏให้เห็นจนถึงวันนี้

"เคสที่มาบไผ่ สถานการณ์เหมือนกับแพรกษา-บางปู เลย คือ เขามีบ่อลูกรัง แล้วก็มีคนมาขอเช่าบ่อ เอากากอุตสาหกรรมมาทิ้ง ซึ่งเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายทั้งนั้น วันหนึ่งชาวบ้านลุกขึ้นร้องเรียน หลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็เกิดไฟไหม้เหมือนเป็นอุบัติเหตุขึ้นมา บ่อขนาดเกือบ 8 ไร่ ลึก 50 เมตร ไฟไหม้ประมาณสามวันสามคืน วันที่สี่ เราพบว่าน้ำที่ใช้ในการดับไฟหายไปทั้งหมดเลย เพราะพื้นที่เป็นดินปนทราย น้ำก็ซึมหายไปตามแหล่งน้ำชั้นตื้น ตามลำคลอง ตามลำน้ำสาธารณะต่างๆ ผลตรวจก็ลงไปเยอะมากแต่ไม่เคยออกมาอย่างเป็นทางการ" ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้ประสานงาน “เครือข่ายเพื่อนตะวันออก วาระเปลี่ยนตะวันออก” ที่รวมตัวกันของกว่า 60 กว่าเครือข่ายใน 8 จังหวัดภาคตะวันออก นำข้อมูลออกมาเปิดเผย

พร้อมบอกว่า กากอุตสาหกรรมที่พบในซากที่เหลือหลังเปลวเพลิงที่บ่อขยะมาบไผ่ มีทั้งวัสดุจำพวกปิโตรเคมี,แผ่นวงจรพิมพ์ (PCB), ยาฆ่าแมลง, สารอินทรีย์ระเหยง่าย, โมลอัลลอยด์ และชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิคส์

"จากการรายงานของเครือข่าย พบว่า สารยอดฮิต ที่มักพบในบ่อขยะพวกนี้ ก็คือ สารฟีนอล สารเบนซิน เขาเรียกว่ากลุ่ม อโรมาติก แล้วก็ยังมีการตรวจเจอโลหะหนักต่างๆ อาทิ ปรอท สารหนู แคดเมียม โครเมียม ส่วนที่มาบไผ่เรายังเจอเถ้าถ่านหินมวลเบาที่ชาวบ้านเล่าว่า มาจากโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งถ่านหินที่เผาไหม้แล้วจะมีตัวซัลเฟอร์และปรอทรวมอยู่ด้วย" ดร.สมนึก เผย

และเล่าว่า หลังจากเพลิงสงบ ทางจังหวัดได้เข้ามาตรวจสอบและประมาณการเม็ดเงินที่ต้องใช้ในการบำบัด พบว่า บ่อขยะพิษขนาด 8 ไร่ลึกประมาณ 50 เมตรที่มาบไผ่นี้ ต้องใช้เงินบำบัดสูงถึง 200 กว่าล้านบาท ซึ่งจังหวัดยังไม่มีงบประมาณ จึงปล่อยทิ้งไว้ กระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ขยะพิษจากบ่อก็ไหลลามลงมาตามทางน้ำที่ทางอบต.ขุดขึ้นเพื่อระบายน้ำท่วม

นักวิชาการจากเครือข่าย เพื่อนตะวันออกฯ ยังบอกอีกว่า กากของเสียที่น่ากลัวที่สุดของมาบไผ่ คือ ตัว โพลีไอโซไซยาเนต (Poly-isocyanate) ซึ่งก็คือ สารไซยาไนต์ ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ยึดไว้เป็นของกลาง โดยถูกตั้งไว้ในพื้นที่เดิม ไม่ได้รับการบำบัด หรือกำจัดแต่อย่างใด กระทั่งน้ำท่วมขึ้น

...คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า สารพิษจะลอยไปสู่พื้นที่สาธารณะหรือไม่

  • วิกฤติขยะไทย

นอกจากมาบไผ่แล้ว ตามที่เครือข่ายเพื่อนตะวันออกสำรวจมาได้ พบว่ายังมีบ่อเถื่อนอีกมากที่รอให้รัฐตามไปจัดการแก้ไข โดยในภาคตะวันออก มีประมาณ 40 กว่าแห่งที่เป็นจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอันตราย แม้กระทั่งในกรุงเทพฯ เอง ก็มีเครือข่ายแจ้งมาเช่นกันว่า มีอยู่หนึ่งพื้นที่แถวย่านลาดกระบัง

"บางบ่อก็ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย แต่เอามาใช้ผิดประเภท เช่น ไม่ได้ขอใบอนุญาตเพื่อทิ้งกากอุตสาหกรรมอันตราย แต่ที่ชาวบ้านเห็น มีการลักลอบขนกากอุตสาหกรรมอันตรายมาบำบัดที่นี่ด้วย เท่านั้นยังไม่พอ บางบ่อก็ยังต่อท่อน้ำทิ้งลงมาในแหล่งน้ำสาธารณะของชุมชนด้วย"

หรือหากไม่ต้องพูดถึงจำนวนบ่อเถื่อนที่มีจำนวนมาก เอาแค่บ่อที่ได้รับอนุญาตจากทางการแล้ว ก็ยังถือว่า ไม่ได้มาตรฐานเสียส่วนใหญ่

ข้อมูลจากอีกวงวิชาการในงานแถลงข่าวเรื่อง "ปัญหาบ่อขยะ ภัยใกล้ตัว" จัดโดยนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 21 มีนาคม 2557 ซึ่ง รศ.ดร.ชวลิต รัตนธรรมสกุล ร่วมเปิดเผยไว้ในงานดังกล่าวว่า ในหมู่บ่อขยะที่มีใบอนุญาต คาดว่ามีเพียง 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ทำอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ

..เอาแค่หลักการเบื้องต้นที่ว่า พื้นบ่อจะต้องรองด้วยพลาสติก เพื่อกันน้ำไหลรั่วซึมออกจากบ่อนั้น แทบทั้งหมดก็สอบตกตั้งแต่ข้อแรกแล้ว ยังไม่นับรวมไปถึงการกั้นบ่อเป็นหลุมย่อยๆ เพื่อสะดวกในการจัดการ โดยเฉพาะหากเกิดไฟไหม้ ก็จะสามารถดับไฟได้โดยง่าย และที่ดูจะยากและสวนกับจิตสำนึกเป็นศูนย์ของเจ้าของบ่อทั้งหลาย ก็คือ การห้ามนำกากอุตสาหกรรม และกากอุตสาหกรรมอันตรายเข้ามาทิ้งในบ่อชุมชน ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้ชั้นดีของเจ้าของบ่อ เพราะถือเป็นเหลี่ยมโจรของโรงงาน ตลอดจนผู้รับเหมาที่ได้รับการว่าจ้างให้ขนขยะไปทิ้งในที่ที่ถูกต้อง แต่ต้องการลดต้นทุน เลยขนมาทิ้งตามบ่อขยะทั่วไปซึ่งจัดเก็บถูกกว่า

ขณะที่ขยะชุมชนเอง ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะขยะที่เกิดจากบ้านเรือน ก็ยังมีกากอันตราย เช่น หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย ตลอดจนขยะอิเล็กทรอนิคส์ทั้งหลาย ซึ่งยังไม่นับรวมถึง โทรทัศน์เครื่องเก่าที่รอวันถูกขายให้ซาเล้ง เพื่อรับกับการมาถึงของ 'ทีวีดิจิทัล' ในอีกไม่นานนี้...

ทั้งหมด คือ การด้อยประสิทธิภาพในการจัดการขยะแบบองค์รวม ตั้งแต่กฎหมายที่ไม่ครอบคลุมรองรับ เช่นผังเมืองเขตอุตสาหกรรมกับที่อยู่อาศัยยังมีความขัดแย้งกัน ขณะที่ภาครัฐเองก็ทำงานทับซ้อนจนเกิดปัญหาไม่มีใครกระดิกตัว เพราะคิดว่าไม่เกี่ยว ยิ่งผู้ประกอบการยิ่งไม่ต้องพูดถึงสำหรับความโลภ ที่สนใจแต่กำไรบนบรรทัดสุดท้ายจนมองไม่เห็นต้นทุนการจัดเก็บ และจัดการขยะที่เกิดจากการผลิตโดยผลักภาระให้กับสังคม

และที่สำคัญก็คือ ตัวผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ นี่แหละ ที่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่การแยกขยะ ลดละเลิกการสร้างขยะให้เพิ่มขึ้น เพราะจากตัวเลขที่ว่าไว้ คนไทยวันนี้ผลิตขยะมากถึง 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวันนั้น ยังถือว่าห่างไกลกับเป้าหมายที่ร่วมตั้งกันไว้ถึงเท่าตัว ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นเขาไปไกลถึงขั้น ผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการจ่ายค่าจัดการ บำบัด ขยะผ่านภาษีที่บวกเข้าไปในสินค้า

"ที่ญี่ปุ่น เขาจะซื้อทีวีเครื่องใหม่ ก็ต้องจ่ายภาษีล่วงหน้าสำหรับการจัดการขยะที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ผมเชื่อว่า ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกที่ดี ปัญหาขยะก็จะแก้ได้ตั้งแต่ตัวเราเอง" รศ.ดร.ชวลิต เอ่ย

นอกจากนี้ ดร.อาภา ยังเสริมถึงการวางระบบบ่อขยะว่า จะต้องมีความชัดเจนและโปร่งใสในการจัดการ ไม่ใช่ขุดหลุม ฝังขยะ และก็จบไป ขายที่ทิ้ง ฟันเงินหลายต่อ แต่ลูกหลานไม่มีทางรู้เลยว่า พื้นที่นั้นๆ เคยเป็นอะไรมาก่อน..

ดีไม่ดี วันหนึ่งข้างหน้า ลูกหลานเราอาจจะขุดดินลงไป แล้วนึกว่า

.. เจอวัตถุโบราณ!